Accom Thailand

May 20, 2009

อิหร่านทดสอบ ขีปนาวุธเซจิล-2 จาก พื้นผิวสู่พื้นผิว แบบ 2 ขั้นตอน สำเร็จ – Iran tests new Sajil-2 missile


Iran says the missiles have a range of nearly 1,243 miles, which would put Moscow, Athens and southern Italy within striking distance from Iran,   said Jane's Information Group, which provides information on defense issues. (UPI Photo/Vahid Reza Alaie/Mehr News Agency)

Iran says the missiles have a range of nearly 1,243 miles, which would put Moscow, Athens and southern Italy within striking distance from Iran, said Jane's Information Group, which provides information on defense issues. (UPI Photo/Vahid Reza Alaie/Mehr News Agency)


อิหร่านประกาศศักดา ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่สำเร็จแล้ว

เอเอฟพี – ประธานาธิบดี มะห์มุด อาห์มาดิเนจัด Mahmoud Ahmadinejad ผู้นำอิหร่าน ประกาศวันนี้ ว่า(20) อิหร่าน ได้ทดสอบ ขีปนาวุธพิสัยกลาง รุ่นใหม่ พร้อมกับย้ำว่า จะไม่ยุติ ความทะเยอทะยาน ด้านนิวเคลียร์ ของตน

อาห์มาดิเนจัด เผย ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ ในเมืองเซมนาน ทางเหนือของ ประเทศว่า อิหร่านได้ทดสอบ ขีปนาวุธเซจิล-2 อันเป็น ขีปนาวุธจาก พื้นผิวสู่พื้นผิว แบบ 2 ขั้นตอน และ ประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผย พิสัยของอาวุธ ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มอสตาฟา นาจาร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ของ อิหร่าน ได้ทดสอบ ขีปนาวุธแบบ พื้นผิวสู่พื้นผิว รุ่นใหม่ โดยให้ รายละเอียด ว่าเป็น ขีปนาวุธแบบ 2 ขั้นตอน ที่มี เครื่องยนต์ 2 เครื่อง และ ระบุชื่อว่า เซจิล จากนั้น สถานีโทรทัศน์ ก็ได้เผยภาพ การยิงขีปนาวุธ ลูกดังกล่าว ซึ่งมีขนาดพอๆ กับ ขีปนาวุธชาฮับ-3 ของ อิหร่าน

ภาพจาก สถานีโทรทัศน์ อัลอลาม เผยภาพ การยิงทดสอบขีปนาวุธ พิสัยกลางรุ่นใหม่ของ อิหร่าน จาก สถานที่ ที่ไม่เปิดเผย

ภาพจาก สถานีโทรทัศน์ อัลอลาม เผยภาพ การยิงทดสอบขีปนาวุธ พิสัยกลางรุ่นใหม่ของ อิหร่าน จาก สถานที่ ที่ไม่เปิดเผย

ในอดีต อิหร่าน มักจะโอ้อวดว่า ได้พัฒนาอาวุธใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้อง กับความสงสัย ของนักวิเคราะห์ ด้านกลาโหม จากฟากตะวันตก

นาจาร์ บอกกับ สถานีโทรทัศน์ในเดือน พฤศจิกายนว่า ขีปนาวุธรุ่นใหม่ มีพิสัยเกือบ 2,000 กิโลเมตร คล้ายๆ กับขีปนาวุธ ชาฮับ-3 และ สามารถยิงไปถึง ดินแดน ของ อิสราเอล ได้

Iran-Missile-Test4 (790 x 526)

ด้านอิสราเอล ออกมาระบุว่า การทดสอบขีปนาวุธ ครั้งใหม่ ของ อิหร่าน น่าจะเป็นความกังวล สำหรับชาติยุโรป ที่อาจจะตกอยู่ ภายใต้พิสัยของอาวุธ โดย แดนนี่ อยาลอน รัฐมนตรีช่วย กระทรวงการต่างประเทศ ของ รัฐยิว ชี้ว่า นอกจากนี้ อิหร่าน ยังพยายามพัฒนาขีปนาวุธ ที่มีพิสัย ถึง 10,000 กิโลเมตรด้วย ซึ่งอาจจะยิงไปถึง ชายฝั่งของ สหรัฐฯได้

ด้านนายกรัฐมนตรี สายเหยี่ยวคนใหม่ ของ อิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮุ Binyamin Netanyahu กล่าวว่า เทคโนโลยี ขีปนาวุธ และ โครงการนิวเคลียร์ ที่สร้างความขัดแย้ง ของ อิหร่าน เป็นภัยคุกคาม ที่มีอยู่ต่อ อิสราเอล ที่ใหญ่ที่สุดกว่าที่ อิสราเอลเคยเชิญมา นับตั้งแต่ ก่อตั้งรัฐยิวขึ้นในปี 1948

ด้านอิหร่าน ยืนกรานว่า โครงการนิวเคลียร์ ของตัว มีจุดประสงค์ เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อตอนสนองกับ ประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ เชื้อเพลิงฟอสซิล กำลังจะหมดไป เท่านั้น

คณะมนตรี ความมั่นคง แห่ง สหประชาชาติ ออกมาตรการ คว่ำบาตรอิหร่าน 3 ชุด หลังจากที่ อิหร่านไม่ยอมหยุด การแปรรูป ยูเรเนียม ซึ่งเป็น กระบวนการ ผลิตเชื้อเพลิง จ่ายไปยัง สถานีไฟฟ้า แต่กระบวนการนี้ ถ้าแปรรูปให้ ยูเรเนียม มีความเข้มสูงพอ ก็สามารถนำไปผลิต ระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ ได้เช่นกัน กระนั้น ผู้นำอิหร่าน ก็ยืนกราน อีกครั้งวันนี้ว่า อิหร่าน จะไม่มีวัน ล้มเลิก โครงการนิวเคลียร์ ของตน

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 19:36 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ อิหร่าน ประกาศศักดา ทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่ สำเร็จแล้ว



Related links : เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


Iran’s missile Sejil 2 is launched by Iranian armed forces in Semnan province, Iran on May 20, 2009.

Iran-Missile-Test2 (790 x 526)
Iran says the missiles have a range of nearly 1,243 miles, which would put Moscow, Athens and southern Italy within striking distance from Iran,
said Jane’s Information Group, which provides information on defense issues. (UPI Photo/Vahid Reza Alaie/Mehr News Agency)


Iran-Missile-Test5 (790 x 526)

Iran’s missile Sejil 2 is seen before its launch by Iranian armed forces in front of a picture of Iran’s supreme leader Ayatollah Ali Khamenei in Semnan province, Iran on May 20, 2009.

Iran says the missiles have a range of nearly 1,243 miles, which would put Moscow, Athens and southern Italy within striking distance from Iran,
said Jane’s Information Group, which provides information on defense issues. (UPI Photo/Vahid Reza Alaie/Mehr News Agency) Full Story from © 2009 United Press International, Inc.upi_logo (120 x 41)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 9, 2009

พบผู้หญิงแคนาดา เสียชีวิตจาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็น รายแรก ในรัฐแอลเบอร์ตา


แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อ H1N1 เสียชีวิตรายแรก – ลามถึงปานามาแล้ว
English Alberta reports first Canadian death from H1N1 flu

เอเอฟพี/เอเจนซี – พบ ชาวแคนาดา เสียชีวิต จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ รายแรกเป็นผู้หญิง อายุประมาณ 30 ปี ในรัฐแอลเบอร์ตา ขณะที่ การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัส ล่าสุดไปถึง ปามานา หลังพบ ผู้ติดเชื้อแล้ว
Albertan farmers wearing masks to protect themselves from the flu. ชาวแคนาดา จาก เอลเบอร์ตา สวมหน้ากากป้องกันตน จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เมื่อครั้งระบาดใหญ่ 1918 flu pandemic ในรัฐแอลเบอร์ตา

Albertan farmers wearing masks to protect themselves from the flu. ชาวแคนาดา จาก เอลเบอร์ตา สวมหน้ากากป้องกันตน จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เมื่อครั้งระบาดใหญ่ 1918 flu pandemic ในรัฐแอลเบอร์ตา



“เราพบ ผู้เสียชีวิตรายแรก ใน เอลเบอร์ตา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ ไข้หวัด เอช1เอ็น1″ อันเดร คาร์ริเวอู หัวหน้าแพทย์ของ รัฐแอลเบอร์ตา บอกกับ ผู้สื่อข่าว “นี่คือ รายแรก ใน แคนาดา ที่เรามีหลักฐาน สนับสนุนว่า มีความเชื่อมโยง กับ เชื้อไวรัสเอช1เอ็น1″

คาร์ริเวอู กล่าวต่อว่า ผู้หญิงรายนี้ อายุ 30 ต้นๆ และไม่เคยเดินทางไป เม็กซิโก ศูนย์กลาง ของ การแพร่ระบาดของ ไข้หวัดมาก่อน โดยเธอเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ใน แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อไวรัส สายพันธุ์ใหม่ นี้แล้ว 224 ราย แต่เธอเป็น ผู้ป่วยรายแรก ที่เสียชีวิต

กัปตันเครื่องบิน ณ สนามบินใน บราซิล สวมหน้ากากป้องกัน เชื้อหวัด ซึ่งล่าสุดได้แพร่ไปถึง ปานามา แล้ว

กัปตันเครื่องบิน ณ สนามบินใน บราซิล สวมหน้ากากป้องกัน เชื้อหวัด ซึ่งล่าสุดได้แพร่ไปถึง ปานามา แล้ว


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ปานามา เมื่อวันศุกร์(8) ยืนยันพบ ผู้ติดเชื้อ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เป็น รายแรก ของ ประเทศแล้ว โดยเป็น หนุ่มวัยรุ่น ที่เพิ่ง เดินทางกลับ จาก สหรัฐอเมริกา

โรซาริโอ เทอร์เนอร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข เรียกร้อง ประชาชน ให้อยู่ในความสงบ โดยเวลานี้ ได้กักตัววัยรุ่น คนดังกล่าวไว้แล้ว แต่ปฏิเสธที่จะ เปิดเผยว่า เขาเดินทาง มาถึงเมื่อไหร่ หรือ ชื่ออะไร

“เขากำลังได้รับการรักษา อาการของเขา ทรงตัว และยังไม่จำเป็น ต้องนำเขา เข้ารักษาตัว ที่โรงพยาบาล” รัฐมนตรีสาธารณสุขบอก พร้อมกันนั้น ยังระบุต่อว่า ครอบครัว ของวัยรุ่นรายนี้ รวมถึง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ไปสัมผัสตัวเขา ก็จะได้รับการตรวจร่างกาย และ ดูแลเช่นกัน

ด้าน อิตาลี ในวันศุกร์(8) ก็ออกมายืนยัน เช่นกันว่าพบ ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 ที่ติดจาก คนสู่คนเป็น รายแรกของประเทศ หลังชายสูงวัย อายุ 70 ปี ถูกพบว่า ติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จาก หลานชายวัย 11 ขวบ ที่เพิ่งเดินทาง กลับมาจากไปพักผ่อนใน เม็กซิโก

ในอิตาลี พบผู้ติดเชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 จำนวน 8 ราย แต่กรณี ก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ ติดเชื้อ มาจากต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แดนมะกะโรนี กล่าวใน แถลงการณ์ ทั้งนี้ผู้เฒ่า คนดังกล่าว อาการ เริ่มดีขึ้น หลังเข้ารับการรักษาตัว ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

Related links – เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง :
sig-eng
Influenza A(H1N1) in Canada web site
Daily updates will be posted on this site. มีการปรับปรุงข้อมูลทุกวัน จาก สาธารณสุขแคนาดา

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤษภาคม 2552 04:05 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051698


พิมพ์ ข่าวนี้ แคนาดา พบ ผู้ติดเชื้อH1N1 เสียชีวิตรายแรก – ลามถึง ปานามา แล้ว


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 6, 2009

กองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ ลูกเรือ ที่ประจำการ ณ ฐานทัพเรือ พอยท์ โลมา ในเมืองซานดิเอโก รายงานตัว เพื่อตรวจเชื้อไวรัส Influenza A(H1N1)


