Accom Thailand

February 8, 2009

กก. สิทธิฯ หนุน “มาร์ค” คลี่ คดีทนายสมชาย หวัง กู้ภาพละเมิดสิทธิ

Filed under: ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,คดีทนายสมชาย,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คำพิพากษา,คุณธรรม,คุณภาพชีวิต,จริยธรรม,ชายแดนภาคใต้,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ธรรมาภิบาล,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,สิทธิมนุษยชน,องค์กรสิทธิมนุษยชน,อาชญากรรม — accomthailand @ 14:56
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กก. สิทธิฯ หนุน “มาร์ค” คลี่คดีทนายสมชาย หวังกู้ภาพละเมิดสิทธิ

คณะกก.รณรงค์ เพื่อสิทธิมนุษยชน หนุนรัฐบาล เร่งคลี่คลาย คดีอุ้มทนายสมชาย ชี้ จะช่วยกู้ภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ตกต่ำ เชื่อ คดี เป็น พฤติการณ์ ระดับนโยบาย เกี่ยวพันหลายส่วน แนะโยกย้าย คนเตะถ่วงออก ทั้ง ดีเอสไอ – สตช. พร้อมจี้ แก้กฎหมาย เอาผิด คดีอุ้ม เทียบเท่า เจตนาฆ่า


วันนี้ (8 ก.พ.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์ เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้ นายกรัฐมนตรี เร่งคลี่คลาย คดีการอุ้ม ทนาย สมชาย นีละไพจิตร ให้โลกรับรู้ ก่อนครบรอบ 5 ปี ในเดือนมีนาคม นี้ ซึ่งจะสร้าง ความต่าง จาก รัฐบาล ในอดีต และ สามารถกู้ภาพลักษณ์ สิทธิมนุษยชน ที่ตกต่ำลง ในขณะนี้ได้

แต่คดีนี้มี เจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน จนรัฐบาล จะทำคดีแบบปกติไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า มีการเตะถ่วงคดี นั้น ขณะนี้ ก็ยังมีความพยายามอยู่

ไม่ใช่ เฉพาะจาก นักการเมืองในอดีต แต่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ยังอยู่ในอำนาจ เพราะ การอุ้มทนายสมชาย เป็นการกระทำ ในระดับนโยบาย

นายสมชาย นีละไพจิตร �ดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูก�ุ้มหายไป

นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกอุ้มหายไป


นายเมธา กล่าวอีกว่า ตนอยากจะเตือนความจำให้ นายกรัฐมนตรี ว่า อดีตผู้ต้องหา 5 ราย เป็น ตำรวจต่างสังกัดกัน คือ


พ.ต.ต.เงิน ทองสุก,

พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์,
จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง,
ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต และ
พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน


แต่เมื่อ วันที่ 12 มกราคม 2549 ศาลตัดสินจำคุก
พ.ต.ต.เงิน ทองสุก คนเดียว ในข้อหาขืนใจ ทำให้สูญเสียอิสรภาพ แต่ผู้ต้องหา ที่เหลือ ยกฟ้อง เนื่องจาก ไม่มีหลักฐาน ที่เพียงพอ แต่ระบุใน สำนวนคดีว่า การอุ้ม เกิดจาก การกระทำร่วมกัน กับบุคคล 3-5 คน

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ ยังไม่สามารถ สอบสวนต่อได้ว่า ใครเกี่ยวข้องบ้าง ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยแถลงว่า มีหลักฐาน ที่จะจับกุมเพิ่ม ได้มาก กว่า 10 ราย แต่เรื่อง ก็เงียบหายไป และ อดีตผู้ต้องหา บางส่วน ยังได้รับความดีความชอบ ในราชการ ต่อไป จนที่ผ่านมา มีข้อครหาว่า มีการใช้ อำนาจ เข้าแทรกแซง สำนวนสอบสวน และ หลักฐานต่างๆ มากมาย เพื่อสู้คดี ในชั้นศาล

ดังนั้น เรื่องการอุ้ม ทนายสมชาย จึงเป็นการทำ ในระดับนโยบาย ของ ฝ่ายความมั่นคง ที่เกี่ยวข้อง กับ นโยบาย ในการแก้ไข ปัญหาความไม่สงบ ในภาคใต้ ของ รัฐบาลทักษิณ

นี่เป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ที่แท้จริง ที่รัฐบาล จะต้องทำ แบล็กลิสต์เจ้าหน้าที่ และ นักการเมือง ที่เป็นถุงมือดำ ให้ชัดเจน


เขายังระบุ อีกว่า รัฐบาล จะต้องโยกย้าย เจ้าหน้าที่รัฐ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ สตช. ที่อาจจะเป็นปัญหา ของการเตะถ่วงคดี ออกด้วย และ เฝ้าระวัง การทำลาย หลักฐาน สำนวนสอบสวนสืบสวน ต่างๆ รวมถึง การดำเนินการ ปฏิรูปตำรวจ และ กระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบ

คดีที่ ตำรวจ มีส่วนเกี่ยวข้อง ตำรวจ จะต้องไม่สืบสวน สอบสวนกันเอง จะต้องมี คณะสอบสวน ที่มาจาก ภายนอกด้วย โดยมี องค์ประกอบของ ทนายความ อัยการ และ ศาล และ จะต้องแก้กฎหมาย ให้เอาผิด คดีอาญา ในคดีอุ้มหาย เทียบเท่าการ คดีเจตนาฆ่า ได้เหมือนในหลายประเทศ เพราะจะเป็นช่องว่าง ให้เกิดการอุ้มหาย แล ะทำลายศพ โดยเอาผิด ผู้ต้องหาไม่ได้

เพราะ สามารถฟ้องเพียง ในฐาน ร่วมกันปล้นทรัพย์ และ ข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ไม่สามารถ ตั้งข้อหา ฆาตกรรม หรือ ข้อหาอื่น ที่หนักกว่าได้ เนื่องจาก ยังไม่พบศพ หรือ หลักฐาน ที่บ่งชี้ว่า ทนายสมชาย ตายแล้ว

ทั้งนี้ ครส. และ คณะทำงาน ยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จะแถลงปัญหา คดี ดังกล่าว และ กรณีภาคใต้ ซึ่งสำนักงานของ คณะทำงานยุติธรรม เพื่อสันติภาพ ถูกทหาร กองทัพภาคที่ 4 บุกค้นที่ ปัตตานี ในวันพรุ่งนี้ และ จะเข้าพบ รัฐมนตรียุติธรรม เพื่อปรึกษาหารือ คดีต่างๆ ใน วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ นี้

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2552 19:25 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000014552


พิมพ์ ข่าวนี้ ครส. หนุน “มาร์ค” คลี่คดี “ทนายสมชาย” แนะ ย้ายคนเตะถ่วง



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • “อภิสิทธิ์” แฉ อดีต คดี “สมชาย” ไม่คืบ เพราะมีสัญญาณให้เตะถ่วง
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2552 14:39 น.
  • อังคณา นีละไพจิตร ลงร่วม สังเกตการณ์ ตรวจพื้นที่ จ.ราชบุรี เกี่ยวโยงกับ คดีอุ้มฆ่า ทนายสมชาย สามี
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2552 16:40 น.
  • “อังคณา” จี้สอบ การหายตัวไปของ “พ.ต.ต.เงิน ทองสุก” หนึ่งในผู้ต้องหา ทีมอุ้มทนายสมชาย
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 17:51 น.
  • 4 ปี แห่งการหายตัวไป ของ “ทนายสมชาย” กับ อำนาจรัฐ!
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2551 08:13 น.

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
    Advertisements

    February 7, 2009

    อังคณา นีละไพจิตร ลงร่วม สังเกตการณ์ ตรวจพื้นที่ จ.ราชบุรี เกี่ยวโยงกับ คดีอุ้มฆ่า สามี


    “อังคณา” ชี้ คดีอุ้มทนายสมชาย สุดอืด การเมือง แทรกซ้ำซาก!
    �ังคณา ชี้ คดี�ุ้มทนายสมชาย สุด�ืด

    อังคณา นีละไพจิตร ชี้ คดีอุ้มทนายสมชาย สุดอืด


    “เมียทนายสมชาย” ลงร่วม สังเกตการณ์ ตรวจพื้นที่พบ กระดูก-ตะปู ที่คาดเป็น จุดเผาทำลายศพสามี กับ คณะทีมงาน “ธานี-พีระพันธุ์” ชี้ คดียังอืด เพราะมีการเมืองแทรก เรียกร้องให้ “แม้ว” ผู้รู้ดีว่า ทนายสมชายเสียชีวิต มาร่วมเป็นพยาน ในคดี แต่ที่ผ่านมา ดีเอสไอ เมินเฉยไม่ร่วมมือ


    วันนี้ ( 7 ก.พ.) ก่อนที่ คณะทำงาน ชุด พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ คณะนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม โดยมี แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจน์สุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดี ดีเอสไอ พร้อมทีมงาน จะเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อตรวจสอบพื้นที่ 2 จุด ที่ชุดสืบสวนพบ เศษชิ้นส่วน โครงกระดูกมนุษย์


    โดยจุดแรกอยู่ใน พื้นที่ ทำลายวัตถุระเบิด ของทหาร จุดที่ 2 ท่าน้ำร้านอาหารเรือนแพ ซึ่งตั้งอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง


    ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ระบุว่า เศษชิ้นส่วนโครงกระดูก ที่เคยเจอมี ดีเอ็นเอ ตรงกัน แต่ยังไม่ทราบผลว่า ดีเอ็นเอ ตรงกับ นายสมชาย หรือไม่


    วันนี้ เมื่อเวลา ประมาณ 15.00 น. ที่ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี รมว.ยุติธรรม จึงลงตรวจสอบพื้นที่ ที่เคยพบ เศษกระดูกมนุษย์ และตะปู อีกครั้ง ซึ่งน่าจะ เกี่ยวโยงกับ คดีอุ้มฆ่า นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกอุ้มหายไป

    เนื่องจาก รับเป็นทนายความ ให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมา นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา ทนายสมชาย ได้เดินทาง มา เพื่อร่วม ดูการตรวจสอบพื้นที่ของ คดีอุ้มฆ่านายสมชาย ด้วย

    โดยกล่าวว่า ตนเองเชื่อว่า ถ้าคณะกรรมการสอบสวน เข้าทำงาน ด้วยความมีอิสระแท้จริง ก็จะมีข่าวดีได้ ซึ่งขณะนี้ ก็มีข่าวดีบ้าง คือ พบ ชิ้นส่วน กระดูกมนุษย์ แต่ตนยังเสียใจว่า อธิบดี ดีเอสไอ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง น่าจะแจ้งให้ ผู้เสียหาย ทราบบ้าง

    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า คดีนี้ยังมีความล่าช้า เนื่องจาก มีการแทกแซง ทางการเมือง ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อ การเมืองเปลี่ยน ด้านโยบายทำคดี ก็เปลี่ยน ตามไปด้วย

    พ.ต.ต.เงิน ท�งสุก (เสื้�ขาว)ในวันที่ถูกพิพากษา

    พ.ต.ต.เงิน ทองสุก (เสื้อขาว)ในวันที่ถูกพิพากษา


    โดยรัฐบาล ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ถูกกดดัน อย่างหนัก ดังนั้น ตนขอตั้งคำถามผ่านถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ว่าจะมี วิธีการอย่างไร ช่วยเหลือ คนที่มีปัญหากับ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้หมดหวัง ทำอย่างไรให้ พยานกล้าพูด โดยเฉพาะข่าว การถูกกระแสน้ำพัดพา พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลย คดีอุ้มทนายสมชาย จนลือว่า หายสาบสูญไปแล้ว แต่ยังไม่มีใคร พบศพดังกล่าว ตนก็ยังเชื่อว่า พ.ต.ต.เงิน ไม่ได้หายไปไหน