เชื้อมรณะ คร่าชีวิต มะกัน รายแรก พบติดเชื้ออีก 403 รายใน 38 มลรัฐ

เอเจนซี / เอเอฟพี – พบชาวอเมริกัน เสียชีวิต จากเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นรายแรกแล้ว ขณะที่ เชื้อมรณะ ยังลุกลามไม่เลิก ล่าสุดพบ ผู้ติดเชื้อ 403 ราย ในพื้นที่ 38 มลรัฐ ของ สหรัฐฯ

ขณะที่ ยอดผู้ติดเชื้อ ทั่วโลก เพิ่มเป็น 1,491 ราย ใน 22 ประเทศ

*** พบชาวอเมริกัน รายแรก ที่เสียชีวิต จาก ไข้หวัดพันธุ์ใหม่ ***


เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ของสหรัฐฯ ยืนยัน เมื่อ วันอังคาร (5) ว่า พบ ชาวอเมริกัน รายแรก ที่เสียชีวิตจาก เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ แล้ว โดย ผู้เสียชีวิต เป็น หญิง วัย 30 กว่าปี ที่อาศัยอยู่ใน มลรัฐเทกซัส และ ถือเป็น ผู้เสียชีวิต นอกประเทศเม็กซิโก เป็นรายที่ 2 ต่อจาก เด็กวัย 23 เดือน ชาวเม็กซิกัน ที่มาเสียชีวิต ในมลรัฐเทกซัส ของ สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

ดัก แม็คไบรด์ โฆษกหน่วยงาน ด้านสาธารณสุข ประจำ มลรัฐเทกซัส เปิดเผย กับ สำนักข่าว เอเอฟพี ว่า หญิงชาวอเมริกัน รายนี้ เสียชีวิต เมื่อวันจันทร์ (4) หลังเข้ารักษาตัว ที่โรงพยาบาล นานถึง 3 สัปดาห์ และในเบื้องต้น พบว่า ผู้เสียชีวิต ไม่น่าจะเดินทางไป เม็กซิโก ในช่วงท ี่ผ่านมา แต่เธออาศัย อยู่ใน เขต คาเมรอน เคาน์ตี ซึ่งเป็นเขต ที่อยู่ใต้สุด ของ เทกซัส และ อยู่ติดกับ พรมแดน ของ เม็กซิโก

ด้าน ริชาร์ด อี. เบสเซอร์ รักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคของ สหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ใน สหรัฐฯ ได้เพิ่มเป็น 403 รายแล้ว ในขณะนี้ และ พบผู้ติดเชื้อ ใน 38 มลรัฐ โดย มลรัฐจอร์เจีย และ มลรัฐเมน ถือเป็น 2 มลรัฐ ล่าสุด ที่มี การยืนยันว่า พบ ผู้ติดเชื้อไวรัส ชนิดนี้

U.S. Human Cases of H1N1 Flu Infection (As of May 6, 2009, 11:00 AM ET)

Cases of H1N1 Flu Virus (Human Swine Flu) in Canada
Summary of laboratory-confirmed cases of H1N1 flu virus (Human Swine Flu) reported to the Public Health Agency of Canada, by the provinces and territories as of May 5, 2009.

ขณะที่ แคธลีน เซเบเลียส รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ สหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า มีแนวโน้ม จะพบผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มมากขึ้นใน สหรัฐฯ แม้ว่า สถานการณ์การ แพร่ระบาดใน สหรัฐฯ จะไม่ร้ายแรง เท่ากับ ใน เม็กซิโก ก็ตาม

*** กัวเตมาลาพบผู้ติดเชื้อรายแรก ***


กัวเตมาลา กลายเป็น ประเทศที่ 22 ของโลกแล้ว ที่ยืนยันว่า ตรวจพบ ผู้ติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศ เมื่อวันพุธ (6)

ประธานาธิบดี อัลบาโร โกลอม กาบาเยโรส ออกมาแถลงที่ กรุงกัวเตมาลา ซิตี ซึ่งเป็น เมืองหลวงของ ประเทศ โดยระบุว่า พบผู้ติดเชื้อ จำนวน 1 ราย ใน กัวเตมาลา แต่ปฏิเสธ ที่จะให้ รายละเอียด ใดๆ เกี่ยวกับ ผู้ติดเชื้อรายนี้ รวมทั้ง ยังไม่ได้ระบุว่า ผู้ติดเชื้อ คนดังกล่าว เคยเดินทางไปยัง เม็กซิโก ซึ่งเป็น ประเทศ เพื่อนบ้าน ทางทิศเหนือ ของ กัวเตมาลา ด้วยหรือไม่

ขณะที่ ราฟาเอล เอสปาดา รองประธานาธิบดี กัวเตมาลา ยืนยันว่า ทางการ จะดำเนินมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดขั้นสูงสุด ในประเทศ และ พร้อมให้ ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ กับ องค์การอนามัยโลก และ คณะเจ้าหน้าที่ สาธารณสุข นานาชาติ

*** เม็กซิโก ระบุยอดตาย พุ่งเป็น 29 ศพ แล้ว ***

 A worker prepares a restaurant in Mexico City for its reopening on May 6, 2009. Mexico emerged Wednesday from a five-day lockdown, reopening businesses and restaurants shuttered by influenza A(H1N1) (swine flu), as a second death from the virus was recorded over the border in the United States. Today Mexico raised its swine flu death toll to 42 from 29, and said there were now more than 1,000 infections, according to Health Minister Jose Angel Cordova. - Getty Images

A worker prepares a restaurant in Mexico City for its reopening on May 6, 2009. Mexico emerged Wednesday from a five-day lockdown, reopening businesses and restaurants shuttered by influenza A(H1N1) (swine flu), as a second death from the virus was recorded over the border in the United States. Today Mexico raised its swine flu death toll to 42 from 29, and said there were now more than 1,000 infections, according to Health Minister Jose Angel Cordova. - Getty Images



โฮเซ อังเฆล กอร์โดบา รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ เม็กซิโก แถลง เพิ่มจำนวน ผู้เสียชีวิตจาก การติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็น 29 รายแล้ว ส่วน จำนวน ผู้ติดเชื้อ ก็เพิ่มเป็น 913 ราย

นอกจากนั้น กอร์โดบา ยังเปิดเผยว่า ทางการ พบผู้เสียชีวิต อีก 39 คน ซึ่งยังไม่ได้รับ การยืนยันว่า เสียชีวิต เพราะติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่ โดยคนเหล่านี้ เป็นผู้ที่เสียชีวิต ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ที่ผ่านมา จากปัญหา เกี่ยวกับ ระบบทางเดินหายใจ ทั้งสิ้น

ผู้เสียชีวิต จากการติดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ใน เม็กซิโก ส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่มีอายุ ระหว่าง 20 – 39 ปี โดยผู้เสียชีวิต รายล่าสุด ที่ได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้อชนิดนี้ ได้เสียชีวิต ตั้งแต่เมื่อ วันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ท้องถนนใน กรุงเม็กซิโก ซิตี กลับมา มีชีวิตชีวา อีกครั้ง ตั้งแต่เมื่อวันพุธ (6) หลังจากที่ ประธานาธิบดีเฟลิเป กัลเดรอน อิโนโฮซา ประกาศ ยกเลิก คำสั่ง (click to see video) ห้ามดำเนินกิจกรรม ต่าง ๆ ของ ภาครัฐ และ เอกชน ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้ง โรงเรียน ระดับมัธยมปลาย และ มหาวิทยาลัย จะเปิด ทำการเรียนการสอน อีกครั้ง ขณะที่ ร้านค้า และ ร้านอาหาร ต่าง ๆ เริ่มทำความสะอาด เพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้า อีกครั้ง เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อกุสติน การ์สเตนส์ รัฐมนตรีคลังของ เม็กซิโก ยอมรับว่า การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ อาจส่งผลกระทบ ต่อ ตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของ เม็กซิโก ที่คาดว่า น่าจะชะลอตัวลง ร้อยละ 0.3-0.5 ในปีนี้

Situación actual de la epidemia (05 de mayo del 2009)

Situación actual de la epidemia (05 de mayo del 2009)


นอกจากนั้น นาย การ์สเตนส์ ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลเม็กซิโก อาจต้องสูญเสีย รายได้จาก การจัดเก็บภาษีอีก กว่า 752 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่ ภาคธุรกิจ และ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ของ ประเทศ ต้องหยุดชะงัก ในช่วงที่ผ่านมา แต่รัฐบาล พร้อมดำเนินมาตรการ ด้านภาษี และ เงินทุนฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือ ธุรกิจภาคต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ จาก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ชนิดนี้


*** จีนงดออกวีซ่าด่วนสำหรับชาวอเมริกัน ***


เว็บไซต์สถานทูตจีนใน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ แถลง เมื่อวันพุธ (6) ว่า ทางการจีน จะขอระงับ การให้บริการวีซ่าด่วน และ วีซ่าด่วนพิเศษ สำหรับ ชาวอเมริกัน แต่ไม่ได้ระบุเหตุผลว่า มีความเกี่ยวข้องกับ มาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่

ในแถลงการณ์ ดังกล่าว ระบุว่า จีน จะขอเปลี่ยนแปลง กระบวนการ ขอวีซ่า เป็น 6 วันทำการ รวมทั้ง จะขอระงับ การให้บริการวีซ่าแบบด่วน และ ด่วนพิเศษ โดยไม่ได้ระบุว่า เป็น มาตรการ เพื่อสกัดกั้น เชื้อไวรัส เอช1เอ็น1 ไม่ให้เข้าระบาดใน จีน หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการระบุว่า มาตรการนี้ของจีน จะครอบคลุม ไปถึง ประเทศอื่นๆ นอกเหนือจาก สหรัฐฯ ด้วยหรือไม่ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เจมส์ สไตน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วย กระทรวงต่างประเทศ ของ สหรัฐฯ ระบุว่า การที่ ทางการจีน ออกมาตรการดังกล่าว น่าจะเป็น การเพิ่มความเข้มงวด เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาด ของ เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เช่นเดียวกับ มาตรการ กักตัวนักท่องเที่ยว ชาวเม็กซิกัน และ ชาวแคนาดา ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเข้าใจดี ถึงจุดมุ่งหมาย ของ ทางการจีน ที่ไม่ต้องการให้ เชื้อไวรัส ชนิดนี้ แพร่ระบาดเข้าไป ในประเทศ แต่ก็เรียกร้องให้ จีน ยกเลิกมาตรการดังกล่าว โดยเร็ว หากสถานการณ์การ แพร่ระบาด กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

*** พบลูกเรือมะกัน ราว 50 นาย ต้องสงสัย ติดเชื้อ ไข้หวัดพันธุ์ใหม่ ***


กองทัพเรือสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิก การส่งเรือ ที่ประจำการ ณ ฐานทัพเรือ พอยท์ โลมา ในเมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกปฏิบัติภารกิจ ด้าน มนุษยธรรม เป็นการชั่วคราว พร้อมมีคำสั่ง สั่งให้ เจ้าหน้าที่กองทัพเรือ และ พลเรือน จำนวน 22,000 คน ที่ประจำการ ในฐานทัพเรือแห่งนี้ มารายงานตัว เพื่อรับการตรวจเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นการด่วน หลังจาก มีการยืนยันว่า พบ ลูกเรือ ที่มีอาการต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ชนิดนี้

โฆษก กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า พบ ลูกเรือบนเรือรบ “ยูเอเอส ดูบูเก” ราว 50 นาย ที่ต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ โดยในขณะนี้ ลูกเรือ ที่คาดว่า จะติดเชื้อ ต่างได้รับการรักษา ด้วย ยาต้านไวรัสทามิฟลู แล้ว และ กำลังฟื้นตัว จากอาการป่วย ส่งผลให้ ต้องมีการยกเลิก การส่งเรือรบลำดังกล่าว และ เรือรบลำอื่นๆ อีกหลายลำ ในฐานทัพ แห่งนี้ ออกไปปฏิบัติภารกิจ ให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม ในพื้นที่ มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ แบบไม่มีกำหนด ซึ่งรวมทั้ง การให้ความช่วยเหลือ ด้านการแพทย์ และ การก่อสร้าง สาธารณูปโภค ต่างๆ ด้วย เช่นกัน

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ลูกเรือ อีก 370 นาย ของเรือรบ ลำดังกล่าว ซึ่งไม่แสดงอาการป่วย ได้เริ่มเข้ารับการรักษา เพื่อป้องกัน การติดเชื้อแล้ว ขณะที่ ตัวเรือ ก็ถูกทำความสะอาด และ ฆ่าเชื้อ แล้วเช่นกัน

*** บรูไน สั่งกักตัวทหารอังกฤษ 200 นาย ***


สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ทหารของ กองทัพอังกฤษ ราว 200 นาย ซึ่งเพิ่งเดินทาง มาถึงยัง บรูไนดารุสซาลาม เพื่อปฏิบัติภารกิจ ซ้อมรบ ถูกทางการบรูไน สั่งกักบริเวณ หลังพบว่า มี ทหาร ที่มีอาการ ต้องสงสัยว่า อาจติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่

รายงานข่าว ระบุว่า ทหารอังกฤษ ประมาณ 200 นาย ถูกสั่งให้อยู่แต่ภายใน อพาร์ทเมนต์ แห่งหนึ่ง ใกล้กับ สนามบินนานาชาติของ บรูไน หลังจาก พบว่า มีทหาร อย่างน้อย 3 นาย ที่มีอาการ ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม นายซูโวย อุซมัน รัฐมนตรีสาธารณสุข ของ บรูไน ออกมาเปิดเผย เมื่อวันพุธ (6) ว่า ทางการบรูไน ได้สั่งปล่อยตัว ทหารอังกฤษ ทั้งหมด แล้ว เนื่องจาก ผลการตรวจร่างกาย ของ ทหาร ที่ต้องสงสัย ออกมาเป็นลบ โดยในขณะนี้ ทหารอังกฤษ ทั้งหมด ได้ถูกย้ายไปยัง สถานที่ปลอดภัย แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผย

ทั้งนี้ รายงานข่าว ระบุว่า ทหารเหล่านี้ เดินทางมาจาก อังกฤษโดยแวะที่ ฮ่องกง ซึ่งเป็นสถานที่ ที่เพิ่งพบผู้ติดเชื้อเป็น รายแรก ของ ทวีปเอเชีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะ เดินทางต่อ มายัง บรูไน เพื่อร่วมการซ้อมรบ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 21:26 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050877


พิมพ์ ข่าวนี้ เชื้อมรณะ คร่าชีวิต มะกัน รายแรก พบติดเชื้อ อีก 403 รายใน 38 มลรัฐ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 4, 2009

ฮิลลารี ป่วย! หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1


ฮิลลารี ป่วย! ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1 หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก

เอเอฟพี – นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ยกเลิก กำหนดนัดพบ บุคคลต่างๆ ของเธอใน วันนี้ (4) หลังมีอาการป่วยจาก โรคภูมิแพ้ เจ้าหน้าที่ ระบุ พร้อมยืนยันว่า เธอไม่ได้ติดเชื้อ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1


“เธอไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัด เธอแค่รู้สึกไม่สบาย” โรเบิร์ต วูด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว “เธอจะกลับมาทำงานในวันพรุ่งนี้ เธอล้มป่วยด้วยโรคภูมิแพ้”
นางฮิลลารี คลินตัน ไปเม็กซิโก พร้อมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามาเมื่อเดือนที่แล้ว

นางฮิลลารี คลินตัน ไปเม็กซิโก พร้อมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามาเมื่อเดือนที่แล้ว


คลินตัน มีกำหนดพบกับ คาร์ล บิลด์ท รัฐมนตรีต่างประเทศ สวีเดน และ เอดูอาร์ด นัลบานเดียน รัฐมนตรีต่างประเทศ ของ อาร์เมเนียใน วันจันทร์ที่ 4 เมษายน แต่ด้วย อาการป่วย ของเธอ ทำให้ต้องเลื่อนคิว นัดไปเป็น วันอังคาร (5)

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ รายนี้เพิ่งเดินทางไปเยือน เม็กซิโก — ศูนย์กลางของ การแพร่ระบาดของ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่– ในช่วงปลายเดือนมีนาคม และ

ทำเนียบขาว เปิดเผย เมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมาว่า หนึ่งในคณะตัวแทน ที่เดินทางไป เม็กซิโก พร้อมกับ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เมื่อเดือนที่แล้ว ถูกตรวจพบว่า ติดเชื้อ เอช1เอ็น1 แต่อาการดีขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ใน วันจันทร์(4) ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มากถึง 286 ราย ใน 36 รัฐทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของ สหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ มีอาการไม่รุนแรง แม้จะมี เด็กชายวัย 23 เดือน ชาวเม็กซิกัน ที่เดินทางข้ามพรมแดนมา พร้อมกับ ครอบครัวยัง รัฐเท็กซัส จะเป็น ผู้เสียชีวิต รายแรก ของประเทศ ก็ตาม และ การแพร่ระบาด ก็มีแนวโน้ม ไม่รุนแรง ไม่ต่างจาก ไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2552 02:45 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050069


พิมพ์ ข่าวนี้ ฮิลลารี ป่วย! ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1 หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 30, 2009

ประเทศไทย ยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ไข้หวัดเม็กซิโก อยู่ ในระดับเข้มข้น


จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส

เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส


เจ้าหน้าที่ ทำการพ่นยา ฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของ “ไข้หวัดเม็กซิโก” หลังไทย ประกาศยกระดับ มาตรการ ควบคุมโรค ให้อยู่ในระดับ เข้มข้น พร้อมตรวจเข้ม ผู้โดยสาร ขาเข้า ด้วยเครื่อง เทอร์โมสแกนเนอร์ หาก อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ เครื่องส่งสัญญาณ – ตรวจจับ ได้ทันที

นอกจากนี้ มีการแจก แบบฟอร์ม กรอกประวัติ การเดินทางผู้โดยสาร หากอยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องตรวจร่างกาย ก่อนเข้าประเทศ

วันนี้ (30 เม.ย.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ได้ ทำการ พ่นยาฆ่าเชื้อ และ ทำความสะอาด เครื่องบินแอร์บัส 340-500 ซึ่งเดินทางกลับจาก นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้ ประเทศไทย ได้ยกระดับ มาตรการควบคุมโรค ดังกล่าวให้อยู่ ในระดับ ที่เข้มข้น ตามที่ องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศ ยกระดับ การแพร่ระบาด เชื้อโรคดังกล่าว ให้อยู่ใน ระดับ 5 หรือ หมายถึง มีการแพร่ระบาด และ ติดต่อ ระหว่างประเทศแล้ว จึงทำให้ ประเทศไทย ต้องเข้มงวด และ เฝ้าระวัง ผู้โดยสาร รวมทั้ง ความสะอาด ของพาหนะ และ ยวดยาน ขนส่ง ต่างๆ ซึ่งอาจนำเชื้อโรค ดังกล่าว เข้าสู่ประเทศไทย ได้

นอกจากนี้ ภายในบริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ยังมี การตรวจตราผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้ามา ยังประเทศไทย อย่างเข้มงวด ด้วย เครื่อง เทอร์โม สแกนเนอร์ ซึ่งสามารถ ตรวจจับ วัดอุณหภูมิ และ ความผิดปกติ ของ ร่างกายมนุษย์ ได้อย่างแม่นยำ โดยหาก บุคคลใด มีอุณหภูมิร่างกาย สูงผิดปกติ เครื่องจะแสดง สัญญาณ บ่งบอก ทันที

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็น การป้องกัน การแพร่ระบาด เชื้อไข้หวัดเม็กซิโก ขณะนี้ ทางการไทย ได้มีการแจก แบบฟอร์มให้ ผู้โดยสาร ที่จะเดินทาง เข้ามายัง ประเทศไทย ได้กรอกประวัต ิการเดินทาง ว่า มีการเดินทาง ไปยัง ประเทศ ที่มีการแพร่ระบาด ของเชื้อ ดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหาก ผู้โดยสาร คนใด มีประวัติ ให้จัดว่า อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง ต้องทำการ ตรวจเช็คร่างกาย อย่างละเอียด ก่อนจะเดินทาง เข้าประเทศไทย เพื่อสร้างมั่นใจ และ หยุดยั้ง การแพร่ระบาด ของเชื้อโรค

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาดอุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน


ทั้งนี้ นอกจาก ที่บริเวณ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ แล้ว ยังมีการตรวจตรา และป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อหวัดเม็กซิโก ตามสถานที่ สาธารณะ ต่างๆ โดยตั้งศูนย์ ปฏิบัติการ เฝ้าระวัง ไว้ที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร เพื่อเป็น ศูนย์กลาง การให้ข้อมูล และตรวจเช็ก การแพร่ระบาดของ โรค อย่างใกล้ชิด


ซึ่งในวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาล บำราศนราดูร ได้ทำการตรวจเช็ค และ ทำความสะอาด อุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องมือ ดูแลผู้ป่วย ให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน โดยหากมี การส่งตัวผู้ป่วย ที่อยู่ใน กลุ่มเสี่ยง มายังโรงพยาบาล ก็มีการเตรียม ความพร้อม ด้วยการ จัดหาห้องพัก สำหรับดูแล อาการไว้ จำนวน 5 ห้อง

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 20:24 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048734


พิมพ์ ข่าวนี้ จนท.พ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน หวั่น “หวัดเม็กซิโก” ระบาดในไทย


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 2, 2008

US Senate backs new bail-out bill – วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียวแผนกู้เศรษฐกิจ 7 แสนล้าน$ แล้ว

วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียวแผนกู้เศรษฐกิจ 7 แสนล้าน$ แล้ว
2 ตุลาคม 2551 09:02 น.

เอ เอฟพี – วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบแผนกอบกู้เศรษฐกิจ 700,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีมติ 75 ต่อ 25 เสียง ท่ามกลางวิกฤตการเงินที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก อันเนื่องมาจากการล้มละลายของตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ

ร่างกฎหมาย ซึ่งมีการแก้ไขรายละเอียดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้นนี้จะส่งต่อ ไปยังสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังไม่ทราบอนาคตที่แน่นอน หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติเคยโหวตล้มแผนกู้เศรษฐกิจฉบับก่อนหน้านี้ไป แล้วในวันจันทร์ (29) ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว

การเห็นชอบของวุฒิสภาได้เพิ่มความหวังว่า แผนกู้เศรษฐกิจฉบับนี้จะได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชได้ภายในสุดสัปดาห์นี้ และช่วยลดความตื่นตระหนก ที่ปะทุขึ้นจากการล้มแผนนี้โดยสภาผู้แทนฯ เมื่อจันทร์ที่ผ่านมาด้วย

สำหรับร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ได้รับการแก้ไขแล้วนี้ได้เพิ่มเพดานเงิน ฝากที่รัฐค้ำประกัน จาก 100,000 ดอลลาร์เป็น 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ฝากเงินว่า เงินของพวกเขาจะปลอดภัยในธนาคารเหล่านั้น และหลีกเลี่ยงการถอนเงินออกไปเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ข้อเสียส่วนใหญ่ของกฎหมายดังกล่าวยังคงเดิม เช่นการให้อำนาจเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังซื้อหนี้เสียจากการจำนองในธนาคารที่ประสบปัญหา ซึ่งฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นการให้อำนาจคนๆ หนึ่งมากเกินไป โดยยังปฏิเสธการใช้เงินภาษีของประชาชนมาอุ้มบริษัทธุรกิจการเงิน

จาก http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000116679


Watch Video Story from Reuters
Senate approves $700 billion bailout
(01:26) Report

Oct. 1 – The U.S Senate approved a $700 billion bailout of the financial industry that political and financial leaders called crucial to averting economic catastrophe.

The bill next goes to the House of Representatives where a vote is likely on Friday.

Deborah Lutterbeck reports.


BBC NEWS
US Senate backs new bail-out bill

The Senate has approved a new version of a $700bn (£380bn) rescue plan for the troubled US financial system.

Senators voted 74 to 25 in favour of the emergency legislation designed to stabilise volatile markets and limit further damage to the economy.

It included an increase in the level of government insurance for bank deposits and a raft of targeted tax breaks.

The plan will now go before the House of Representatives, which narrowly rejected a similar bill on Monday.

US presidential hopefuls John McCain and Barack Obama, who both support the rescue plan, returned from the campaign trail for the vote.