    “มีความหวังมากขึ้น จากที่ผ่านมา จากคำพูด ฟ้าเปิดแล้ว ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เชื่อว่า ผู้เสียหาย จะเข้าถึง พยานหลักฐาน ได้มากขึ้น แม้ยังไม่รู้ ท้ายที่สุด จะได้อะไรหรือไม่ แต่อย่างน้อยบอกไว้ว่า ประชาชนที่โดนอุ้ม ญาติพี่น้อง จะเรียกความเป็นธรรม ที่ไหน รัฐ จะรับผิดชอบ อย่างไร ที่ผ่านมาให้ ดีเอสไอ ทำหนังสือถึง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เป็นพยานของ คดีนายสมชาย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมชาย เสียชีวิตแล้ว จึงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมี หลักฐานสำคัญ แต่ที่ผ่านมา ดีเอสไอ ไม่เคยเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นพยาน และ อีกเรื่องที่ ป.ป.ช. เรียกสอบพยาน ของคดี ปล้นปืนภาคใต้ จนขณะนี้ ยังไม่สรุป ล่าช้ามาก ขอเรียกร้องให้ เร่งดำเนินการด้วย” นางอังคณา กล่าว

    ด้าน นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ คดีนายสมชาย กล่าวว่า ปัญหาของ การสอบสวนคดีนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีผู้มีอำนาจ คนใด เกี่ยวขอ้งบ้าง ดังนั้น รมต. จะทำอย่างไร ไม่ให้ผู้มีอำนาจ เข้ามาเกี่ยวข้อง กับ คดีนี้ เพราะว่า ยังเกิดการแทรกแซง อยู่การดำเนินคดี ก็ล่าช้า

    ต่อมาเวลา เมื่อเวลา 17.00 น. นายพีระพันธุ์ ได้เดินทางไปยัง สถานที่เผาทำลายวัตถุระเบิด เขาหลวง (โป่งอีเก้ง) จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นหุบเขา อยู่ใน เขต พื้นที่ทหาร โดยภายใน บริเวณดังกล่าว ดีเอสไอ และ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ เคยเข้าขุดหา เศษซากชิ้นส่วนกระดูก

    ซึ่งล่าสุดพบ เศษกระดูกมนุษย์ และ ตะปู ถูกเผาไหม้ และ ฝังอยู่บริเวณดังกล่าว โดย พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ชี้แจงว่า การขุดค้น พบตะปู คลิปหนีบกระดาษ โดยผลการตรวจ เปรียบเทียบเป็น ตะปูที่มีลักษณะถูกเผาไหม้ ด้วยน้ำมันเบนซิน เช่นเดียวกับ ตะปู และ โครงกระดูก ทีพบใน แม่น้ำแม่กลอง

    โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมได้จุดธูป เคารพบริเวณดังกล่าวด้วย จากนั้น นายพีระพันธุ์ ได้เดินทาง มายัง ร้านอาหารเรือนแพ ตั้งอยู่ เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นอีกจุด ที่ งม พบถุงปุ๋ย บรรจุ เศษโครงกระดูก แขน ขา กระโหลกศีรษะ และ ตะปู ซึ่งถูกเผาไหม้ ด้วยความร้อนสูง

    นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ อย่างเต็มที เพราะหลักฐาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชิ้นส่วนที่พบ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นชิ้นส่วน ของ นายสมชาย หรือไม่ โดยต้อง รอผลการตรวจพิสูจน์ เป็นเวลา 5 วัน แต่วัตถุ ที่พบ น่าเชื่อได้ว่าเพียงพอว่า นายสมชาย เสียชีวิต แล้วหรือไม่

    ส่วนการจุดธูป ไม่ได้อธิษฐาน ขออะไร แต่เป็นการเคารพ ผู้เสียชีวิต ในบริเวณดังกล่าว เพราะได้รับรายงานว่า เป็นพื้นที่ ที่มีการนำศพ มาเผาทำลาย ดังนั้น จะประสานยัง กองทัพบก ให้นำกำลัง มาช่วยตรวจค้น อย่างละเอียด

    นอกจากนี้ จะประสานให้ กองทัพเรือ นำเครื่องสแกนใต้น้ำ มาช่วยตรวจพิสูจน์ แม่น้ำแม่กลอง

    ขณะที่ นายสุทธิ พยัคฆ์ อายุ 68 ปี อาชีพ งม หาของเก่า ในแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งดีเอสไอ ว่าจ้าง ให้ดำน้ำงมหาหลักฐาน ใต้พื้นน้ำแม่กลอง กล่าวว่า พบ ถุงปุ๋ยใส่เศษกระดูก ติดกลางร่องน้ำ บริเวณต่อม่อ สะพาน และ ยังพบเศษชิ้นส่วนกระดูก อยู่ใต้แม่น้ำแม่กลอง จำนวนมาก แต่ไม่สามารถ เก็บขึ้นมา ได้ทั้งหมด

    นายสมชาย นีละไพจิตร �ดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูก�ุ้มหายไป

    นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ที่ถูกอุ้มหายไป

    astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2552 16:40 น.
    http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000014345


    พิมพ์ ข่าวนี้ “อังคณา” ชี้ คดีอุ้มทนายสมชาย สุดอืด การเมืองแทรก ซ้ำซาก!



    อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้องได้จาก

  • “อังคณา” จี้สอบ การหายตัวไปของ “พ.ต.ต.เงิน ทองสุก” หนึ่งในผู้ต้องหา ทีมอุ้มทนายสมชาย
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2551 17:51 น.
  • 4 ปี แห่งการหายตัวไป ของ “ทนายสมชาย” กับ อำนาจรัฐ!
    จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2551 08:13 น.

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    January 13, 2009

    “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์”


    นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11


    นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่� ข�งรัฐบาล�ภิสิทธิ์

    นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์


    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมบรรยาย เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์” โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีแนวคิด ที่จะปฏิรูปรูปแบบ ของ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ให้กลับมาเป็น สถานีสาธารณะ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ จะไม่แทรกแซง การทำงานของสื่อ


    วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สื่อของรัฐ ได้เดินทางไปรับฟัง ความคิดเห็นของ องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย โดยมี ตัวแทน องค์กรวิชาชีพ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เข้าร่วมเสนอ ความคิดเห็น
    นาย�ภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญข�ง การปฏิรูปสื่�

    นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ


    โดย นายอภิสิทธิ์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบาย และ การผลักดัน ปฏิรูปสื่อ ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์” ว่า ความสำคัญของ การปฏิรูปสื่อ มีความสำคัญ 2 ประการ เพราะ

    1. ในเชิงของ สภาวะแวดล้อม ของสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เหมือนคนละโลก เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปี ก็สัมผัสความแตกต่าง ที่สื่อมีต่อประชาชน ได้ย้ำเสมอว่า บทบาทของสื่อ ในการหล่อหลอม และ สร้างค่านิยม ให้กับคน มากกว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มเยาวชน เพราะเป็นโลก ของคนวัยเหล่านี้ หลายสิ่งเป็น ค่านิยมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ มีอิทธิพล

    2. สื่อ มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการนำสังคม กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้ง ทางสังคม เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ รัฐบาล ประกาศ ตั้งแต่ต้น อย่างน้อยที่สุด การนำบ้านเมือง กลับสู่ภาวะปกติ ให้มากที่สุด และ เร็วที่สุด ตนเชื่อว่า บทบาทของสื่อ มีความสำคัญมาก

    เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ สื่อ มีสิทธิเสรีภาพ บนหลักการ ของวิชาชีพ และ มืออาชีพ ในการสะท้อน ข้อมูลข่าวสาร เสนอความเห็น มุมมองต่างๆ ต่อประชาชน การปฏิรูปสื่อ ต้องดูโครงสร้าง ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ผู้ทำงาน หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ก็ประสบกับ ความยากลำบาก ในการทำงาน ให้ตรงไปตรงมาในการเสนอ ความคิดต่อสังคม

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คุกคาม การทำงานของ สื่อ คือ อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน อำนาจรัฐ เกิดจาก ความพยายายาม หรือ ความเชื่อว่า เมื่อยุคสมัยนี้ เป็น สงครามข้อมูลข่าวสาร ใครสามารถควบคุม ข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถชนะในการต่อสู้ จึงเอาสื่อ มาเป็นเครื่องมือ ทำให้ เป็นปัญหา มาโดยตลอด โดยเฉพาะ สื่อของรัฐ

    ส่วนอำนาจทุน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ก็ไปอยู่ในที่เดียวกันกับ อำนาจรัฐ ยิ่งทำให้ เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เกิดการกดดันผ่านทุน แม้สื่อ จะมีความคิด เชิงอุดมคติ แต่ สื่อสารมวลชน ก็คือ ธุรกิจ หนีความจริงได้ยาก การใช้อำนาจทุน ในการกดดัน เกิดผลกระทบ เป็นช่องทางสำคัญ ในการเข้าไป แทรกแซง หรือ บิดเบือน

    ดังนั้น มาตรการสำคัญๆ เราจะต้องมาดู ทั้ง อำนาจรัฐ และ อำนาจทุน ในส่วนของ อำนาจรัฐ คือ กฎหมายบางอย่าง ที่จะเอื้อต่อ สิทธิเสรีภาพ ของ ประชาชน สิทธิเสรีภาพ ของ สื่อ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

    ในฐานะ ที่เป็นคนเสนอกฎหมาย เมื่อสิบสองสิบสามปี ที่ผ่านมา ก็พบความจริงว่า กฎหมายไม่ได้เป็นไป อย่างที่คาดหวังไว้ วันที่ มีการเสนอกฎหมาย นั้น ฝ่ายตรวจสอบ ไม่มีทางเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้ ฝ่ายค้านทำงาน ต้องใช้วิธีการ แนวทางอื่น ตนไม่เห็นว่า กฎหมายนี้ใช้ได้ จึงเป็นประเด็น ที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎหมายนี้ ล้ำหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 เพราะทำไว้ก่อน หากกฎหมายนี้ เกิดทีหลัง ก็จะไม่เป็นปัญหา

    ทั้งนี้ ถ้าเริ่มต้นจาก การทำให้ข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็น สิทธิของประชาชน ที่จะต้องรับรู้ ยกเว้นเหตุผล เฉพาะตามกฎหมาย และ การปฏิรูปสื่อ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าต้องมาตรวจสอบ บนกฎหมาย ที่คิดว่า เป็นนโยบาย ที่สำคัญ ที่ต้องผลักดันคือ กฎหมาย ในแง่ โครงสร้างสื่อของรัฐ คือ กฎหมายว่าด้วย วิทยุ และ โทรทัศน์ และ องค์กรกำกับ คือ กสทช. เพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2542-2543 มีปัญหามา ตั้งแต่ต้น

    เพราะ สื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ ไปพันกับ กิจการโทรคมนาคม มีความเห็นเป็น สองฝ่ายว่า เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่สำหรับตน เห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

    วันข้างหน้า มีความยากมาก ว่าจะดูเป็นสองเรื่อง ได้อย่างไร เช่น บริการข้อความสั้น ที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปเรื่องยาวๆ ให้สั้น เวลาอ่านแล้ว รู้สึก ตกใจ และ อันตรายมาก