CHANGES TO BILL
Raises government’s guarantee on savings from $100,000 to $250,000
Tax breaks to help small businesses and promote renewable energy
Expansion of child tax credit and help for victims of recent hurricanes

Senate majority leader Harry Reid, a Democrat, said he was happy with the result and praised both candidates.

“I think it shows that when we work together we can accomplish good things,” he said.

“I think it speaks volumes that both of our presidential candidates are here and voting – both supporting this legislation.”

Speaking a few hours before the vote, President George W Bush said the bill needed to pass in order to calm volatile markets.

“It’s very important for us to pass this piece of legislation so as to stabilise the situation – so that it doesn’t get worse and then our fellow citizens lose wealth and work,” he said.

The House of Representatives is expected to vote on the revised version on Friday.

The BBC’s Jonathan Beale, in Washington, says senators from both parties are congratulating each other for rising above party politics and acting in the interests of the US.

But he says the bill has passed only the first hurdle, and such celebrations could yet prove to be premature.
Story from BBC NEWS:
http://news.bbc.co.uk/go/pr/fr/-/2/hi/americas/7647622.stm

Published: 2008/10/02 02:03:43 GMT

© BBC MMVIII


October 1, 2008

เปลวสีเงิน – อะไรคือ “ใหม่” เพื่อศตวรรษไทย?


1 ตุลาคม 2551
กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เปลวสีเงิน – อะไรคือ “ใหม่” เพื่อศตวรรษไทย?
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ทางทิศตะวันออก


ภาวะเศรษฐกิจ และ การเมืองโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งก็เป็น “ส่วนหนึ่ง” ของโลก ตอนนี้เหมือน เครื่องบินเจอมรสุม กลางฟ้า แถม เครื่องยนต์ ก็ขัดข้อง กำลังอยู่ระหว่าง การนำเครื่อง ลงฉุกเฉิน


ทุกคน ต้องรัดเข็มขัด และ สวดมนต์ ตามศาสนาใคร – ศาสนามัน รอด หรือ ไม่รอด ฝากไว้กับ ฝีมือกัปตัน และ ดวงของแต่ละคน ก็แล้วกัน!


ถามว่า “ควรตื่นเต้น-ตกใจมั้ย?” คำตอบก็คือ ใครตื่นเต้น – ตกใจก่อน ก็ตายก่อน ใครมีสติควบคุมปัญหา และแก้ปัญหา ไปตามอาการ คนนั้น จะยืนอยู่ เหนือปัญหา และ มีชีวิตอยู่ได้ ตามเหตุปัจจัย


สถาบันการเงิน สหรัฐล้ม ตอนนี้ก็ลามสู่ ยุโรป สู่กลุ่มประเทศ จี-๘ สู่ เอเชีย และ สุดท้ายพิษ ก็จะแพร่กระจายไปทั่ว ทุกประเทศในโลก มาก-น้อย ขึ้นอยู่กับ ความเกี่ยวเนื่อง สัมพันธ์

ประเทศไหน หรือ ธุรกิจที่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตรงกับ สถาบันการเงิน อันเป็น “ศูนย์กลาง” ของระบบ ที่ล้มละลาย ก็ต้องรับ ผลกระทบ แรงหน่อย ส่วนประเทศไหน หรือธุรกิจไหน ที่ไม่มีวงจรสัมพันธ์ โดยตรง ก็คงรับผล แค่แรงกระเพื่อม เท่านั้น

และที่สุดแล้ว รัฐสภาสหรัฐ ก็ไม่อนุมัติจ่าย ตามที่รัฐบาลร้องขอ แต่ถึงจะจ่ายไป ก็เพื่อ ดองของเสีย ไม่ใช่จ่าย เพื่อสร้างของดีใหม่ๆ ให้งอกเงย ฉะนั้น ๗๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐคิดจะตั้ง เป็นกองทุนฟื้นฟูนั้น

ไม่มีผล ต่อยอดให้ เศรษฐกิจสหรัฐ – เศรษฐกิจโลก ฟื้น หรือแตกตาใหม่ หรอกครับ อีก ๒ ปี จะเข้าสู่ภาวะปกติ หรือไม่ ถ้าสหรัฐ ยังมุ่งมั่นใช้ระบบ “ทุนเสรี” ขยายจักรวรรดินิยมทุนครอบงำโลก อย่างเดิม

ไม่ฟื้นครับ!


เพราะ โลกเปลี่ยนข้างแล้ว จากพระอาทิตย์ขึ้นทาง ซีกตะวันตก ในศตวรรษใหม่นี้ พระอาทิตย์จะมาขึ้น ทาง “ซีกตะวันออก” แล้วครับ!

บางท่านอาจสงสัย แค่แบงก์ แค่วาณิชธนกิจสหรัฐล้ม แล้วทำไมเศรษฐกิจทั้งโลกต้องล้มด้วย ก็เพราะสหรัฐ-ยุโรปคือ “รากแก้ว” ของเศรษฐกิจโลกน่ะซี เมื่อรากแก้วขาด พวกรากยึด รากเลี้ยง รากเสบียง มันจะทำหน้าที่ต่อได้ไง?

เหมือนสึนามิแหละครับ ตอนเกิดในทะเล เรายังไม่รู้สึกอะไร จนกว่าผ่านไปตามระยะเวลา-ระยะสถานที่ผ่านถึง ถึงไหน “กวาดเรียบ” ถึงนั่น ใครตั้งตัวทัน-ก็รอด ประมาท ขาดสติ ก็จะถูกกวาดจุล-วิจุณ

เงินจะตึงตัวทั้งโลก ธุรกิจการค้าจะหดตัว เพราะพวกสถาบันการเงินอันเป็นตัวสร้างสภาพคล่องในระบบ ล้มตามบ้าง ที่ไม่ล้ม ก็ปล่อยเงินกู้เข้มงวดบ้าง ไม่ปล่อยบ้าง

เมื่อสภาพคล่องไม่มี คนที่ทำธุรกิจที่ต้องพึ่งเงินกู้ตามวงจรก็สะดุด เมื่อหัวขบวนอันเป็นตัวนำสะดุด ตัวตามทั้งหลาย ก็จะหัวคะมำตามกันไป ตามฐานานุรูป ภาคการผลิต-การอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน ตั้งแต่ใหญ่ยันร้านแซะขนมครก ก็จะก้นกระดกล้มตามเศรษฐกิจโลกตามลำดับ สะเทือนไปถึงภาค “การจ้างงาน” ละทีนี้!

คนจะเตะฝุ่นกันเต็มถนน เมื่อคนไม่มีงาน ไม่มีเงิน นั่นหมายความว่า “กลุ่มผู้บริโภค” ไม่มีกำลังผลักเครื่องจักรอันเป็นกงล้อ “เศรษฐกิจทุน” ทั้งระบบ ให้หมุนได้ตามรอบ

ระบบทุนเสรี ระบบกระตุ้นภารบริโภคเกินตัว-เกินความจำเป็น มันจะเหมือนโดมิโน ล้มแล้วก็จะไล่ล้มทับกันไปจนถึงตัวสุดท้าย!

แต่ไทยเรานี่ ว่าจะแปลกก็แปลก เป็นตลาดทุนเสรี แต่มีความเป็นเอกลักษณ์ “เศรษฐกิจทุนไทย” ผิดกว่าประเทศเศรษฐกิจบริวารตะวันตกอื่นๆ ความที่ประเทศไทยเป็นนักเลงประเภท “แทกกั๊ก” นี่แหละ เลยทำให้เข้าตำรา

กั๊กๆ เหม็งๆ เป็นนักเลงได้นาน เต็งๆ โต๊ดๆ เดี๋ยวก็หมดตูด!

เพราะไทยมีเศรษฐกิจแบบ “สินค้าสำรับ” คือในสำรับหนึ่งมีอาหารหลายอย่าง ผิดกับประเทศอื่นที่เป็นแบบ “สินค้าจานเดียว” ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาให้จานหก ก็จะอดไปทั้งหมด

ของไทย ถึงหกทั้งสำรับ ก็ยังเก็บบางชนิดกินได้ ที่เป็นแกง-เป็นน้ำ ก็หกไป แต่ที่เป็นทอด เป็นปิ้ง เป็นย่าง ยังเก็บกินได้ นั่นคือที่เป็นอุตสาหกรรมประเภทข้าวของ วัตถุเครื่องใช้ส่งออก อาจมีปัญหา

แต่อุตสาหกรรมเกษตร เกษตรแปรรูป ยิ่งประเภทอาหารด้วยแล้ว ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องกิน-ต้องใช้ ตราบนั้นสินค้าของไทยไม่ต้องง้อ มีแต่เขาจะมาง้อ!

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอย่างนี้ ไทยจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส “สร้างชาติไทย” ได้อย่างไร อยู่ที่ผู้นำแหละครับ ในนาทีนี้ก็จะเป็น “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อดูทั้งตัวผู้นำ และผู้ตามคณะคือ “รัฐมนตรี” ปัจจุบันนี้แล้ว ภาพที่สะท้อนวิสัยทัศน์ ดูจะให้ความหวังกับสังคมชาติได้ไม่มากนัก!
แต่ไทยเรากำลังมี “จังหวะ” ดีครับ คือจังหวะที่ประชาชนกำลังตื่นตัว และแสวงหา “การเมืองใหม่” หันหลังให้ “การเมืองเก่า” ที่ไม่สามารถใช้ตอบสนองการพัฒนาสังคมชาติได้

ทุกคนกำลังคิดสูตร เสนอสูตร “การเมืองใหม่” กระทั่งรัฐบาลได้ข้อสรุปว่า จะเปิดให้มี ส.ส.ร.๓ คือตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” โดยครั้งแรกจะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส.ร.เกิดได้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญบัญญัติ อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ทำมาแล้วตอนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐

รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศ แต่ก่อนจะปลุกเสกตัวกฎหมายให้มีชีวิต ผมว่าควรวางเป้าหมายอันเป็น “ทิศทางประเทศ” ที่จะพาชาติมุ่งหน้าไปสู่ให้ชัดเจนก่อนไม่ดีหรือ?

จะได้เขียนรัฐธรรมนูญได้สอดคล้อง ขับเคลื่อนไปสู่ได้ตรงเป้า!

หุ้น-น้ำมัน-ทอง-กระดาษตราสาร อันเป็นสัญลักษณ์ระบบทุน สนองความละโมบ ถึงจุดอิ่มตัว และกินตัวมันเองแล้ว

ก็ถึงยุค พืชไร่-ข้าว-ปลา-อาหาร อันเป็นสัญลักษณ์ระบบเศรษฐกิจเกษตร สนองตอบความพอเพียง จะเป็นระบบที่งอกเงย และงอกงามตามแสงตะวันใหม่ เพราะมนุษย์ต่างแสวงหาสุข

เมื่อพบว่า “ระบบทุน” ให้สุขแท้จริงไม่ได้ ก็จะบ่ายหน้ามาสู่ “สุขใหม่” ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง

ความคิดที่เป็นข้อเสนอควรทำในยุคนี้ฝากไว้ ๓ อย่าง คือ


๑.ต้องรื้อทิ้งระบบการศึกษาไทยฐานรากทั้งหมด แล้วปฏิรูปใหม่

๒.ควรเชิญประเทศเพื่อนบ้าน จีน-ลาว-พม่า-เวียดนาม-กัมพูชา-มาเลเซีย ประชุมร่วมเพื่อ “เขียนประวัติศาสตร์” ในส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่อดีตที่ยังคลาดเคลื่อนให้สอดคล้องต้องกัน และใช้เป็น “แบบเรียนประวัติศาสตร์” ในแต่ละชาตินั้น

๓.ควรจริงจังนำทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ เป็นทิศทางในนโยบายบริหารประเทศ และ

๔.ควรประกาศให้ “ภาคอีสาน” เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ “เศรษฐกิจพอเพียง”

สรุป ทิศทางที่ต้องไปคือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ฉะนั้น ทุกแกนของการปฏิรูป ต้องพุ่งไปสู่ระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และ อนาคตข้างหน้า ในภูมิภาคนี้ ใครจะอยู่โดดเดี่ยวเป็น ประเทศเดี่ยว ไม่ได้แล้ว


ต่างต้องพึ่งพาด้วยการรวม “หินแต่ละก้อน” มาเป็นเสาคอนกรีตของกลุ่มภูมิภาคนี้ เหมือนอิเล็กตรอนมีประสิทธิภาพได้ เพราะข้างในประกอบด้วยโปรตอนอันเป็นเม็ดเล็กๆ ที่เรียกว่าอนุภาควิ่งวนอัดแน่นอยู่

เอาที่ต่างคน-ต่างมี แต่ในความมีนั้น ต่างคน-ต่างขาด เอามารวมให้ “มีร่วมกัน” ทำได้อย่างนี้แล้ว ตลาดกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผนวกด้วยมาเลเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ของกลุ่มคนมีเงินเหลือใช้ในตะวันตก-ตะวันออก แต่ไม่มีที่ไป อย่างนี้จะดีกว่า

“เล็กแล้วแยกย่อยกันอยู่”

ระบบการศึกษาขณะนี้ ไม่ได้ตอบสนองโจทย์ชีวิต โจทย์สังคม ที่เป็นจริง เรียนเพื่อรู้ ไม่มีประโยชน์ ต้องเรียนเพื่อใช้ เรียนเพื่อให้เข้าใจโลกและชีวิต ฉะนั้น รื้อแล้วปฏิรูปไปสู่ฐานใหม่

“เศรษฐกิจพอเพียง” เลี้ยงตัวด้วยตัวเองได้ และเลี้ยงโลกในสิ่งเหลือจากเลี้ยงตัวอีกต่อหนึ่งตะหาก!

พื้นที่อีสาน และพี่น้องอีสานนั้น ที่อยู่รอด อยู่ดี-มีสุขส่วนใหญ่ขณะนี้ ล้วนดำเนินตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกือบทั้งนั้น ในภาคพื้นบ้าน และภาคเอกชนรวมกลุ่ม เขาพบความสำเร็จ “เป็นต้นแบบ” ส่วนหนึ่งแล้ว

เพื่อให้เห็นศักยภาพ และเข้าใจ-เข้าถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่พอเพียงคือ พอใจแค่ทำกิน-มีกินไปวันๆ ไม่อดตายแล้วนอน แต่แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงขยายให้เป็นธุรกิจหมื่นล้าน-แสนล้านได้

พอเพียงจนรวย จึงเป็นรวยอย่างพอเพียง คือรวยอย่างมีคุณธรรมค้ำจุนโลก ลองไม่โลภเสียอย่าง โลกก็ไม่ล่ม!

ประกาศ แล้วทำให้อีสานเป็น “เขตเศรษฐกิจพอเพียง” ไปเลย ๕ ปีเท่านั้น รับรอง..เห็นหน้า-เห็นหลัง โดยไม่ต้องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยโครงการ “รดน้ำรากหญ้า” ประชานิยม

เห็นผลจากอีสานแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าระบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” จะไม่ฮิตไปทั่วประเทศ ทั้งเหนือ ทั้งใต้ ทั้งออก ทั้งตก นำไปใช้ เศรษฐกิจใหม่ จะพาให้ไทยสู่มิติใหม่ พร้อม “การเมืองใหม่”

ประเทศไทย ถ้าไม่พัฒนาเยาวชนให้เป็น “รากใหม่” ของประเทศ และถ้าไม่พัฒนาอีสานด้วยเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็น “รากหลัก” ขับเคลื่อนประเทศ

ประเทศไทยก็ “ยาก” ที่จะขยับเคลื่อนสู่ ศตวรรษใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งมีความหมายชี้ทาง “ไพศาลไทย” ซึ่งจะเห็นภายในเวลา เศษ ๑ ส่วน ๔ ของรอบ ๑๐๐ ปี และนี่จะเป็นการเมืองใหม่ ที่ “สมใจ” ทุกคน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 01 ตุลาคม 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=1/Oct/2551&news_id=164677&cat_id=200


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ อะไรคือ”ใหม่”เพื่อศตวรรษไทย?


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 30, 2008

Bailout plan rejected – supporters scramble ช็อก!! ส.ส.มะกันโหวต ล้มแผนกู้ 7แสนล้าน – ฉุดหุ้น ดิ่ง 600 จุด – น้ำมัน ดิ่งกว่า$10 หลังแผนกู้แก้วิกฤตศก. ไม่ผ่านสภาสหรัฐฯ/ U.S. bailout rejected; fear seizes markets

Bailout plan rejected – supporters scramble
House leaders trade partisan words after historic financial rescue goes down in defeat.
By Chris Isidore, CNNMoney.com senior writer
Last Updated: September 29, 2008: 5:54 PM ET

NEW YORK (CNNMoney.com) — The fate of the government’s $700 billion financial bailout plan was thrown into doubt Monday as the House rejected the controversial measure.

The next steps were unclear. The abrupt defeat left the Bush administration and congressional leaders scrambling to figure out whether to renegotiate the bill and introduce it again as soon as Thursday or to try other options.

Stock markets reacted violently. Investors who had been counting on the rescue plan’s passage sent the Dow Jones industrial average down well over 700 points. The stock gauge closed 778 points lower – nearly 7%. (Full coverage)

The measure, which is designed to get battered lending markets working normally again, needed 218 votes for passage. But it came up 13 votes short of that target, with a final vote of 228 to 205 against. Two-thirds of Democrats and one-third of Republicans voted for the measure.

President Bush, who earlier in the day said he was confident the bill would pass, said he was “very disappointed” by the House vote. Treasury Secretary Henry Paulson, speaking at the White House, said he will continue to “use all the tools available to protect” the economy.

Republican leaders, who had pushed their reluctant members to vote for the bill, pointed the finger at a speech by Speaker Nancy Pelosi, D-Calif.

Pelosi, speaking earlier on the House floor, had blamed the nation’s economic problems on “failed Bush economic policies.”

House minority leader John Boehner, R-Ohio, said after the vote that passage would have been possible if it had not been for Pelosi’s “partisan speech.”

Rep. Barney Frank, D-Mass., one of the main congressional negotiators, dismissed the GOP claim that Pelosi’s speech was responsible for Republicans voting against the bill. “Because somebody hurt their feelings, they decided to hurt the country,” Frank said. “That’s not plausible.”
‘Our time has run out’

The four-hour debate that preceded Monday’s vote included impassioned pleas for and against the measure from Democrats and Republicans alike. Party leaders told members that the only way to protect the economy from a spreading credit crunch was to vote for the difficult-to-swallow measure.

“Our time has run out,” said Rep. Spencer Bachus, R-Ala., the ranking Republican on the House Financial Services Committee. “We’re going make a decision. There are no other choices, no other alternatives.”

Added Frank: “Today is the decision day. If we defeat this bill today, it will be a very bad day for the financial sector of the American economy.”

Boehner told his members, many of whom objected to the measure, that they had to accept something he and many of them found distasteful.

“If I didn’t think we were on the brink of an economic disaster, it would be the easiest thing to say no to this,” Boehner said. But he said lawmakers needed to do what was in the best interest of the country.

One lawmaker who voted against the bill, Rep. John Culberson, R-Texas, said the measure would leave a huge burden on taxpayers. “This legislation is giving us a choice between bankrupting our children and bankrupting a few of these big financial institutions on Wall Street that made bad decisions,” he said. Culberson voted against the bill.

Other conservative Republicans who voted “no” argued the bill would be a blow against economic freedom.

Thaddeus McCotter, R-Mich., said the bill posed a choice between the loss of prosperity in the short term or economic freedom in the long term. He said once the federal government enters the financial marketplace, it will not leave. “The choice is stark,” he said.

Some Democrats voted against the bill for not doing enough to help taxpayers facing foreclosure or unemployment and accused proponents of moving too fast.

“Like the Iraq war and Patriot Act, this bill is fueled by fear and haste,” said Lloyd Doggett, D-Texas.
The runup to the vote

The debate followed a weekend of marathon negotiations between lawmakers and administration officials to hammer out legislation.

Leading House Republicans signed on to the proposal on Sunday after expressing earlier reservations.

The core of the bill is based on Paulson’s request for the authority to purchase troubled assets from financial institutions, so banks can resume lending and the credit markets, now virtually frozen, can begin to operate more normally.

Democrats and Republicans – concerned about the potential cost – added several conditions and restrictions to protect taxpayers on the downside and give them a chance at some of the potential upside if the companies benefit from the plan.

The turmoil in Washington comes amid great upheaval in the nation’s financial system.

Banks and Wall Street firms, worried about both their own needs for cash and the condition of other institutions, essentially stopped loaning money to one another in recent weeks. That choked off the money being made available on Main Street in the form of mortgage loans, business loans and other consumer borrowing.

The crisis stems from problems in mortgage-backed securities, which saw their value plunge as home prices have gone into their worst slide since the Great Depression and foreclosures have soared to record levels.

In turn, the market for trillion of dollars worth of those securities held by major firms evaporated, sending them down to fire-sale prices and raising the risk of widespread failures among the nation’s major financial firms.

On Monday, the Federal Deposit Insurance Corp., which insures deposits at failed banks, arranged for the sale of the banking assets of Wachovia (WB, Fortune 500), the nation’s No. 4 bank holding company, to Citigroup (C, Fortune 500) for $2.2 billion in stock.

That follows three weeks of other shocks: the Treasury Department’s seizure of mortgage finance firms Fannie Mae (FNM, Fortune 500) and Freddie Mac (FRE, Fortune 500); Wall Street firm Lehman Brothers’ bankruptcy filing; rival Merrill Lynch (MER, Fortune 500) purchase by Bank of America (BAC, Fortune 500).

In addition, the Fed bailed out insurance giant American International Group (AIG, Fortune 500), loaning it $85 billion in return for a nearly 80% stake. Washington Mutual (WM, Fortune 500), the nation’s largest savings and loan, became the largest bank failure in history.

After months of attempts by regulators to fix the problems, the bailout was seen by many as the most comprehensive effort yet. Proponents vowed late Monday to keep trying.

Sen. Judd Gregg, R-N.H., a lead negotiator in the bailout bill negotiations said, “If we don’t act promptly and effectively, then many people are going to lose their jobs.” To top of page
First Published: September 29, 2008: 7:56 AM ET
http://money.cnn.com/2008/09/29/news/economy/bailout/index.htm?eref=rss_topstories
http://cnnmoney.printthis.clickability.com/pt/cpt?action=cpt&title=Bailout+plan+rejected+-+Sep.+29%2C+2008&expire=-1&urlID=31325990&fb=Y&url=http%3A%2F%2Fmoney.cnn.com%2F2008%2F09%2F29%2Fnews%2Feconomy%2Fbailout%2Findex.htm%3Feref%3Drss_topstories&partnerID=2200


U.S. bailout rejected; fear seizes markets
Mon Sep 29, 2008 6:01pm EDT

By Kevin Drawbaugh and Eddie Evans

WASHINGTON/NEW YORK (Reuters) – U.S. lawmakers rejected a $700 billion bailout plan for the financial industry in a shock vote that sent global markets sliding as European authorities scrambled to prop up a slew of banks.

The Dow Jones industrial average .DJI> posted its biggest point loss ever while the tech-heavy Nasdaq .IXIC> plummeted 9 percent — its biggest daily loss since the dotcom bubble burst in 2000. Latin American stocks tumbled 13 percent, their biggest decline in more than a decade.

Even before the vote, Asian and European markets had plummeted on fears the crisis was spreading, while U.S. regional lender Wachovia became the latest big bank to succumb to the crisis.

And global money markets were frozen even as central banks poured hundreds of billions of dollars into the financial system to persuade financial firms to stop hoarding cash.

“There’s a monster amount of fear out there. This is global contagion. It’s no longer just the United States,” said Joe Saluzzi, co-manager of trading at Themis Trading in Chatham, New Jersey.

The House of Representatives voted 228-to-205 against a compromise bailout plan that would have allowed the Treasury Department to buy up toxic assets from struggling banks. House Republicans, in particular, balked at spending so much taxpayer money just before the November 4 U.S. elections.

“I can’t believe they weren’t able to come together and come up with a solution. Complete disaster was predicted if it didn’t pass,” said Stephen Berte, senior equity trader at Standard Life in Boston. “I can’t see what the upside is right now.”

Investors rushed to assets considered a safe haven. Government bond prices and gold jumped, and oil fell below $99 per barrel on the view that world demand will contract as the financial crisis puts the brakes on economic activity.

U.S. BAILOUT PROSPECTS UNCERTAIN

In Washington, the failure of the bailout bill — after more than a week of intensive closed-door negotiation intended to hammer out a compromise plan — brought new uncertainty about the response of the U.S. government to the worst financial crisis since the Great Depression.