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า องค์กรกำกับ เกิดได้ยาก จะเอา องค์กรไหน มากำกับ ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ตนก็ไม่เห็นกับ กระทรวงไอซีที เพราะไม่มี หลักประกัน จึงต้องหา ความพอดี ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ถ้าได้เร็ว เราก็ได้ กรรมการไม่ดี ถ้าจะได้คนดี มาเป็นกรรมการ ก็มีการร้องเรียน กันไปมา จึงได้ มอบโจทย์ให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาความพอดี และ อิสระ

    อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือ เกิดการร้องเรียน จนไม่มีกรรมการทำงานได้ ประการถัดมา ก็มีความเป็นห่วง เรื่องหลักประกัน ของสื่อบางประเภท เช่น สื่อชุมชน หรือ สื่อเชิงสาธารณะ ที่ผ่านมา กฎหมายของรัฐบาลก่อน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนเอาไว้ จึงควรจะมีสัดส่วน เพื่อเป็นหลักประกัน ในการ กระจายสื่อ บางเวลา ต้องมี สาระ สำหรับ ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น สื่อของใคร

    แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดว่าปล่อย ที่สุดคือ ประชาชน อาจจะไม่ได้มีโอกาสซึมซับบางเรื่อง เพราะประชาชนจะ หนีรายการ ที่มีสาระ แต่อะไร ที่เป็น เนื้อหาสาระ ก็ควรมี แต่ไม่ใช่มี สาระเพียงหนึ่ง หรือ สอง แล้วปล่อยให้เป็น เรื่องธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แนวทาง ที่จะสนับสนุน

    แต่สำหรับ สื่อของรัฐ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ไอทีวีเดิม เป็นทีวีเสรี แล้วเปลี่ยน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็น ทีวีสาธารณะ ช่อง 11 จึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องมาคิดกันว่า จะมีรูปแบบใด แต่ความจริง อยากเป็น รูปแบบสาธารณะ

    นาย�ภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตน�ยากเห็น กฎหมายคุ้มคร�ง ผู้ประก�บวิชาชีพสื่�

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ


    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ สำหรับราชการ หรือ รัฐ ต้องมี เพื่อการชี้แจง แต่ไม่ใช่นำไปใช้ประโยชน์ ในทางการเมือง

    แม้เส้นแบ่ง อาจจะยาก แต่โดยสำนึกแล้ว สามารถแบ่งได้ การทำงานคือ การอธิบายชี้แจงถึง มาตรการ ที่ได้ผลักดันออกไปว่า ทำด้วย อะไร ใช้เหตุผล อะไร ใช้เพื่อทำลายคู่แข่ง ในทางการเมือง ไม่ได้ ส่วนเวลา สำหรับฝ่ายค้าน ก็ควรมี แม้จะเป็น การเมืองมาก เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที ตรวจสอบ แต่อยากให้เป็น เชิงแลกเปลี่ยน ในมุมมอง ของนโยบาย ไม่ใช่ตอบโต้กัน ทางการเมือง เพราะสามารถใช้พื้นที่ การนำเสนอข่าว ได้ทุกวันอยู่แล้ว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็น กฎหมายคุ้มครอง ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่พบว่ากฎหมายเช่นนี้ มักจะถูกแปลงสาร ไปเป็น กฎหมาย ควบคุมสื่อ และ อยากทำงาน ร่วมกับ องค์กร วิชาชีพสื่อ อะไรที่คุ้มครอง คนทำงาน ที่ทำหน้าที่ ตรงไปตรงมา เมื่อเจอ อำนาจรัฐ อำนาจทุน รัฐ จะดูแล คุ้มครองเขา ได้อย่างไร ถือเป็นสัญญาณ ที่สำคัญ เพื่อให้ สื่อมีหลักประกัน ที่ดีมากขึ้น ในการเป็นอิสระ แต่รายละเอียด ไม่อยากให้ การเมืองเข้าไปยุ่ง มีการประเมิน เป็นระยะๆ ว่า บทบาทของสื่อ ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ เป็นไป ตามเป้าหมาย และ อุดมการณ์

    และ สำหรับข่าวโทรทัศน์ วันนี้ ที่มีการคุยข่าว ไปเรื่อยๆ เป็นอันตราย แม้ข้อดี คนจะได้ มีความเพลิดเพลิน แต่อันตรายของ การคุยข่าว คือ การชี้นำ เพราะไม่เหมือนกับ การอ่านข่าว หรือ ประกาศข่าว อย่างที่เราเห็นในอดีต

    “ถ้าคุย อย่างเดียวไม่มีข่าว ก็น่าเป็นห่วง เพราะมีการชี้นำ ตั้งแต่คำพูด ไปจนถึงสีหน้า ที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่อยากให้ รัฐเข้าไปยุ่ง องค์กรวิชาชีพ ควรเอาปัญหานี้ มาพูดคุยกัน ความพอดี และ มาตรฐาน ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกอย่าง เป็นไปด้วยดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในสภาวะความขัดแย้ง อย่างนี้ ตนเคารพ การทำหน้าที่ ของสื่อ แต่ เวลา และ สถานการณ์ ที่ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูง ต้องช่วยกันคิดกันทำว่า จะทำอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยไม่บิดเบือนความจริง ทำอย่างไม่ให้ตกเป็น เหยื่อของ คนที่มีวาระ ในเชิงการเมือง ซึ่งสื่อรู้ดีกว่า ถ้าสื่อเสนอข่าว แต่คนกัดหมา คนกัดหมา ก็จะเป็น เรื่องปกติ หมากัดคนไม่มี

    การช่วงชิงพื้นที่สื่อคือ ยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทางการเมือง ก็คือการทำให้ ผิดปกติมากที่สุด ถ้าสื่อเสนอ แต่ความไม่ปกติ นับวัน สังคม ก็จะเสพ แต่ความไม่ปกติ ของสังคม ประวัติการทำงาน 17 ปี ตนไม่เคยคุกคามสื่อ อาจจะตอบโต้ เวลาไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่ใช้น้อยมาก จะพยายาม รักษาแนวทางนี้ไว้ การถูกตำหน ิวิจารณ์ ต้องมีแน่นอน เพราะเข้าใจ ดีว่า โลกมี ความสลับซ้อน

    ช่วงท้าย ตัวแทนสื่อ ได้ถามคำถาม และ เสนอความคิดเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการ เครือ มติชน ได้สอบถามถึง การจัดสรร คลื่นความถี่ ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องดู ตามความเป็นจริงว่า จะจัดการอย่างไร โดยไม่เสียหลักการ หน่วยงานราชการ ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ คลื่นที่มีอยู่ ใช้เพื่อความมั่นคงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ เนื้อหาไม่ใช่ เหมือนกับ ส่วนราชการต่างๆ นำไป ครอบครอง มีความเป็นธุรกิจ มากขึ้น หากดึงกลับมา อยู่ในกรอบ จะมีการชดเชยให้อย่างไร เราไม่ต้องการเห็น ผลกระทบ ส่วนวิทยุชุมชน กฎหมาย ก็ยังมีความสับสน

    ด้าน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา อดีตผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยุ กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน จะมีความชัดเจน เรื่องคลื่นความถี่ หรือ ไม่ และ ต้องการให้ นายกฯ ไปดู คณะอนุกรรมการ จำนวน 22 คน ที่มีอำนาจ ในการจัดการ เรื่องเคเบิล ทีวีดาวเทียม รัฐบาล จะทำให้สำเร็จ หรือไม่

    สถานีเอ็นบีที และ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีการปฏิรูป อย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีแนวคิด ให้ยุบ เป็นเพียง หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ ของ รัฐ เท่านั้น โดย รัฐบาล สามารถปฏิรูปได้ โดยการออก พระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญัติ ได้ จึงอยากให้ตั้ง คณะกรรมการ และ ทำให้แล้วเสร็จ

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์
    13 มกราคม 2552 18:27 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003851


    พิมพ์ ข่าวนี้ นายกฯ พบสื่อเดินหน้าปฏิรูปช่อง 11

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    December 10, 2008

    วันที่ 10 ธันวาคม วันสิทธิมนุษยชน วันแห่งศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์


    บทวิเคราะห์ : วันสิทธิมนุษยชน
    ตอนที่ 1 วันแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


    วันที่ 10 ธันวาคมของ ทุกปี นอกจากจะเป็น วันรัฐธรรมนูญแล้ว ในระดับสากล สหประชาชาติ ได้กำหนดให้เป็น วันสิทธิมนุษยชนสากล ด้วย เพื่อสร้าง ความตระหนักและ พัฒนา ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ ที่ครบ 60 ปี ปฎิญญาสากล ว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ของ สหประชาชาติ และเป็นวันท ี่รัฐธรรมนูญของไทย ฉบับพุทธศักราช 2550 เดินหน้า มากว่า 1 ปีแล้ว


    นัยสำคัญแห่ง สิทธิมนุษยชน และพันธกิจ


    นางสุนีย์ ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ คำจำกัดความของคำว่า สิทธิมนุษยชน คือ


    การเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นคน
    เราต้องการให้ ใครทำอย่างไรกับเรา เคารพเราอย่างไร ปฎิบัติต่อเราอย่างไร
    เราก็จะต้องเคารพคนอื่น เช่นนั้นเหมือนกัน
    นี่คือความหมาย ที่มีนัยสำคัญ


    สำหรับประเทศไทย ได้ผูกพันเป็นสมาชิกของ สหประชาชาติ มีพันธะกรณี ที่ต้องช่วยกันรณรงค์ ส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน และยังมี การรับรอง ในรัฐธรรมนูญ ให้มี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีไม่กี่ประเทศ ที่มีคณะกรรมการ ที่เป็น องค์กรอิสระ


    สิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน


    ในสถานการณ์ที่ ประเทศไทยอยู่ในภาวะ ที่นอกเหนือจาก ความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ก็ยังประสบปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ที่รุมเร้า


    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ความสำคัญ ในการทำงานร่วมกับ องค์กรเครือข่าย กว่า 10 องค์กร เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ และ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ในครั้งนี้ ในฐานะที่เป็น ปัญหาร่วมชาติ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ ในประเทศขณะนี้ จะมีผลกระทบ กับ คนทำงาน โดยตรง


    ซึ่งหมายรวมถึง แรงงานที่อยู่ในโรงงาน แรงงานภาคเกษตร แรงงานอิสระ แรงงานที่ รับงานไปทำที่บ้าน หรือแม้แต่ อาชีพอิสระอย่าง คนขับแท็กซี่ ขณะเดียวกัน ก็หมายถึงแรงงานที่ กระจัดกระจาย อยู่ทั่วประเทศ ซึ่งถูกเรียกแตกต่างกันไป รวมถึงคนทำงาน ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่ เดือดร้อน มากที่สุด คือ ลูกจ้างภาครัฐ ซึ่งไม่ค่อยมีสวัสดิการเท่าที่ควร


    แนวคิดในแง่ของ สิทธิมนุษยชน คนวัยทำงาน คือหัวใจหลัก ที่จะช่วยทำให้ สังคมไทยก้าวรุดหน้าไปได้ ดังนั้น กลุ่มคนเหล่านี้ ต้องมีงานทำ มีความมั่นคง ในหน้าที่การงาน มีระบบสวัสดิการประกันสังคม และดูแลไม่ให้เกิดปัญหา เมื่อเขาว่างงาน