U.S. President George W. Bush was set to huddle with economic advisers to consider the administration’s next move after the White House failed to win support for the bailout plan from Bush’s fellow Republicans.

“There’s no question the economy is facing a difficult crisis that needs to be addressed,” White House spokesman Tony Fratto told reporters.

The bailout plan was announced by the Bush administration a little over a week ago. Republican House members voted against it by a more than 2-to-1 margin. A majority of Democrats voted in favor.

Both parties blamed each other for the failure of the closely watched bill after hours of closed-door negotiations intended to add provisions to protect taxpayers and head off criticism that Washington was riding to the rescue of bankers many Americans blame for triggering the housing crisis.

“What happened today cannot stand. We must move forward,” House Speaker Nancy Pelosi told reporters. “We are here to protect the taxpayer as we work to stabilize the markets”

U.S. presidential candidates Republican John McCain and Democrat Barack Obama had offered qualified support for the bailout proposal which now dominates the election with just over a month before the vote.

Obama said he believed lawmakers would regroup to pass a financial rescue plan. “I’m confident we’re going to get there,” Obama said as he campaigned in Colorado. “It’s going to be a little rocky.”

The Senate returns on Wednesday and the House on Thursday.

The high-stakes political showdown on the bailout proposal came after Wachovia Corp agreed to sell most of its assets to Citigroup Inc in a deal brokered by regulators.

GLOBAL CONTAGION

Investors said there were ample signs that a financial crisis that started with risky lending to the overheated U.S. property market had gone rapidly global.

“The crisis is going to affect everybody. It’s a very difficult situation and it’s going to affect economies everywhere,” Mexican billionaire Carlos Slim said.

Earlier, the governments of Belgium, the Netherlands and Luxembourg moved to partly nationalize Belgian-Dutch group Fortis NV, and German lender Hypo Real Estate Holding AG secured a credit line from the German government.

British mortgage lender Bradford & Bingley Plc was brought under the government’s wing ID:nLT461913, shares of French bank Dexia tumbled on a report that it might need emergency capital, and bank rescue deals also emerged in Iceland, Russia and Denmark.

“The contagion is spreading to mainland Europe and everyone’s asking, ‘Who’s next?'” said Mark Sartori, head of European sales trading at Fox-Pitt, Kelton in London.

Earlier, European shares had dropped to a three-and-a-half year closing low, with bank shares weighing heavily.

“Investors are fearful, frenetic, especially when it comes to banking shares. They want to get out now and see the after effects from afar,” said Frank Geilfuss, head analyst at Bankhaus Loebbecke.

The world’s central banks, led by the U.S. Federal Reserve, announced a $330 billion expansion of currency swap arrangements, which allows them to increase the amount of money they can provide in their home markets, effectively throwing more money at the crisis.

The Wachovia deal is the latest in a series of events that has transformed the American financial landscape and wiped out hundreds of billions of dollars of shareholder wealth.

The changes include the government takeover of mortgage finance companies Fannie Mae and Freddie Mac, the bankruptcy of Lehman Brothers Holdings Inc, the failure of giant savings and loan Washington Mutual, and Bank of America Corp’s purchase of Merrill Lynch & Co Inc.

(Additional reporting by Patrick Rucker in Washington, Philip Blenkinsop in Brussels, Reed Stephenson in Amsterdam, Jan Dahinten in Singapore, Andrew Callus in London, Krista Hughes in Frankfurt and Chris Aspin in Mexico City; writing by Kevin Krolicki; editing by Jeffrey Benkoe and John Wallace)

© Thomson Reuters 2008.
http://www.reuters.com/articlePrint?articleId=USTRE48S7TB20080929


ส.ส.มะกันโหวตล้มแผนกู้7แสนล้าน
30 กันยายน 2551 03:13 น.

สภา ผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(29) โหวตล้มแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ช่วยชีวิตระบบการเงินวอลล์สตรีท โยนความพยายามสยบวิกฤตทางการเงินของอเมริกาเข้าสู่ความยุ่งเหยิง

ผลคะแนนโหวต 228-205 เสียง ทำให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ตกไป หลังจาก ส.ส.รีพับลิกันส่วนมากเพิกเฉยต่อคำร้องขอของผู้นำของเขาเองและโหวตต่อต้าน ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเดโมแครตกลับโหวตเห็นชอบกับแผนดังกล่าว

ในการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนก่อนสภาผู้แทนฯจะลงมติ ได้มีการตำหนิรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ที่ออกมาขู่ว่าระบบการเงินของอเมริกาอาจล่มสลายหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนี้

ไมค์ เพนซ์ ส.ส.จากอินดีแอนา เตือนว่าแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารสวนทางกับหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจหมายความได้ทั้งเสรีภาพที่ประสบความสำเร็จและเสรีภาพอัน ล้มเหลว” เพนซ์พาดพิงถึงกรณีการใช้อำนาจและทรัพย์สมบัติของรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเสรี ด้วยการซื้อหนี้เสีย

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115594


น้ำมัน ดิ่งกว่า$10 หลังแผนกู้แก้วิกฤตศก. ไม่ผ่านสภาสหรัฐฯ
30 กันยายน 2551 05:21 น.

ราคา น้ำมันดิ่งลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์หรือกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์(29) หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ปฏิเสธแผนกอบกู้ภาคเงิน 700 ล้านดอลลาร์ที่เสนอโดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช

สัญญาล่วงหน้าน้ำมันชนิดไลต์สวีตครูด ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ดิ่งลง 10.52 ดอลลาร์ปิดที่ 96.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังร่วงลงไปต่ำสุดระหว่างวันที่ 95.04 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติร่วงแรงที่สุดในรอบวันเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่วันที่ 23 เมษายนปี 2003

ทั้งนี้น้ำมันชนิดไลต์สวีตครูด ตกลงมา 11.8 เปอร์เซนต์จากวันอังคารที่แล้ว(16) ซึ่งมันทะยานขึ้นไปในช่วงของการสิ้นสุดสัญญาซื้อขายเดือนตุลาคม ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ของตลาดลอนดอนวันจันทร์(29) งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ดิ่งลง 9.56 ดอลลาร์ ปิดที่ 93.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115602


ช็อก!! ส.ส.มะกันโหวต ล้มแผนกู้ 7แสนล้าน – ฉุดหุ้น ดิ่ง 600 จุด
30 กันยายน 2551 03:12 น.

เอ เอฟพี – สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(29) โหวตล้มแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ช่วยชีวิตระบบการเงินวอลล์สตรีท โยนความพยายามสยบวิกฤตทางการเงินของอเมริกาเข้าสู่ความยุ่งเหยิง

ผลคะแนนโหวต 228-205 เสียง ทำให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ตกไป หลังจาก ส.ส.รีพับลิกันส่วนมากเพิกเฉยต่อคำร้องขอของผู้นำของเขาเองและโหวตต่อต้าน ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเดโมแครตกลับโหวตเห็นชอบกับแผนดังกล่าว

หุ้นในตลาดวอลล์สตรีท ร่วงลงมา 700 จุด ขณะที่ร่างกฎหมายส่อแววว่าอาจถูกปฏิเสธ และจากนั้นได้ฟื้นตัวกลับมาราว 200 จุดหลังจากการลงมติสิ้นสุดลง ก่อนปิดตลาดลดลง 603 จุดหรือ 5.42 เปอร์เซ็นต์

ด้านดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ ร่วงลง 6.92 เปอร์เซนต์หรือ 777.68 จุด ปิดที่ 10,365.45 จุด นับเป็นการร่วงภายในวันเดียวแรงที่สุดตลอดกาล หลังเคยดิ่ง 684 จุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน ขานรับเหตุโจมตี 9/11

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าก้าวย่างของวิกฤตนี้จะเป็นไปในทิศทางใด หรือแกนนำพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันจะสามารถเปลี่ยนมุมมองของ ส.ส.ผ่านการลงมติครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก เนื่องจากเป็นวันเริ่มต้นเทศกาลสำคัญชาวยิวซึ่งเริ่มต้นช่วงพระอาทิตย์ตกใน วันจันทร์(29) หมายถึงว่า ส.ส.จำนวนมาก เตรียมเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานของพวกเขา

ก่อนหน้านี้สภานิติบัญญัติสหรัฐฯ บรรลุร่างกฎหมายที่จัดสรรเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์ให้รัฐบาล เพื่อซื้อหนี้เสียจากกองทุนเงินบำนาญ รัฐบาลท้องถิ่น และธนาคารเล็กๆ ที่ให้บริการแก่ครอบครัวรายได้ต่ำ และยังให้อำนาจประธานาธิบดีอนุมัติเงินได้อีก 100,000 ล้านดอลลาร์

ร่างกฎหมายนี้ได้ให้อำนาจรัฐสภามีสิทธิยับยั้งการซื้อเกินวงเงิน กำหนด และกำหนดเพดานการซื้อสูงสุดไว้ที่ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ใช้แผนนี้ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการ ซึ่งรวมทั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด รัฐมนตรีคลัง และคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

ในการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนก่อนสภาผู้แทนฯจะลงมติ ได้มีการตำหนิรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ที่ออกมาขู่ว่าระบบการเงินของอเมริกาอาจล่มสลายหากสภาไม่ผ่านร่างกฎหมายนี้

ไมค์ เพนซ์ ส.ส.จากอินดีแอนา เตือนว่าแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารสวนทางกับหลักการของรัฐบาลสหรัฐฯ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจหมายความได้ทั้งเสรีภาพที่ประสบความสำเร็จและเสรีภาพอัน ล้มเหลว” เพนซ์พาดพิงถึงกรณีการใช้อำนาจและทรัพย์สินของรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเสรี ด้วยการซื้อหนี้เสีย

ด้าน ลีนน์ วูลซีย์ ส.ส.จากเดโมแครต หนึ่งในผู้โหวตต้าน แสดงความข้องใจว่าทำไมผู้เสียภาษีต้องถูกร้องขอให้จ่ายเงินสำหรับความไร้ ความรับผิดชอบของบริษัทการเงินชั้นนำของอเมริกา “ทำไมวอลล์สตรีทไม่จ่ายเงินสำหรับความยุ่งเหยิงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง”

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000115592

ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 29, 2008

แผนช่วยเหลือ สถาบันการเงิน มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ


29 กันยายน 2551 กองบรรณาธิการ ต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


คองเกรส เห็นชอบ แผนกู้ศก. $7แสน ล.