    แต่ขณะนี้กฎหมายแรงงานของไทย ยังดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งมักมุ่งเน้นไปเฉพาะ กลุ่มแรงงานที่อยู่ใน ระบบอุตสาหกรรม เป็นหลัก คนทำงาน จำนวนมาก รวมทั้ง ลูกจ้างภาครัฐ ยังไม่สามารถเข้าถึง ระบบประกันสังคม หรือสวัสดิการอื่น อย่างครบถ้วน นับเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องช่วยกัน สร้างระบบนี้ ขึ้นให้ได้ และ


    ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุก โดยเตรียมรับมือกับ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ที่ส่งผลให้ แรงงานเปลี่ยนกลุ่ม เช่น คนตกงาน อาจกลับไปสู่อาชีพอิสระ หรือ กระทั่งกลับไปสู่ ชนบท ก็ต้องย้อนกลับไป ดูแลภาคชนบท และ ภาคแรงงานอิสระ หรือ ลูกจ้างภาครัฐ อาจต้องดูแล กลุ่มอาชีพอิสระ รายย่อย ให้สามารถเข้าถึง กองทุนที่ช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งหา ตลาดรองรับ เชื่อมั่นว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ แรงงานในระบบ ก็จะกลับย้อนไปสู่ กลุ่มอาชีพอิสระ และสู่ภาคเกษตรมากขึ้น


    สิทธิมนุษยชนด้าน สิ่งแวดล้อมและชุมชน


    ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก กรณีผลกระทบจาก โครงการขนาดใหญ่ ที่อาจมีกลุ่มที่คิดว่า การสร้าง โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะช่วยให้ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้


    แต่ขณะเดียวกัน ก็ลืมทบทวนถึง ผลกระทบ ที่จะเกิดตามมา รวมทั้งได้ละเมิด สิทธิชุมชน ซึ่งมีความหมายสำคัญมาก นั่นก็คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน ทั้งปัญหาที่ดิน การเวนคืน สิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง ต้องปฎิบัติ ตาม รัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิประชาชน ในการรับรู้ข้อมูล และมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ อย่างเข้มงวด และถือเป็น เรื่องสำคัญ เพราะหากยัง ดึงดันเดินหน้าต่อ


    สุดท้าย ก็จะส่งผลย้อนกลับมาให้ รัฐต้องแก้ปัญหาเอง โดยต้องใช้เงินภาษีประชาชน ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รวมทั้งปัญหา การชุมนุมประท้วงต่างๆ ที่มีให้เห็น เป็นประจำ


    สิทธิมนุษยชนด้านการเมือง


    ต้องยอมรับว่า สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน นอกจากการต้องมี ปัจจัย 4 เพื่อดำรงชีวิตแล้ว ยังต้องมี พื้นฐานศักยภาพ ทางการเมือง ขณะนี้ สังคมไทย มีความขัดแย้ง เพราะมีความเห็นแตกต่าง ทางการเมือง


    ดังนั้นพี่น้องคนไทย ต้องใจกว้างต่อกันคือ เคารพความเห็นแตกต่าง และนำมาสู่ การปรึกษาหารือ แก้ไขปัญหาด้วยกัน ทุกคนทุกฝ่าย เพราะว่า ขณะนี้ ถือเป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะต้องช่วยกัน ฝ่าฟัน ซึ่งความเชื่อมั่น ทางการเมือง ที่ต่างกัน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่มีเสรีภาพ ทางความคิด


    ขณะเดียวกัน ก็ต้องใจกว้าง เคารพว่านี่คือ เสรีภาพทางการเมือง และการจะตัดสินใจ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ก็ต้องคำนึงเสมอว่า อะไรคือ ผลประโยชน์หลัก ของส่วนรวม โดยไม่ละเมิดสิทธิของ บุคคลทั่วไปด้วย


    ส่วนเหตุการณ์ การชุมนุมที่ สนามบินของ กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา แน่นอนว่า ไทยถูกวิจารณ์อย่างมาก แต่ขณะนี้ เหตุการณ์ได้คลี่คลายแล้ว รัฐควรใช้โอกาสนี้ เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ ที่ดีกลับคืนมาโดยเร็ว เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ยังรอคอย สถานการณ์การเมืองไทยสงบ และพวกเขา พร้อมจะกลับมา ชื่นชม เสน่ห์ของเมืองไทย อีกครั้ง


    สถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย


    ในรอบ 7 ปี ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่อง ร้องเรียน ประมาณ 5,000 เรื่อง โดยเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน สูงสุด ค่อนข้างเกี่ยวข้อง กับ กระบวนการยุติธรรม การถูกทำร้ายทุบตี การถูกจับกุม อย่างไม่เป็นธรรม คิดเป็น ร้อยละ ประมาณ 30- 40


    รองลงไปคือเรื่องการแย่งชิง ฐานทรัพยากรทั้งจาก กลุ่มทุนและ จากนโยบายของรัฐ ซึ่งอาจเป็น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ในเชิงชุมชน มีประมาณ ร้อยละ 10 ซึ่งแม้ว่า จะมีอัตราส่วนที่น้อย แต่ส่งผลกระทบ ต่อผู้คนจำนวนมาก เพราะว่า แต่ละชุมชน ไม่ว่า ป่า หรือนิคมอุตสาหกรรม แต่ละที่ ก็จะมี เป็นร้อย เป็นพันครอบครัว


    โดยเฉพาะปัญหาที่ดิน ที่ทุกวันนี้ มีคนจำนวนมาก ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วโครงการของรัฐ แม้แต่ การประกาศเขตป่า เขตทหาร ที่ไปครอบทับ พื้นที่ราษฎร มากมายแล้วยัง ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นเรื่องใหญ่ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ให้ความสำคัญ ที่จะช่วยเร่งแก้ไขโดยเร็ว


    นอกจากนี้ ยังมีปัญหา สิทธิแรงงาน ที่ได้รับร้องเรียน ประมาณ 300 กว่าเรื่อง และเรื่องสิทธิของ กลุ่มคนต่างๆ เช่น
    สิทธิคนพิการ
    สิทธิ ความหลากหลาย ทางเพศ
    สิทธิผู้ป่วย
    รวมทั้ง สิทธิคนไร้สัญชาติ และ
    สิทธิแรงงาน ทั้งคนไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ หรือ
    คนงานข้ามชาติ ที่เข้ามาทำงานในไทย เป็นต้น


    คำว่าสิทธิมนุษยชน แท้จริง คือการเอาใจเขามาใส่เรา นึกถึงความเดือดร้อน ของผู้อื่น ดังนั้น หากทุกคน เริ่มต้นเคารพสิทธิ ซึ่งกันและกัน เชื่อว่า คนไทย จะฝ่าวิกฤต ความขัดแย้งทางการเมือง หรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th วันที่ข่าว 10 ธันวาคม 2551 เลขที่ข่าว 255112100099
    ผู้สื่อข่าว : ชุติมา สุขวาสนะ Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทวิเคราะห์ : วันสิทธิมนุษยชน ตอนที่ 1

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    November 21, 2008

    บทพิสูจน์ อารยะขัดขืนสูงสุด – “สุริยะใส” ดักทรราช อย่าริปราบ ปชช.


    “พันธมิตรฯ” ย้ำศึก 23 พ.ย. บทพิสูจน์ อารยะขัดขืนสูงสุด –
    ดักทรราช อย่าริปราบ ปชช.

    นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่�ประชาธิปไตย

    นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

    “สุริยะใส” มั่นใจ ชุมนุมใหญ่ 23 พ.ย.นี้ ประชาชน ล้นหลามแน่ ดักคอรัฐบาล อย่าริใช้ความรุนแรง ปราบปรามประชาชนแล้ว โยนขี้ มือที่ 3 เหมือนที่เคยทำ ส่วนจะดาวกระจายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ชี้สงครามเที่ยวนี้คือ อารยะขัดขืนขั้นสูงสุด และเป็นบทพิสูจน์ พันธมิตรฯ ว่า ตลอด 180 วัน ที่ผ่านมาของจริง หรือไม่

    วันนี้ (21 พ.ย.) ที่เวทีพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 18.30น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน พันธมิตรฯ แถลงถึง การเตรียมความพร้อม ในการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย. นี้ว่า ตามกำหนดการนั้น เราได้นัดหมายในเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่า ประชาชนจะมาอย่างล้นทำเนียบ แน่นอน จนอาจต้องใช้พื้นที่ ถนนราชดำเนิน สี่แยกมิสกวัน หรือแยกสนามม้านางเลิ้ง ดังนั้น ประชาชน ที่ต้องใช้เส้นทาง ดังกล่าว จึงอยากขอให้ หลีกเลี่ยงเส้นทาง


    “คาดว่าประชาชน ที่จะมาในครั้งนี้ คงจะไม่น้อยกว่า การประกาศสงคราม 9 ทัพ ที่ผ่านมา และมั่นใจ ว่าจะมากกว่า 3 แสนคน ทั้งนี้ เพราะเรา ได้ทิ้งช่วง การเป่านกหวีดไป เกือบ 2 เดือนแล้ว จุดนี้ จะทำให้ ประชาชนฮึกเหิม รวมถึง การที่แกนนำระบุว่า ครั้งนี้จะเป็น แบบม้วนเดียวจบ ทำให้ประชาชนตัดสินใจมาร่วมชุมนุมกับเรา แต่จะอยู่กี่วัน จะจบตรงไหน คงจะต้องออกแบบกันอีกที” นายสุริยะใส กล่าว และว่า ขอวิงวอน สื่อมวลชน กับตำรวจว่า เราคงไม่ได้ จะไปทุบตีใคร แต่เป็น สงคราม เพื่อพิทักษ์รักษา ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


    ทั้งนี้ นายสุริยะใส ระบุว่า ไม่รู้สึกห่วงเรื่อง มือที่ 3 เพราะได้สืบค้นจากอดีตว่า เมื่อตุลาทมิฬ มือที่สาม ก็เป็นพวกที่เกี่ยวกับ อำนาจรัฐ ทั้งสิ้น ครั้งนี้ ก็เช่นกัน อย่าพยายามโน้มน้าว ให้คนเชื่อว่า ความรุนแรงเกิดจาก มือที่ 3 เป็นเพราะรัฐบาลเอง เสียมากกว่า ส่วนเรื่องที่จะตามปิดที่อื่นหรือไม่นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีโปรแกรม แต่ถ้าหากมีการยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ค่อยว่ากันอีกที


    ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า จะต้องมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสุริยะใส กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ ของเรา คือหยุดการใช้อำนาจรัฐ เมื่อรัฐหมดความชอบธรรม เราก็มีความชอบธรรม ในการขัดขวาง การใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ตำรวจอ้างว่า ไม่มีการสลายชุมนุมนั้น เราจะไม่ประมาท และที่ตำรวจ ได้ห้ามปิดทาง เข้าออกสภานั้น เราไม่ได้บอกว่า จะปิดและ ก็เห็นว่า มีการห้ามทุกครั้ง ซึ่งเมื่อถึง วันนั้นค่อยมาว่ากัน ตามสถานการณ์จริง


    นอกจากนั้น นายสุริยะใส ยังกล่าวถึง เหตุระเบิดในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) ว่า ตนไม่รู้ว่า จะเป็นลูกสุดท้าย หรือไม่