แต่ยังต้องมีการ ปรับเปลี่ยน อีกบางส่วน คาดสภาล่าง จะยกมือโหวตได้ในวันอาทิตย์ หรือไม่ก็วันจันทร์ ก่อนส่งให้ วุฒิสภาต่อไปสภาคองเกรส พยายามอย่างหนัก ที่จะหาข้อสรุปให้ได้ ก่อนที่ตลาดหุ้นเอเชีย จะเปิดทำการในวันจันทร์ เพื่อหลีกเลี่ยง ผลกระทบรุนแรง เหมือนเช่นสัปดาห์ก่อน


นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายแฮรี รีด ประธาน เสียงข้างมากใน วุฒิสภา และ แกนนำสภา คนอื่นๆ ออกมา ประกาศว่า สภาคองเกรส ตกลงกัน ได้แล้วเรื่อง แผน 7 แสนล้านดอลลาร์ ตอนหลังเที่ยงคืน วันเสาร์หรือ เช้าตรู่วันอาทิตย์


เปโลซี ระบุว่า ยังเหลือขั้นตอน ด้านเอกสาร ก่อนจะมีการเห็นชอบ อย่างเป็นทางการ ขณะที่ แกนนำสภาคองเกรส คนอื่นๆ หวังว่า สภาล่างน่าจะ โหวต รับรอง แผนการดังกล่าวได้ ในวันอาทิตย์ หรือไม่ก็ วันจันทร์ ก่อนจะส่งต่อไป ยังวุฒิสภาหลัง นางเปโลซี พูดคุยทางโทรศัพท์ กับ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อช่วงค่ำ วันเสาร์


จากนั้น ทำเนียบขาว ออกแถลงการ ชื่นชมความพยายาม ของ สภาคองเกรส ที่ช่วยกัน หาทางสร้างเสถียรภาพ แก่ ตลาดเงิน และ ปกป้อง เศรษฐกิจ ของประเทศ


โทนี แฟรตโต โฆษก ทำเนียบขาว เผยนอกจาก นางเปโลซี แล้ว ประธานาธิบดี ยังได้พูดคุยกับ สมาชิกสภาคองเกรส คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตาม ความคืบหน้าของ การหารือ อย่างไรก็ดี เมื่อถูกถามว่า ประธานาธิบดีบุช เห็นด้วย กับข้อตกลงที่ คองเกรส เห็นชอบ หรือ ไม่ แฟรตโต ระบุเพียงว่า ไวท์เฮาส์ ยินดีอย่างยิ่ง ที่พูดคุย มีความคืบหน้า


ส.ว. เคนท์ คอนราด ประธาน คณะกรรมาธิการ งบประมาณของวุฒิสภา เปิดเผยว่า ข้อตกลง คร่าวๆ ของ สภาคองเกรส ที่ยังต้องมี การปรับ เปลี่ยน แก้ไข นั้น กำหนดให้มาตรการ 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อจัดการ หนี้เสีย ของ สถาบันการเงิน ต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมดูแล ของ คณะกรรมการ ที่ประกอบด้วย รัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพานิชย์ ประธาน คณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ และ ประธาน ธนาคารกลาง (เฟด)


ส.ว.คอนราด ระบุอีกว่า งบจำนวน 7 แสนล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้ จะถูกแบ่งจ่าย เป็นงวดๆ โดยงวดแรก จำนวน 2.5 แสนล้านดอลลาร์ จะใช้ได้ ทันที ที่ประธานาธิบดี ร้องขอ แต่ สภาคองเกรส อาจพยายามยับยั้ง การเบิกใช้งบ ที่เหลือได้ หากเห็นว่า มาตรการดังกล่าว ไม่ได้ผล


ขณะที่ กระทรวงการคลัง ต้องจัดให้มี โครงการประกันภัย ซึ่งภาคอุตสาหกรรม เป็น ผู้จ่ายเบี้ยประกัน เพื่อบรรเทา ความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้น กับ ประชาชนผู้เสียภาษี นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้อง มีสิทธิ์ ในการเข้าไป ถือครองหุ้น ในบริษัท ที่ขายสินทรัพย์ ภายใต้ แผนช่วยเหลือ นี้


หากแผนช่วยเหลือ สถาบันการเงิน มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังกล่าว ที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดีบุช ประกาศออกมา เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ ผ่านมา ได้รับ การเห็นชอบ จากสภา ครั้งนี้จะถือเป็น การเข้าแทรกแซง ตลาดเงินครั้งใหญ่ที่สุด และ ใช้งบมหาศาลที่สุด นับตั้งแต่ สหรัฐ เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ตกต่ำรุนแรง (great depression) เมื่อหลาย สิบปีก่อน

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 29 กันยายน 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=29/Sep/2551&news_id=164584&cat_id=800


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ คองเกรส เห็นชอบ แผนกู้ศก. $7แสน ล.


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

September 22, 2008

“สนธิ” แฉ ความอัปยศ ของ รัฐบาลขายชาติ ปล่อยเขมรให้สัมปทานฝรั่ง ขุดน้ำมัน ในเขตทับซ้อนไทย

Filed under: กัมพูชา,การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข่าวเศรษฐกิจ,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,คอร์รัปชั่น,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,จีน,ชายแดนภาคใต้,ชุมนุมประท้วง,ซาอุดิอาระเบีย,ญี่ปุ่น,ตรวจสอบ,ตะวันออกกลาง,ธรรมาภิบาล,พม่า,พลังงาน,สหรัฐอเมริกา,อังกฤษ,อัฟกานิสถาน,อินโดนีเซีย,อิหร่าน,เวียตนาม — accomthailand @ 01:36
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สนธิ ลิ้มทงกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่ประชาธิปไตย จวก รัฐบาลขายชาติ ปล่ยเขมรให้สัมปทานฝรั่ง ขุดน้ำมันเขตทับซ้น

สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จวก รัฐบาลขายชาติ ปล่อยเขมรให้สัมปทานฝรั่ง ขุดน้ำมันเขตทับซ้อน


“สนธิ” จวก รัฐบาลขายชาติ ปล่อยเขมรให้สัมปทานฝรั่ง ขุดน้ำมันเขตทับซ้อน


“สนธิ” ย้ำ “การเมืองใหม่” ต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเปิดให้ถอดถอน นักการเมืองง่ายกว่าเดิม 100 เท่า พร้อมให้ ปชช. มีส่วนร่วม จัดการทรัพยากรของชาติ ให้ตกเป็นของคน 64 ล้านคน จวก รัฐบาลขายชาติ ปล่อยเขมร ให้สัมปทาน “เชฟรอน” เจาะน้ำมัน เขตทับซ้อน ระบุเบื้องหลัง ความวุ่นวายของโลก มี “น้ำมัน” อยู่เบื้องหลัง แฉต่างชาติจ้องฮุบ แหล่งก๊าซ-น้ำมันมหาศาล ในอ่าวไทย


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (56 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชม (256 K) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัย


เมื่อเวลา 21.38 น. วันที่ 21 ก.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ใน การประชุม เรื่องการเมืองใหม่วันนี้ ไม่ได้มาประชุมด้วย เพราะพิษไข้ แต่ได้บอกกับ แกนนำคนอื่นๆ แล้วว่า ความเห็นส่วนตัว เรื่องการเมืองใหม่ คือ


1. การที่ภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วม ทางการเมืองจริงๆ โดยมีกฎหมายรองรับ และ
2. เราต้องมีกระบวนการ ถอดถอนนักการเมืองชั่ว ที่ง่ายกว่าเดิมสักร้อยเท่า คือสามารถถอดถอนได้ โดยตรง ไม่ต้องผ่าน อัยการสูงสุด ไม่ผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ประชาชน สามารถอดถอน ส.ส. ได้ การเมืองใหม่ จึงไม่ใช่ การเมืองของพวกที่ซื้อเสียง เข้าไป แต่ต้องเป็น การเมือง ของ ประชาชน ที่มีส่วนร่วม อย่างแท้จริง


หลังจากนั้น นายสนธิได้กล่าวถึง ประเด็นสำคัญนั่นคือ เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิด จากน้ำมัน โดยอธิบายว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ขายหุ้นให้ เทมาเส็ก และไปร่วมเจรจากับ ประเทศต่างๆ เป็น เรื่องพลังงาน ทั้งสิ้น


นายสนธิ กล่าวต่อว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรมีความหมาย ทางเศรษฐกิจ เท่ากับ น้ำมัน โดยเฉพาะ ในประเทศตะวันตก ที่ใช้น้ำมัน ในการพัฒนา อุตสาหกรรม ความกินดีอยู่ดี ของคนตะวันตก จึงขึ้นกับการพึ่งพา แหล่งน้ำมัน ซึ่งอยู่ใน ตะวันออกกลาง ทำให้ ประเทศตะวันตก เข้าไปเกี่ยวข้อง กับ ปัญหาทางการเมือง ในตะวันออกกลาง โดยในปี พ.ศ. 2499


นายก โมซาเด็ก ของอิหร่าน ที่รักชาติได้ยึดบ่อน้ำมัน ของบริษัทต่างชาติ มาเป็น ของ อิหร่าน แล้วจ่ายค่าชดเชยให้ ทาง สหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ จึงหาทาง ล้มรัฐบาลนายโมซาเด็ก แล้วให้ ซีไอเอ และ สายลับ เอ็มไอ 6 โค่นล้ม นายโมซาเด็ก ลงแล้วให้ พระเจ้าชาห์ ขึ้นมาปกครอง ประเทศ และ คืนบ่อน้ำมัน ให้บริษัทต่างชาติ ตามเดิม


ส่วนที่ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็น แหล่งน้ำมัน ร้อยละ 50 ของ ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมัน ร้อยละ 70 ของทั้งโลก สหรัฐอเมริกา ได้จับมือ เซ็นสัญญา ซื้อน้ำมันระยะยาว และรับประกัน ราคานำมัน ให้ โดยสัญญาสิ้นสุด ในปี พ.ศ. 2539 โดยก่อนที่จะสิ้นสุดสัญญานั้น บริษัทน้ำมัน อาทิ เชฟรอน เอสโซ่ เชลล์ ได้สำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งทำให้รู้ว่า มีที่ไหนบ้าง แต่ยังไม่ขุด เพราะยังสามารถซื้อ น้ำมันราคาถูก จากซาอุฯ ได้ จึงเก็บ เป็นความลับ เอาไว้


นายสนธิ กล่าวต่อว่า บริษัทน้ำมันของ ต่างชาติ ได้ใช้ดาวเทียมสำรวจน้ำมัน ซึ่งเคยถ่ายภาพ บริเวณ อ่าวไทย และ พบว่า เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยน้ำมัน ที่ไม่น้อยกว่า ซาอุดีอาระเบีย แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ เพราะเขาลงทุน เป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในการสำรวจ ประกอบกับ ราคาน้ำมัน ขณะนั้น ยังไม่ขึ้น จนกระทั่งช่วง 18 เดือน ที่ผ่านมา ที่น้ำมันขึ้นราคาจาก บาร์เรลละ 40 เหรียญ เป็น 100 กว่าเหรียญ แล้วตกไป 90 กว่า และ จะ ไม่มีวันต่ำกว่า 80 เหรียญ หลังจากนี้ เพราะ อาหรับ หันไปใช้ ราคาทองคำเป็นตัวกำหนดราคา เป็นราคาที่ ชาวอาหรับ พอใจ ขณะที่ บริษัทน้ำมัน ก็ไม่สนใจว่า ผู้ใช้จะเดือดร้อน หรือไม่ รวมถึง ปตท. ของไทย ที่ขายให้เอกชน ไปแล้ว


นายสนธิ กล่าวต่อว่า บริษัทน้ำมัน มีอิทธิพลสูงมาก จนสามารถ ล้มรัฐบาลชาติไหนก็ได้ ที่ไม่ตอบสนอง เรื่องพลังงานให้เขา เรื่องนี้ มีบทพิสูจน์ นายจอร์จ ดับเลิลยู. บุช ขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดีได้เพราะ อิทธิพลบริษัทน้ำมัน เมื่อขึ้นมา ก็ส่งเสริม บริษัทน้ำมัน บินมาเอเชีย ก็เพื่อเจรจา เรื่องน้ำมัน


หลังปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา สหรัฐฯ เริ่มเปิดลิ้นชัก ผลสำรวจแหล่งน้ำมัน ที่เก็บเป็นความลับ ซึ่งในแผนที่ลับ จะชี้ว่า ที่ใดมีน้ำมันบ้าง เป็นที่ทราบ มานาน สำหรับคนที่เรียน วิศวปิโตรเลียม ว่า พื้นที่ใดที่มีแม่นำไหลลง ทะเล ปากแม่น้ำ จะมี น้ำมันมหาศาล ซึ่ง ไทย กัมพูชา และ เวียดนาม มี แม่น้ำโขง ไหลลงมา พื้นที่ อ่าวไทย ทั้งหมด จึงคือ ขุมทรัพย์มหาศาล ของ น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งฝรั่งรู้มานานแล้ว แต่เก็บเป็น ความลับ เอาไว้ จนราคาน้ำมัน ขึ้นมา


ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เริ่มสนใจน้ำมัน ปี 2547-2548 เพราะเป็นช่วงที่ ราคาน้ำมันกระโดด จาก 20 เป็น 30 เหรียญ นาย โมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ ได้บินมาไทย เพราะมีข้อมูลน้ำมัน ในอ่าวไทย แต่เป็นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา เมื่อมาเจรจา ขอสัมปทาน แต่จะต้องคุยทั้ง ไทย และ กัมพูชา ก่อน จึงถอยฉากออกไป พร้อมกับทิ้งข้อมูล ไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยเหตุนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงคิดที่จะขาย ชินคอร์ป เพื่อเอาเงิน เทมาเส็ก มา โดยส่วนหนึ่ง จะเอามาลงหุ้น กฟผ. ที่จะแปรรูป ส่วนหนึ่ง จะตั้ง บริษัท ขุดเจาะน้ำมัน ในอ่าวไทย