    “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนจงใจลาก พันธมิตรฯ เข้าสู่สงคราม ทั้งที่เราไม่ปรารถนา เราได้โหยหา ความสมานฉันท์ มาตลอด ดังนั้น กลุ่มสานเสวนา ต้องกลับไปคิดได้แล้ว ว่า ความรุนแรงทั้งหลาย ไม่ได้เกิดจาก พันธมิตรเลย ดังนั้น วันที่ 23 พ.ย. นี้จะเป็น แบบม้วนเดียวจบ แต่จะยาวไปถึง 2-3 วันหรือไม่ แล้วแต่สถานการณ์” นายสุริยะใส กล่าว


    เมื่อถามว่า เมื่อถูกมองว่า เป็นการลากเข้าสู่สงคราม ทำไมต้องเดินตามเกม ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ กล่าวว่า พันธมิตรฯ เหมือน หัวหมู่ทะลวงฟัน มีคนหลายกลุ่ม ที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหว ของพันธมิตรฯ แม้แต่กองทัพเอง ก็ไม่มีการล้วงลูก หรือแม้แต่ศาลเอง อย่างกรณี คดีที่ดินรัชดาฯ คำตัดสิน อาจจะไม่ใช่ 5 ต่อ 4 ก็ได้ แต่อาจเป็น 6 ต่อ 3 ถ้าไม่มีการกดดัน ของพันธมิตรฯ ตรงนี้เป็นเหตุผลของอีกฝ่าย ที่พยายามสร้าง สถานการณ์ โจมตีเรา ที่เวลานี้ทุกฝ่าย ประเมินสถานการณ์ว่า จะไปจบที่ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่กลับมาเกิดระเบิด ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็น การลาก พันธมิตรฯ เข้าสู่ สงคราม


    อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใส ยืนยันว่าจะไม่มี คนเจ็บเพิ่มอีก และรัฐบาลเอง ต้องคิดเองว่า หากมีการประชุมสภา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเผชิญหน้า จะเกิดขึ้น แต่ถ้าหากมีการย้ายไปที่ไหนทาง พันธมิตรฯ จะตัดสินใจ อีกครั้งหนึ่ง


    เมื่อถามว่า การชุมนุมใหญ่ ครั้งนี้จะได้ชันชนะหรือไม่ นายสุริยะใส กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าจะชนะ ส่วนปัจจัย ที่จะได้รับชัยชนะนั้น การต่อสู้เเบบ ม้วนเดียวจบ อาจไม่ใช่วันเดียวจบ และ รัฐบาลมีทางออก หลายทาง เช่น ยุบสภา หรือ ลาออก และในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ การวัด ฝ่ายตรงข้าม แต่เป็น การวัดตัวเราเอง ด้วย ว่า 180 วัน ที่ผ่านมา เป็นของจริงหรือไม่ และถ้าหากคนมาน้อยกว่าเดิม ก็คงต้องรับสภาพว่า เราทำได้แค่นี้ แต่ตนก็ยังมั่นใจว่า ยังไง ก็ต้องชนะ


    ส่วนสงคราม จะถูกปิดเกม ด้วยทหารหรือไม่นั้น นายสุริยะใส ปฏิเสธว่า ไม่ทราบ ซึ่งต้องแล้วแต่สถานการณ์ ออกได้ทุกทาง พร้อมทั้งย้ำ จุดยืนพันธมิตรฯ ว่า ไม่ใช่ ต้องการให้เกิดรัฐประหาร


    “ตอนนี้ อารมณ์ของมวลชนขณะนี้ เหมือน ทุบหม้อข้าวมา เหมือนยุทธการของ พระเจ้าตาก แต่ไม่ใช่พระเจ้าตาก ที่สนามหลวง แต่ในวันที่ 23 นี้ เป็นอารยะขัดขืน ขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นการยกระดับ จากการชุมนุมใหญ่ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้ อย่างถึงที่สุด” นายสุริยะใส ระบุ

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2551 20:22 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000138256


    พิมพ์ ข่าวนี้ “พันธมิตรฯ” ย้ำศึก 23 พ.ย. บทพิสูจน์อารยะขัดขืนสูงสุด – ดักทรราชอย่าริปราบ ปชช.

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    November 20, 2008

    “น้องคุกกี้” ลูกสาว “เจนกิจ” น้ำตานอง เชื่อฝีมือ รบ.ลั่นขอดูแลแม่-น้อง ต่อสู้เพื่อพ่อ

    5510000148143011


    “น้องคุกกี้” ลูกสาว “เจนกิจ” น้ำตานอง เชื่อฝีมือ รบ.
    ลั่นขอดูแล แม่-น้อง ต่อสู้เพื่อพ่อ



    ญาติ “เจนกิจ” วีรชนพันธมิตรฯ อาลัยน้ำตานอง รับศพจาก รพ.รามาธิบดี แล้ว “น้องคุกกี้” ลูกสาว 11 ขวบ เชื่อบึ้มทำเนียบ ฝีมือรัฐบาล เรียกร้องความเป็นธรรม หน้า บช.น. ย้ำให้พันธมิตรฯ สู้ต่อไป จะตั้งใจทำดี ไม่ดื้อไม่ซน ดูแล แม่และน้อง ต่อสู้เพื่อพ่อ ขณะที่ศพวีรชนคนกล้า บำเพ็ญกุศล ที่ศาลา 3 วัดมกุฏกษัตริยาราม ในเวลา 17.00 น.วันนี้


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. แกนนำกองทัพธรรม ได้เดินทางมาที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อรับศพ นายเจนกิจ กลัดสาคร ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ระเบิด ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการทำพิธีทางศาสนา ก่อนนำศพบรรจุในโรงไม้สีดำ หลังจากนั้น เคลื่อนย้ายศพไปยัง รถตู้เลขทะเบียน ร 1325 นนทบุรี โดยมี ด.ญ.ลิปิการ์ กลัดสาคร บุตรสาวผู้เสียชีวิต เป็นผู้ถือ กระถางธูป นำหน้าศพ ก่อนเคลื่อนออกไป ท่ามกลางน้ำตานองหน้า และบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า


    ทั้งนี้ ด.ญ.ลิปิการ์ กลัดสาคร (น้องคุกกี้) อายุ 11 ปี บุตรสาว นายเจนกิจ กลัดสาคร ให้สัมภาษณ์ก่อนที่ จะรับศพออกจาก โรงพยาบาล ว่า ได้ทราบข่าวการเสียชีวิต ของพ่อเมื่อเวลา 07.00 น. โดยแม่โทรศัพท์มาหา แต่ไม่ได้บอกอะไรมาก เพียงแค่ให้เตรียมเสื้อไปให้พ่อ และบอกว่า พ่อไปสบายแล้ว จึงถามแม่ว่า พ่อตายหรือ แม่ตอบกลับมาว่าใช่ หลังจากนั้น ก็วางสาย และหันไปบอกยาย ยายร้องไห้ เสียใจ และบอกว่า สงสารตนเองและน้อง ที่ต้องสูญเสียพ่อไป หนูก็เสียใจ แต่ก็ไปเตรียมเสื้อผ้าให้พ่อ โดยเป็น ชุดคาวบอย เพราะว่า พ่อชอบ เรื่องเกี่ยวกับ คาวบอย มาก ซึ่งก่อนหน้านี้ พ่อย้ำเสมอว่า หากเสียชีวิตให้นำชุด คาวบอย มาใส่ให้ อีกทั้งให้สังเกต โทรทัศน์ ที่บ้าน ซึ่งปกติ เปิดดูรายการอยู่เสมอ แต่หากไม่สามารถ เปิดชมได้ตามปกติ แสดงว่า พ่อมาหา ให้จุดธูปและ นำข้าวมาให้พ่อด้วย


    “เสียใจและรู้สึกใจหายกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เคยกลัว และจะสู้ เพื่อพ่อต่อไป ซึ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตั้งใจจะทำความดี ไม่ดื้อ ไม่ซน และจะช่วยดูแล ครอบครัว แทนพ่อ ตามที่แม่เคยบอก จึงอยากเรียกร้อง ให้ฝ่ายที่ทำ แสดงความรับผิดชอบ ซึ่งหนูคิดว่า รัฐบาลเป็นคนทำ เพราะที่ผ่านมา มีการยิง แก๊สน้ำตา วางระเบิดใส่ ผู้ชุมนุม และแม่เล่าให้ฟัง ว่า วันที่เกิดเหตุ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบางราย แสดงสีหน้า สมน้ำหน้า ต่อจากนี้ อยากให้พันธมิตรฯ สู้ต่อไป แต่หนูคงจะไม่ไป ร่วมชุมนุม กับพันธมิตรฯ ได้ เพราะยังเป็นเด็ก และเพราะพ่อบอกไม่ให้ไป เพราะเป็นห่วง ความปลอดภัย มีแต่ความลำบาก ซึ่งหนูเคยขอ จะไปด้วย หลายครั้ง เพราะปกติพ่อและแม่ จะมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ กับเพื่อนๆ แต่พ่อ ก็จะไม่อนุญาต ให้มาด้วย” ด.ญ.ลิปิการ์ กล่าว


    ด.ญ.ลิปิการ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้คนดีๆ มาเป็น นายกรัฐมนตรี แทน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เป็นคนไม่ดี เพราะได้เห็นคลิปที่นายกฯ พา ผู้หญิง เข้าโรงแรมม่านรูด และพาไปซื้อตู้เย็น ซึ่งผู้นำ ที่ดีจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เห็นแก่เงิน ไม่ขายชาติ ทั้งนี้ เวลา 15.00 น. จะนำศพ พ่อออกจากโรงพยาบาล และจะเคลื่อนศพ ไปหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากนั้น จะไปตั้งศพ บำเพ็ญกุศลที่ ศาลา 3 วัดมกุฏกษัตริยารามในเวลา 17.00 น. ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ ได้ติดต่อ ให้ความช่วยเหลือ มาเป็นระยะ และจะจัดการเกี่ยวกับ พิธีบำเพ็ญกุศล ทั้งหมด โดยให้กองทัพธรรม เป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งหมด


    ขณะที่ นายเด่น แผ่นศิลา อายุ 37 ปี เพื่อน นายเจนกิจ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ กล่าวว่า ตนกับ นายเจนกิจ มาจากสัตหีบ กับกลุ่มเพื่อน เพื่อร่วม ชุมนุม กับพันธมิตรฯ หลายครั้ง ซึ่งขณะเกิดเหตุ นายเจนกิจ นอนอยู่ จากนั้นได้ยินเสียงระเบิด เมื่อหันมาก็เห็น นายเจนกิจ มีบาดแผล ที่บริเวณคอ นางปิญชาน์ สุขภูตานันท์ ภรรยา นายเจนกิจ และตน จึงช่วยกันห้ามเลือด โดย นายเจนกิจ ยังมีสติดีอยู่ และกล่าวว่า “ทำกันอย่างนี้เลย เล่นแรง จริงๆ” จากนั้นก็นำส่ง โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด


    นายเด่น กล่าวด้วยว่า บริเวณจุดที่มีการระเบิด ห่างจากจุดที่ นายเจนกิจ นอนอยู่ราว 5 เมตรกว่า ถ้าตนนอนอยู่ ก็คงถูกสะเก็ดระเบิด ด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ คงระบุเจาะจงไม่ได้ว่า ใครเป็นคนทำ ตนไม่คาดหวังกับ กระบวนการสอบสวน เพราะเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ผลการ สอบสวน ก็ยังไม่ปรากฏ จนถึงวันนี้ ก็มีผู้เสียชีวิตเป็น รายที่ 3 แล้ว ก็ไม่รู้ว่าผลสอบสวน จะเป็นอย่างไร

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2551 16:14 น.
    http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000137640


    พิมพ์ ข่าวนี้ “น้องคุกกี้” ลูกสาว “เจนกิจ” น้ำตานอง เชื่อฝีมือ รบ.ลั่นขอดูแลแม่-น้อง ต่อสู้เพื่อพ่อ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    รัฐปล่อยให้ บึ้ม ใส่เต็นท์ “พันธมิตรฯ” ตาย 1 บาดเจ็บ 23 ราย

    5510000148143011


    “สัตว์นรก” เลวชาติชั่ว! ยิงบึ้มใส่ “พันธมิตรฯ”
    เสียชีวิต – บาดเจ็บสาหัส อื้อ!!




    “สัตว์นรก” จองเวรไม่เลิก โชว์สันดานสุดชั่วยิง “ระเบิด” ใส่ “พันธมิตรฯ” ที่ชุมนุมอย่างสงบ-อหิงสา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย และบาดเจ็บหลายราย เบื้องต้น “การ์ดพันธมิตรฯ” ส่งตัวผู้บาดเจ็บไปรักษายังโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว


    วันนี้ (20 พ.ย.) รายงานข่าวแจ้งจาก เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 03.25 น. ได้เกิดเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบยิงระเบิด จำนวน 1 ลูก เข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ภายในทำเนียบฯ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งเบื้องต้น การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ได้ส่งตัวผู้บาดเจ็บไปรักษายัง โรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว


    รายต่อมา เมื่อเวลา 04.35 น. รายงานข่าวแจ้งจาก โรงพยาบาลรามาธิบดีว่า สำหรับผู้บาดเจ็บ ที่ถูกนำตัวส่งไปยัง รพ.รามาฯ มีทั้งสิ้น 4 ราย โดย พญ.รพีพร โรจน์แสงเรือง แพทย์ผู้ทำการรักษา เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 ราย โดยบาดเจ็บสาหัส 1 ราย คือ นายเจนจิต กลัดสาคร อายุ 48 ปี ซึ่งโดนสะเก็ดระเบิด ที่บริเวณลำคอ ทำให้หัวใจหยุดเต้น ขณะนี้แพทย์กำลังช่วยกันปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แล้ว


    รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ทีมแพทย์พยายามปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยเหลือชีวิต นายเจนจิต อย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ นายเจนจิต ทนพิษ บาดแผลที่เกิดจาก สะเก็ดระเบิดไม่ไหว ทำให้เสียชีวิต ในเวลาต่อมา


    นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ นายยุทธชัย ลือพักตร์ โดนสะเก็ดระเบิดฝังใน ที่บริเวณลำคอ ซึ่งต้องรอการผ่าตัด เพื่อช่วยเหลือชีวิต อย่างเร่งด่วนอีกเช่นกัน ส่วนผู้บาดเจ็บ ซึ่งโดนสะเก็ดระเบิดอีก 2 ราย ประกอบด้วย นางวรรณี รัตนพรรณ และ นางบุศย์รินทร์ กวีพราหมณ์ ซึ่งถูก สะเก็ดระเบิดที่บริเวณต้นขา โดยขณะนี้ อยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งรักษาอาการบาดเจ็บ เบื้องต้น ให้อย่างเร่งด่วนแล้ว


    รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะนี้ผู้บาดเจ็บอีกจำนวนนับสิบราย ได้ถูกส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บที่ รพ.พระมงกุฎ และ รพ.วชิระพยาบาล อีกจำนวนหนึ่ง

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
    20 พฤศจิกายน 2551 05:43 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000137331


    พิมพ์ ข่าวนี้ “สัตว์นรก”เลวชาติชั่ว! ยิงบึ้มใส่ “พันธมิตรฯ” เสียชีวิต – บาดเจ็บสาหัส อื้อ!!


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    October 26, 2008

    จนป่านนี้คุณยังอยู่ดี ..และ ยังไม่ขอโทษ ประชาชน – ชีวิตรื่นรมย์ – กนก จมูกมด


    จนป่านนี้คุณยังอยู่ดี..และยังไม่ขอโทษ ประชาชน


    35 ปีแล้ว หลังเหตุการณ์ ตุลามหาวิปโยค “น้องโบว์ อังคณา” รวมทั้งผู้บาดเจ็บ อีกหลายคน ยังไม่เกิด ด้วยซ้ำ วันเวลาผ่านมานาน จนไม่น่าเชื่อ ว่า ยังจะมี เหตุการณ์ทำร้าย “ประชาชน” อย่างเหี้ยมโหด อยู่อีก


    หลายคนชอบพูดว่า เดือนตุลา มีอาถรรพ์ ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับ อาถรรพ์อะไรเลย นอกจาก เชื้อเผด็จการ มันสืบทอดต่อกันมา เชื้อร้ายนี้ อาศัย ร่างกายนักการเมือง บางก๊วน เป็นพาหะ ร้อยทั้งร้อย เป็นนักการเมือง ซีกรัฐบาลและ พรรคร่วมฯ คนที่บอกว่า “เหตุการณ์หน้าสภา เป็นไป อย่างละมุนละม่อม ท่านนายกฯ ไม่ต้องยุบสภา เดินหน้าตั้ง สสร.3 ต่อไป” สิ่งมีชีวิตพวกนี้แหละที่ติดเชื้อตัวนี้


    เหตุการณ์ทางหน้าจอ ระหว่าง 7 ตุลา กับ 14 ตุลา นั้นแตกต่างกัน สมัยก่อน ใครไม่อยู่ที่ ถนนราชดำเนิน .. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็จะไม่เห็นฉาก ความโหดร้าย เมื่อลูกกระสุน พุ่งมารอบทิศ แม้กระทั่ง ยิงมาจากบนฟ้า แต่เมื่อ วันที่ 7 ตุลา กล้องทีวีได้ ถ่ายทอดภาพหฤโหด ให้เห็นกันจะจะ หลายคน น้ำตาไหลหน้าจอ ไม่อยากเชื่อว่า “รัฐ” จะ ใจทมิฬ ถึงเพียงนี้
    ปกวารสาร �มธ.ฉบับพิเศษ 14 ตุลาคม 2516

    ปกวารสาร อมธ.ฉบับพิเศษ 14 ตุลาคม 2516



    พวกคุณ ไม่แจ้งเตือน ไม่ให้โอกาส ผู้หญิงและ คนมีอายุได้รู้ล่วงหน้าว่า คุณกำลัง จะยิงแก๊สน้ำตา ที่มีอานุภาพเป็น ระเบิดสังหาร ข้อนี้คุณอย่าได้ โต้แย้งเลยว่า คุณแจ้งเตือนแล้ว เพราะนักข่าวหลายช่อง ที่เขากำลังหาสถานที่ รายงานสดอยู่นั้น ยังสะดุ้งโหยง เมื่อระเบิดแก๊สน้ำตา ชุดแรก (ไม่รู้กี่สิบลูก) หล่นมาตูม! ข้างตัว วิ่งหนีเข้า รถถ่ายทอดสด ก็ยังหล่น มาระเบิดข้างรถ อันนี้บ่งบอกว่า พวกคุณยิงมั่ว และยิงเยอะ จนพุ่งไป เกลื่อนกลาด


    นักข่าว จส.100 เข้าไปใน กลุ่มผู้ชุมนุม กำลังรายงานสด คุณก็ยิงเข้ากลางหลัง ตอนนี้ก็ยังอยู่ในห้องไอซียู นักข่าวคนอื่นๆ วิ่งหลบมาอยู่ หลังพวกคุณ ที่มีหน้าที่ยิง ซึ่งเป็นจุด ที่ปลอดภัยที่สุด (ถ้าวิ่งกันมาถึงนะ) แล้วเขาก็ได้ยิน “ยิงแม่งเลย ยิงให้โดนหน้าแม่งเลย!”


    ภาพทางโทรทัศน์ มันร้ายกาจ และส่งผลเสียให้คนดู รวมถึงเด็กๆ ที่ปิดเทอม ตัวผมเองรู้สึกหมดกำลังใจ หมดอารมณ์จะทำทุกๆสิ่ง หมดเรี่ยวแรง ถามตัวเอง ในสิ่งที่มักพูดเสมอว่า “เราโชคดีแล้ว ที่เกิดมาอยู่ในประเทศนี้” ผมยังคิดแบบนี้ อยู่หรือเปล่า ถ้าประเทศนี้ มีตำรวจ ..มีนายกฯ ..มีรัฐบาล และมีพรรคร่วมฯ อย่าง วันที่ 7 ตุลาคม


    เช้าวันที่ 8 เห็นภาพข่าวหนังสือพิมพ์แล้ว ยิ่งตอกย้ำ ได้ยินการแถลงข่าว ของตำรวจแล้ว ผมช็อกไปเลย “ผู้บาดเจ็บสาหัสนั้น เกิดจากการชุลมุน วิ่งหนีกัน ชนหกล้ม และเหยียบกันเอง มากกว่า..”


    “สำหรับ การเสียชีวิต ของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ น่าจะเกิดจาก การหนีบระเบิด หรือมีระเบิด อยู่ในกระเป๋าสะพาย ที่หนีบมา!”
    Thai Queen Sirikit, right, looks on as Princess Chulabhorn lays cremate flowers under the coffin of Angkana Radubpanya-avut, an anti-government woman protester who was killed in last week's violence, during the cremation ceremony at a Buddhist temple in Nonthaburi province, Thailand, Monday, Oct. 13, 2008. Anti-government protesters have demanded that Prime Minister Somchai Wongsawat resign to take responsibility for violent clashes last Tuesday between protesters and riot police that killed three people and wounded nearly 500 protesters. It was the worst political violence in Thailand in over a decade.Photo from AP Photo

    Thai Queen Sirikit, right, looks on as Princess Chulabhorn lays cremate flowers under the coffin of Angkana Radubpanya-avut, an anti-government woman protester who was killed in last week's violence, during the cremation ceremony at a Buddhist temple in Nonthaburi province, Thailand, Monday, Oct. 13, 2008. Anti-government protesters have demanded that Prime Minister Somchai Wongsawat resign to take responsibility for violent clashes last Tuesday between protesters and riot police that killed three people and wounded nearly 500 protesters. It was the worst political violence in Thailand in over a decade.Photo from AP Photo



    เวลาประมาณ 5 นาฬิกาเศษ ข้าฯ ไปที่ประตูก็ได้พบ ร.ต.ท.วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล...และพบ พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค และร.ต.ท.�ลงกรณ์ เ�ี่ยมคำ ....เมื่�พบกับคนทั้ง 3 คนนั้น เนื่�งจากได้ยินว่าประชาชนเป็นเดื�ดเป็นแค้นมาก จึงได้ปรึกษากันว่าจะทำ�ย่างไรดี ขณะนั้นเสียงเครื่�งขยายเสียงที่ติด�ยู่ที่มุมห�ประชุมได้ขยายเสียงดัง��กมาว่า ข�ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกันประชาชน�ย่าให้เข้าไปในมหาวิทยาลัย พวกเขาต้�งการต่�สู้�ย่างสันติ พวกเขาเป็นปัญญาชน �ย่าให้คนไทยกับคนไทยฆ่าฟันกันเ�ง ขณะนี้เราควรสมานสามัคคีกัน มี�ะไรควรส่งตัวแทนมาเจรจา เมื่�ตกลงก็ได้ยินเสียงสั่งข�งนิสิตนักศึกษาจากลำโพงดังกล่าวทำให้หยุดยิง ข้าฯ ก็ปรึกษากันแล้วตัดสินใจว่าจะเข้าไปในมหาวิทยาลัยเพื่�เข้าไปเจรจา....จึงได้ไปยืมธงชาติจากประชาชนมา 1 ธง ขณะนั้นเป็นเวลา 6 นาฬิกาเศษ สว่างแล้ว จึงได้ถื�ธงวิ่งไปที่รั้วซึ่ง�ยู่ต่�จากประตู รั้วดังกล่าวได้ถูกประชาชนรื้�พังไว้ก่�นแล้ว... วิ่งเข้าไปบ้างหม�บเข้าไปบ้าง จนลึกเข้าไปจากรั้วประมาณ 50 เมตรไปนั่งชันเข่า�ยู่.... ขณะที่ข้าฯ นั่ง�ยู่นั้นมีเสียงปืนดัง��กมาจากตึกนิติศาสตร์ ..... ข้ารู้สึกตัวว่ากระสุนที่ยิงมา มาถูกมื�ซ้ายข�งข้าฯ ข้างที่ถื�ธง�ยู่...