ทั้งนี้ แหล่งน้ำมัน ในอ่าวไทย นั้น พื้นที่ที่อยู่ใกล้ฝั่งนั้น เป็นของแต่ละประเทศ อย่างชัดเจน แต่พื้นที่ตรงกลาง ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ จึงถือเป็น พื้นที่ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ เขมร นั้น เชฟรอน ได้เข้ามาขุดสำรวจ 4 หลุม พบว้ามี น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ 3 หลุม แสดงว่า ในอ่าวไทย เต็มไปด้วย น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ โดย เชฟรอน อ้างในรายงานว่า ในหลุม ที่ขุดพบ มีน้ำมัน ประมาณ 1 ล้าน-ล้าน บาร์เรล


แต่เว็บไซต์ของ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน บอกว่า ตามธรรมดาแล้ว บริษัทน้ำมัน ที่ไปรับสัมปทาน ในประเทศโลกที่ 3 จะโกหก โดยข้อเท็จริง จะมีมากกว่าที่บอก ประมาณ 50-100 เท่า เพราะเขาไม่ต้องการให้รู้ว่า มีประมาณมากขนาดนั้น


วิธีการของมันที่ทำ คือ ส่วนที่ขุดออกมา มันก็ส่งออก และ จ่ายค่าสัมปทาน แต่ อีกส่วนหนึ่ง มันก็ทำ แบบที่ ปตท. ก็ทำอยู่ คือ เอา เรือบรรทุกน้ำมัน ลักลอบ มารับ จากท่อขุดเจาะ โดยตรง แล้วเอาไปขาย


อีกจุดที่มีน้ำมันเยอะ ถ้าลากเส้นจาก จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี ตรงดิ่งเข้าไปในทะเล ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นแหล่งนำมัน มหาศาล ที่ยังไม่มีใครรู้ นี่ไง 3 จังหวัดภาคใต้จึงยังไม่สงบ


เหมือน ติมอร์ ที่แยกไปจาก อินโดนีเซีย เพราะมันมี น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ดีบุก ทองคำ และ แพลททินัม ประเทศที่สนับสุนให้ ติมอร์ แยกตัวออกไปคือ ออสเตรเลีย แล้วบริษัทที่ ขุดเจาะน้ำมันใน ติมอร์ และผูกขาดทำเหมือง ก็จาก ออสเตรเลีย ทั้งหมด เหมือนกับ ที่ อาเจะห์ แหล่งน้ำมันใหญ่ อีกแห่ง


การทำให้ 3 จังหวัดภาคใต้ วุ่นวายตลอด เป็นความพยายามให้ 3 จังหวัด ประกาศตนเป็นอิสระ โดยมี บริษัทน้ำมัน สนับสนุน เพื่อพวกมันจะได้ เข้าไป ฮุบผลประโยชน์ ที่ 3 จังหวัด มีสิทธิ ตามระยะเข็มไมล์ ตามกฎหมายทางทะเล นายสนธิ กล่าว


นายสนธิ กล่าวต่อว่า ที่เราทะเลาะกับ เขมร ตอนนี้มีตัวเล่นเพิ่ม คือ จีน ที่พัฒนาตัวเอง ในรอบ 15 ปีมานี้ จนร่ำรวย และ เติบโตมหาศาล แต่เริ่มเดิน ไม่ออก เพราะเริ่มขาดแคลน น้ำมัน จากเดิม ที่มีบ่ำน้ำมันที่ ต้าชิง และ ส่งออก ตอนนี้ต้องนำเข้า ต้องค้าขายกับ อิหร่าน เพิ่ม และ ออกไป ลงทุน ทำบ่อน้ำมันใน อาฟกานิสถาน ไปสนับสนุน รัฐบาลพม่า เพราะมี แหล่งก๊าซฯ


ส่วนที่ต้องมาเกี่ยวกับ เขาพระวิหาร เพราะถ้าลากเส้นไป ก็จะกินพื้นที่เข้าไป ในเขตทับซ้อน มีการสร้างถนน จาก สีหนุวิลล์ วิ่งไปทางเขาวิหาร และ ทะลุไป คุนหมิง ซึ่งไม่ใช่แค่เส้นทางรถวิ่ง แต่เป็นแนวท่อส่งน้ำมันไปให้ จีน


สหรัฐฯ จึงเข้ามาขวางเพราะกลัว จีน จะแผ่อิทธิพล ถึงขนาดลงไว้ใน ยุทธศาสตร์ความมั่น ของ สหรัฐฯ ว่า ศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขาคือ จีน


ในที่สุด เขมร ก็จะเป็นประเทศ ที่มี ก๊าซธรรมชาติ มีแหล่งพลังงาน เยอะ และกำลังให้ บริษัทฝรั่งมาตรวจสอบ แหล่งก๊าซฯ และ น้ำมัน ที่มีอยู่ใน ทะเลสาบ (Tonle Sap) ที่ เขมรจับปลามาทำ ปลากรอบ ที่นั่นคือ แหล่งก๊าซ และ น้ำมัน แต่ไม่ต้องห่วง เขมร จะมี น้ำมัน มากแค่ไหน ก็จะเหมือน ไนจีเรีย ซึ่งในรอบ 30 ปี ที่ผ่านมา เจอน้ำมันแต่ให้ ต่างชาติรับประโยชน์ไป 600,000 ล้านเหรียญ ในขณะที่ ประชาชน กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของ ไนจีเรีย ยังยากจน ถึงขั้นไม่มีข้าวกิน


“เขมร ก็จะเป็นแบบนั้น เพราะมันมี รัฐบาล และ นายกฯ ที่ชาติชั่ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว เขมร มันเป็น ประเทศที่ถูกสาป ไม่ถูกสาปได้ไง ขนาด พระสังฆราช ยังเล่นของ แล้วจะเจริญได้อย่างไร เราไม่ต้องไปกลัว แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า การเมืองระหว่างประเทศ กำลังมีบทบาท ใน ไทย เรื่องน้ำมัน เมื่อ สหรัฐฯ จีน เข้ามา ฝรั่งเศส ก็เข้ามา ญี่ปุ่น ก็เข้ามา กรรมการ ที่จะมาดูแลพื้นที่ เขาพระวิหาร ที่เป็นมรดกโลก ก็คือ 6 ประเทศ ที่อยากได้ นำมัน” นายสนธิ กล่าว


นายสนธิ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ เขมร ได้อนุญาตให้ เชฟรอน ตั้งแท่นขุดเจาะ บนพื้นที่ทับซ้อน กับ ไทย แล้ว โดยที่ เราไม่ได้คัดค้านเลย ต่างจาก จีน ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับ เวียดนาม แล้วจู่ๆ เวียดนาม ก็ให้ เชฟรอนรับสัมปทาน จีน จึงแจ้งไปว่า พื้นที่นี้เป็นของ จีน ถ้า เชฟรอน ตั้งแท่นเมื่อไหร่ จะส่งเรือไปถล่มทันที เชฟรอน รีบถอยเลย


“ถ้าเรามีรัฐบาล ที่รักชาติ มีทหาร ที่ไม่ห่วง แค่ยศ แค่ตำแหน่ง กับ งบประมาณซื้ออาวุธ ถ้า มันห่วงทรัพยากรธรรมชาติ ในอ่าวไทย มันต้องขยับแล้ว ต้องแจ้ง เชฟรอน ว่า ตรงที่แท่นคุณไปตั้ง มันของผม ถึง เขมร บอกเป็นของเขา ก็ตาม เมื่อไหร่ที่คุณลงเสา ผมเอาปืนยิงเลย แต่มันทำไมมันไม่ทำ เพราะมันเป็น รัฐบาลขายชาติ นี่ไง เรามาสู้เพื่ออะไร เข้าใจหรือยัง ทรัพยากร นี่คือ สินทรัพย์ของแผ่นดิน ที่เราต้องมา บริหารจัดการเพื่อ คนไทย 64 ล้านคน ไม่ใช่เพื่อ โคตรใครบางคน ที่อยู่ ลอนดอน และไม่ใช่เพื่อ โคตรของ คนตาเหล่”


นายสนธิ กล่าวต่อว่า การเมืองใหม่ มีความหมาย หลายๆ อย่าง มากมายมหาศาล ถ้าเรา เอาเรือปืนเราไปไล่ เชฟรอน ทั้ง อเมริกา จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ก็ต้องถอย เพราะคิดว่า ไทย เอาจริง และมาคุยกับ ไทย ดีกว่า เมื่อมาคุยกับ ไทย เราก็ต้องมีเงื่อนไขว่า ฮุนเซน จะไปซี้ซั้ว ให้ใครไมได้ ให้เมื่อไหร่ ยิงเมื่อนั้น ฮุนเซน ก็ต้องถามเราว่า จะเอายังไงบอกมา เราก็บอกให้เขียน แผนที่ กันใหม่ ถ้าไม่ยอม เราก็ไม่ยอม เพราะ คนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อยู่แล้ว เราทำมาหากิน เรารวยกว่า เขมร มาก


แต่ก่อนที่ จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องเอา บริษัทขายชาติ กลับมาเป็นของเรา นั่นคือ ปตท. ที่มันขายชาติ มันมี แผนที่ข้อมูลหมด ว่าที่ไหน มีน้ำมัน แต่เก็บไว้เอง แล้วทำมาหารับประทาน กับ บริษัทน้ำมัน และ ก๊าซฯ ของ ฝรั่งต่างชาติ จนผู้บริหารร่ำรวย ซึ่งถ้าตนมีอำนาจ จะยึคทรัพย์ ผู้บริหาร ปตท. ทั้งหมด


“นายประเสริฐ บุญสมพันธ์ พูดอย่างภาคภูมิใจว่า ปตท. ร่ำรวย ยอดขาย เท่านั้นเท่านี้ เป็นบริษัทอันดับหนึ่ง ของ ไทย แต่ทุกอย่าง ที่เอาไป แปรรูป นั้น ล้วนแต่เป็นของ ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ ของคุณ ทุกอย่างเป็น ของชาติ แม้แต่ ท่อส่งก๊าซ ศาลปกครอง ก็สั่งให้เป็น ของรัฐ แล้วคุณ ก็ไปบีบ เพื่อให้ ได้เช่าท่อก๊าซ ในราคาถูก ซึ่งถ้ามี การเมืองใหม่ เราไม่ยอมเด็ดขาด”


นายสนธิ ย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับ น้ำมัน เราต้องมี การเมืองใหม่ ที่เจรจาเป็น ไม่ใช่ การเมือง ของ นายกฯ เลขานายก ประธาน ปตท. หรือ คนที่อยู่ ลอนดอน แต่เป็นของ คนไทย 64 ล้านคน เมื่อเป็นเช่นนั้น การเจรจาก็จะไม่ยาก ก็เพราะทุกอย่าง เมื่อเจรจาเสร็จ ผลประโยชน์ เข้ากระเป๋า 64 ล้านใบ แต่ถ้าเป็น การเมือง ของพวกเขาเอง ก็จะแบ่งผลประโยชน์ ระหว่างพวกเขา ไม่กี่คน กับ บริษัทฝรั่ง เหลือเศษเนื้อติดกระดูก ให้ คนไทย


“สำหรับผม การเมืองใหม่ ที่ต้องมีคือ จะต้องรักษา สินทรัพย์ ที่ผมเล่ามา ให้ตกเป็นของคนไทย ทั้งประเทศ” นายสนธิย้ำ


นายสนธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ ตนได้พูด เรื่องวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ กรณี เลห์แมน บราเธอร์ส และ เอไอจี แล้ว มีโทรศัพท์มามาก จาก ตัวแทนเอไอเอ ที่เป็นพันธมิตร เข้ามามาก ให้ช่วยชี้แจงว่า เอไอเอ ที่เมืองไทย มีเอไอจี ถือหุ้นเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ครึ่ง เอไอเอ เมืองไทย จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่อย่างไร ก็ตาม บริษัทประกัน ที่มีน้ำใจ ที่หนักแน่นให้แก พันธมิตร คือ “วิริยะประกันภัย” ที่ยอมขาย กรมธรรม์ ในการประกันตัว นักรบศรีวิชัย

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
22 กันยายน 2551 01:36 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112028


พิมพ์ ข่าวนี้ “สนธิ” จวกรัฐบาลขายชาติ ปล่อยเขมรให้สัมปทานฝรั่ง ขุดน้ำมันเขตทับซ้อน


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.