    แต่ในส่วนของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อยตำรวจโท อารีย์ มนตรีวัตร ได้ให้การต่อศาลว่า: เวลาประมาณ 5 นาฬิกาเศษ ข้าฯ ไปที่ประตูก็ได้พบ ร.ต.ท. วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล... และพบ พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค และ ร.ต.ท. อลงกรณ์ เอี่ยมคำ เมื่อพบกับ คนทั้ง 3 คนนั้น เนื่องจากได้ยินว่า ประชาชนเป็นเดือดเป็นแค้นมาก จึงได้ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดี ขณะนั้น เสียงเครื่องขยายเสียง ที่ติดอยู่ที่ มุมหอประชุมได้ ขยายเสียงดังออกมาว่า ขอให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กันประชาชน อย่าให้เข้าไป ในมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องการ ต่อสู้อย่างสันติ พวกเขาเป็นปัญญาชน อย่าให้ คนไทยกับคนไทย ฆ่าฟันกันเอง ขณะนี้ เราควร สมานสามัคคีกัน มีอะไรควรส่ง ตัวแทนมาเจรจา เมื่อตกลงก็ได้ยินเสียงสั่ง ของนิสิตนักศึกษา จากลำโพงดังกล่าว ทำให้หยุดยิง ข้าฯ ก็ปรึกษากัน แล้วตัดสินใจว่า จะเข้าไปในมหาวิทยาลัย เพื่อเข้าไปเจรจา.... จึงได้ไปยืมธงชาติ จากประชาชนมา 1 ธง ขณะนั้นเป็นเวลา 6 นาฬิกาเศษ สว่างแล้ว จึงได้ถือธงวิ่งไปที่รั้ว ซึ่งอยู่ต่อจากประตู รั้วดังกล่าวได้ถูกประชาชน รื้อพังไว้ก่อนแล้ว... วิ่งเข้าไปบ้าง หมอบเข้าไปบ้าง จนลึกเข้าไป จากรั้วประมาณ 50 เมตร ไปนั่งชันเข่าอยู่.... ขณะที่ข้าฯ นั่งอยู่นั้น มีเสียงปืนดังออกมา จากตึกนิติศาสตร์ ..... ข้ารู้สึกตัวว่ากระสุนที่ยิงมา มาถูกมือซ้ายของข้าฯ ข้างที่ถือธงอยู่...


    พอแต่ละประเด็น ที่คุณแถลงมา ถูกตอบโต้ทันควัน ชนิดเสียผู้เสียคน คุณก็เอาแก๊สน้ำตา มาสาธิตยิงหุ่น บอกว่าเห็นไหม มันไม่ทำให้ แขนขา ขาดได้ แต่ก็คว่ำไป ไม่เป็นท่า เมื่อมี อดีตผู้บัญชาการ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ แย้งว่า พวกคุณเอา แก๊สน้ำตา ชั้นดีจากสหรัฐ มาโชว์ แต่ วันที่ 7 ตุลา.. มันเป็นแก๊สน้ำตา คุณภาพต่ำ ซึ่งยิงกิ่งไม้ ยิงท่อนไม้ ยังกระจุย


    วันต่อมาพวกคุณ ไม่พูดแล้ว คุณหลับหูหลับตา ปล่อยให้อดีตตำรวจแก่ๆ คนหนึ่ง ขึ้นมาใช้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงยั่วยุ ปลุกระดมให้ บานปลาย คุณคิดว่า ประชาชน จะลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา 19


    คนที่ทำร้ายร่างกาย อาจารย์ป๋วย ได้ลงคอ ไม่น่าจะใช่คนดี


    ตำรวจที่ ทำร้ายร่างกาย “ประชาชน” เล็งปืน เข้าใส่ “ประชาชน” ก็ไม่น่าจะใช่ ตำรวจดี


    ความจริง วันนั้น ทันที สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบข่าวว่า มีผู้บาดเจ็บถึง ขาขาด ตั้งแต่ เช้าตรู่ พระองค์ได้พระราชทานเงิน ก้อนแรก 1 แสนบาท ให้รักษา “ประชาชน” คุณๆทั้งหลาย ก็น่าจะคิดได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ ยิงอีกๆๆ ใน ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนค่ำ จนถึง ตอนดึก พระองค์ต้องเสียทรัพย์ เพื่อเยียวยา “ประชาชน” อีกหลายแสนบาท จนเกินล้าน!


    คุณปรีชา สอาดสอน บก.ข่าวอาชญากรรม คมชัดลึก บอกเราว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บ 400 กว่าคนนั้นมี ฝรั่งอยู่คนหนึ่ง เป็นฝรั่งคนเดียว ที่บาดเจ็บ เธออายุยังไม่ถึง 30 ก็คงพอๆกับ น้องโบว์


    เธอเป็น ชาวอเมริกัน เข้ามาท่องเที่ยว กับ หนุ่มคนรัก พอรู้ว่า ที่หน้ารัฐสภา มีการประท้วงทางการเมือง เธอเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา เป็นการ แสดงออก ของ “ประชาชน” ในอารยประเทศ ทั่วไป แหม่มคนนี้ เข้าไปดูห่างๆ ในนาที ที่แก๊สน้ำตา ระเบิดขึ้นชุดแรก!


    เธอเล่าให้ คุณปรีชาฟัง “มันเหมือนอยู่ใน สมรภูมิการสู้รบ ทำไม แก๊สน้ำตาเมืองไทย ถึงเสียงดังราวระเบิด น่ากลัว! ดังหลายนัด” แฟนหนุ่มเริ่ม บันทึกภาพ เห็นคนแตกฮือ วิ่งเข้ามา ที่เธอยืน ผู้คนหนีออก จากจุดที่ เจ้าหน้าที่ต้องการให้ นักการเมืองผ่านแล้ว แต่ตำรวจก็ ยังยิง ระเบิดไล่หลัง มา.. จนโดนเธอเข้า รองเท้ากระเด็น ขาขวาถูกสะเก็ด ทิ่มตำทั้งแถบ ตอนนี้ก็ยังอยู่ ในโรงพยาบาล เดินไม่ได้!


    แต่ไม่ต้องห่วงครับ เธออยู่ใน ห้องที่ดีที่สุด มีกระเช้าของเยี่ยม ครบครันจาก นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ (นายกฯ ไปด้วยตัวเอง) เธอถาม คุณปรีชา ว่า


    “นายกฯ ของคุณ ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บคนอื่น หรือเปล่า?”

    “นายกฯ ไปเยี่ยมคนไทย ที่บาดเจ็บหรือไม่? หรือเยี่ยม เฉพาะเธอ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว

    “ขอให้ขาของฉัน เป็นขาสุดท้าย ที่บาดเจ็บได้มั๊ย? และ “ขอให้ ประเทศไทย เลิกใช้ แก๊สน้ำตา ชนิดนี้” พร้อมกับมอบรองเท้า ของเธอ ที่มีดินดำๆ ติดอยู่ทั้งแถบ ให้คุณปรีชา ไปช่วยตรวจสอบ

    ผมขอกราบคารวะ คุณ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และครอบครัว ด้วยความเสียใจ อย่างสุดซึ้ง

    ขอยกย่อง คุณ รสนา โตสิตระกูล อุดมการณ์สีขาว ท่ามกลาง นักการเมืองสีแดง

    ด้วยความนับถือ พล.อ. ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่ก้าวขึ้นไปอยู่ แถวหน้าและพูด “มึงยิงกูสิ ยิงกูแทน อย่าไปยิงประชาชน”

    ขอยกย่อง ผศ.ดร.รท.หญิง สัตวแพทย์หญิง เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ ผู้เข้าไปวางหรีดดำ หน้า สตช. “แด่..ผู้ที่ควรจะ พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ทำร้าย ประชาชน ด้วยความเสียใจ อย่างสุดซึ้ง”

    ขอยกย่อง กัปตัน จักรี พงษ์ศิริ ที่รู้สึก “ไม่ต้อนรับ” นักการเมือง ตรงข้ามประชาชน

    ขอยกย่อง นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์, นพ.เกรียง ตั้งสง่า, นพ.เกษม ตันติผลาชีวะ และ คุณหมอ ทุกท่าน ที่สร้างสัญลักษณ์ ไม่รักษา คนทำร้าย ประชาชน

    ผม และ ครอบครัว ขอยกย่อง “ประชาชน” ทุกคนที่ไปชุมนุม ในวันที่ 7 ตุลาคม ขอเชิญชวนทุกท่าน ช่วยกันบริจาคเงิน ให้กับ ผู้ที่บาดเจ็บ ทุพลภาพ และ เสียชีวิต เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ และทายาท รู้สึกว่า พวกเราไม่ได้ ทอดทิ้ง “ประชาชน” ที่กล้าเรียกร้อง สิ่งดีงาม ให้กับ ประเทศ


    **จากคอลัมน์ ของผม ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551
    http://www.oknation.net/blog/kanokrat/2008/10/10/entry-1


    พิมพ์ ข่าวนี้ จนป่านนี้คุณยังอยู่ดี..และยังไม่ขอโทษ ประชาชน


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    October 22, 2008

    กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน หลายกรณี


    ฝ่ายค้านโชว์ ซีดี ตร.ฆ่า ปชช. กลางสภา – พปช.โวยลั่น คกก.สิทธิฯ เข้าข้าง ปชช.

    ตั้งท่าปากันเต็มที่ โดย�้างเป็นกระสุนแก๊สน้ำตาแบบลูกขว้าง

    ตร.ยิงแก๊สน้ำตา ใส่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ตั้งท่าปากันเต็มที่ โดยอ้างเป็น กระสุนแก๊สน้ำตา แบบลูกขว้าง

    สภาพิจารณา ผลงาน คกก.สิทธิมนุษยชนฯ ไร้เงา “สมชาย” และ รมต. ส่วน “อภิวันท์” อ้างประสานผิดพลาด ส.ส.ปชป. รุมยำ รัฐบาล – ตร. ในเหตุการณ์ 7 ต.ค.พร้อมแจก ซีดี “ตร.ฆ่าประชาชน” ตอกย้ำพฤติกรรมโฉด วอนอย่าใช้ ตร.ชุดฆ่า ปชช. เหมือนที่ผ่านมา ต้องใช้ ตร. มีความรู้ ความคิด ขณะที่ ส.ส.พปช. โวย กก.สิทธิฯ วางตัวไม่เป็นกลาง เข้าข้าง ปชช. ด้าน กก.สิทธิฯ เตรียมทำรายงาน สรุปเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ รับสลดใจ น้องโบว์ – ตี๋ ถูกกล่าวหา พกระเบิด จวกตร. ใช้แก๊สน้ำตา มากเกินไป

    วันนี้ (22 ต.ค) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งให้ ที่ประชุม ทราบว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะ ประธานคณะกรรมการ ติดตามสถานการณ์ร่วม ทำหนังสือตอบกลับ ข้อหารือ ของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการรักษาความไม่สงบเรียบร้อย ในวันประชุมสภา ว่า


    ตามที่ ประธานสภาได้ขอหารือ หากสภาผู้แทนราษฎร จะมีการนัดประชุมสภา ตามปกติ จะมีเหตุให้เกิดความวุ่นวาย หรือ ความไม่สงบเรียบร้อย หรือไม่ และกองทัพบก จะมีแผนการรักษาความปลอดภัย อย่างไร นั้น


    ขอชี้แจงว่า คณะกรรมการติดตาม สถานการณ์ร่วม จะมีอำนาจหน้าที่ ในการติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมินแนวโน้มของ สถานการณ์ที่อาจ ส่งผลกระทบ ต่อความสงบเรียบร้อย ต่อประชาชน และเป็นภัยต่อ ความมั่นคงของรัฐ พร้อมกับเสนอ มาตรการ และแนวทางปฏิบัติ เพิ่มต่อ นายกรัฐมนตรี


    ทั้งนี้ สถานการณ์ ความไม่สงบเรียบร้อย ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังอยู่ใน ความรับผิดชอบหลัก ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการแก้ปัญหา และกองทัพบก จะสนับสนุน ภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย ในฐานะ ผู้ช่วยเหลือ เจ้าพนักงาน ตามแผนและขั้นตอน ที่ สตช. กำหนดไว้ ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ ความไม่สงบเรียบร้อย ต่อรัฐสภา ต้องถือว่า เป็นภาระหน้าที่ ที่สตช. จะให้การรักษาความปลอดภัย


    นายสามารถ กล่าวว่า ผบ.ทบ. ยังระบุว่า กองทัพบก ในฐานะ ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน จะสนับสนุนกำลังเพิ่มเติม เมื่อได้รับการร้องขอ อย่างเต็มขีด ความสามารถ เนื่องจากการใช้กำลังทหาร เข้าปฏิบัติภารกิจ การรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ การปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร


    อย่างไรก็ดี รัฐสภา สามารถพิจารณา ความเหมาะสม ในประเด็น ห้วงเวลา และสถานที่ ในการประชุม ให้มีความสอดคล้อง กับสถานการณ์ หากกรณี มีสิ่งบอกเหตุ ที่จะมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างมวลชน ฝ่ายต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียด จนกว่าสถานการณ์ จะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น เพื่อใช้ ประกอบ การพิจารณา กำหนดการประชุมสภา ได้เช่นเดียวกัน


    นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า หากมีการชุมนุม หน้ารัฐสภา ขึ้นอีก รัฐสภา มีแผน รองรับเหตุการณ์ หรือไม่ เพราะวันที่ 7 ตุลาคม รัฐบาลอ้างความจำเป็นว่า ต้องแถลง นโยบายของรัฐบาล ให้ได้ทันตามกรอบเวลา ที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ภายใน 15 วัน หลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะครบกำหนด ในวันที่ 9 ตุลาคม และในวันนั้น ประธานรัฐสภา เตรียมแผน การเลื่อนประชุม หรือเปลี่ยน สถานที่ประชุม ได้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ อย่างชัดเจนว่า จำเป็นต้องแถลงนโยบาย ที่รัฐสภา หรือไม่ แต่ประธานรัฐสภา ยืนยันว่า ต้องแถลง ที่รัฐสภา จะไปที่อื่นได้อย่างไร ในที่สุด ก็มี เหตุการณ์สลายการชุมนุม เกิดขึ้น


    นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโดยนำ วีซีดี “ตำรวจฆ่าประชาชน” ที่บันทึกเหตุการณ์ สลายชุมชุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม มาแสดง ในที่ประชุม พร้อมระบุว่า หากมีการชุมนุมเกิดขึ้น ที่รัฐสภาอีก อย่าใช้ตำรวจ ชุดฆ่าประชาชน เหมือนที่ผ่านมา ต้องใช้ตำรวจ ที่มีความรู้ มีความคิด สามารถควบคุมประชาชน ได้อย่างแท้จริง


    ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน อภิปรายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมี วีซีดีอยู่ 2 ชุด สำหรับตนมีชุด “พันธมิตรฯ ฆ่าประชาชน” ซึ่งตนไม่อยาก ให้ด่วนสรุปเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ควรรอผลการสอบสวน โดยคณะกรรมการ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ซึ่งไม่ว่า กรณีคาร์บอมบ์ หน้าพรรคชาติไทย หรือ น้องโบว์ (น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ) ที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา


    ทั้งนี้ ตนสนับสนุน การตัดสินใจ เปิดประชุมของ ประธานรัฐสภา ส่วนการบอยคอต ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ คาร์บอมบ์ ที่มีคนของ กลุ่มพันธมิตรฯ เสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ และ จะมีการเตรียมการ ทำอะไรในสภา หรือไม่ คงต้องติดตาม การตรวจสอบ ต่อไป แต่มีข้อสังเกตว่า วันนั้นกล้องวงจรปิด รัฐสภา มีผ้าสีดำ ปิดไว้หมด และมีความพยายาม พังประตูรัฐสภา เข้าไป


    “คนเป็นสมาชิกรัฐสภา ต้องร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่ไปพาพวก มาปิดล้อม ผมเชื่อว่า ถ้าผลสอบสวนออกมา ระบุว่า รัฐบาลผิด ไม่มีใครหน้าด้าน อยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี ขอถาม พรรคประชาธิปัตย์ ว่า วันนั้น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน ได้เข้าประชุม ด้วยหรือไม่ คนเป็นสมาชิก แต่ไม่เข้าทำหน้าที่ แล้วไปร่วมชุมนุม หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้เกิดเหตุการณ์ มีแผนการอะไรหรือไม่” นายจตุพร กล่าว


    นพ. อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนเป็นผู้หนึ่ง ที่ถูกสะเก็ดระเบิด เนื่องจากได้เข้าไป สังเกตการณ์ชุมนุมด้วย แต่ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อล้มรัฐสภา หรือทำให้เกิดความรุนแรง มีวิกฤตในบ้านเมือง และตนไม่ได้หนีไปรักษาตัว ที่บ้าน แต่การรักษาตน อาศัยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หลักไสยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ทราบว่า มีการปลุกระดม ประชาชนทางเอ็นบีที โดยคนเรียกว่า “สามเกลอหัวขาด” แต่ตนขอเรียกว่า “สามเกลอหัวเสีย” เพราะหัวมันเสียไปแล้ว ทำให้ นายจตุพร ลุกขึ้นประท้วง ให้ถอนคำพูด ดังกล่าว ในที่สุด นพ.อสิ ยอมถอนคำพูด แต่ยังยืนยันว่า ไม่เป็นไร ตนถอนคำพูดได้ แต่ใจยังคิดอยู่


    ด้าน นายสามารถ ชี้แจงว่า ขณะนี้ประธานรัฐสภา มีภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ ตนจะนำข้อคิดเห็น ของสมาชิก นำเสนอ และคงต้อง ประชุม ผู้เกี่ยวข้อง ต่อไป ส่วนวีซีดีในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ในฐานะประธาน ตนวางตัวเป็นกลาง และมี วีซีดีทั้งสองชุดแล้ว และตัดบท นำเข้าสู่ วาระการประชุม ต่อไป


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณา วาระรับทราบ รายงานผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2549 ของ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชน แห่งชาติ อย่างไรก็ดี ส.ส. ทั้งสองฝ่าย ยังหยิบยก เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม มาอภิปราย และตอบโต้กัน อย่างเคร่งเครียด โดย ส.ส.พรรค พลังประชาชน ได้ตำหนิการทำหน้าที่ ของคณะกรรมการสิทธิฯ ว่า วางตัวไม่เป็นกลาง


    โดย นายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สงสัย ความเที่ยงธรรม ในการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการสิทธิฯ เหตุการณ์ 7 ตุลาคม ชัดเจนว่า ผู้ชุมนุมวางแผน ไม่ต้องการให้ รัฐบาลแถลงนโยบาย ทั้งที่เป็นหน้าที่ของ รัฐบาล และ สภา การชุมนุม วันนั้น พร้อมก่อ จลาจล แกนนำยั่วยุ ให้ผู้ชุมนุมใช้อาวุธ ส.ส.ข้าราชการ สื่อ ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยวอิสรภาพ หลายชั่วโมง


    หากวันนั้น ผู้ชุมนุมบุกเข้ามาได้ คงไม่เหลือ ที่สำคัญ นายเสน่ห์ จามริก ประธาน คณะกรรมการสิทธิฯ ออกมา แถลงสรุปว่า เหตุการณ์สูญเสีย วันดังกล่าว เกิดจากการที่ รัฐบาลต้องการ แถลงนโยบายให้ได้ ไม่ได้ทำตาม กระบวนการยุติธรรม และเป็นฝ่ายผิด ตนขอถามว่า ทำไมจึงสรุป ด้านเดียว และดูแต่ปลายเหตุ แต่ต้องดูต้นเหตุ คือ การปิดล้อม ไม่ให้สมาชิก มาทำหน้าที่ และขอถามว่า การที่ผู้ชุมนุม ปิดถนนราชดำเนิน ยึดทำเนียบ ยึดสถานีเอ็นบีที คณะกรรมการสิทธิฯ ทำไมไม่นำเรื่อง มาพิจารณาว่า เป็นไปตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่


    ด้าน นายสาทิตย์ ขอให้กำลังใจ คณะกรรมการสิทธิฯ ในการกระตุกสำนึก ของคนที่ใช้อำนาจรัฐ ทั้งนี้ รายงานเมื่อ ปี 2549 พบว่า เกิดการละเมิด สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มากสุด และ ผู้ถูกกล่าวหามากสุด คือตำรวจ ก็สะท้อน ถึงเหตุการณ์ 7 ตุลา ด้วย ส่วนที่มี ส.ส. หนุนการเปิดทาง ให้ สมาชิกเข้าสภา ในวันดังกล่าว ขอถามว่า มีสมาชิกบาดเจ็บ ขาขาดกี่คน ส.ส.ออกมาพูด ได้อย่างไรว่า คนที่มาชุมนุม จะเข้ามาฆ่า แล้วเลยต้องฆ่า ก่อนหรือ เช้าวันดังกล่าว มีคนขาขาด ที่ประตูทางเข้า เมื่อถึงขั้นนี้ จะให้ผู้แทนข้ามเข้ามา ประชุมหรือ สภาสามารถ เลื่อนประชุมได้อีก 2 วัน แต่มี การอ้างความจำเป็น ถึงกับต้อง สังเวยชีวิต และรัฐบาล ก็ไม่ออกมารับผิดชอบ วันนี้นายกฯ ก็ไม่มาฟัง คนฝ่ายรัฐบาล ก็ประกาศว่า จะทำสงคราม ประชาชน เจตนายั่วยุ ให้เกิดการปะทะ ตนจึงสงสัย ในท่าทีรัฐบาล เพราะที่มี การระดมคน เป็นกลุ่มของรัฐบาล วันนี้ ตนห่วงมากว่า จะเกิด การนองเลือด ครั้งใหญ่


    พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ ประธานการประชุม ชี้แจงว่า ที่นายกฯ และรัฐมนตรี ไม่มา เพราะตอนแรก คณะกรรมการ สิทธิฯ ประสานมาว่า ไม่พร้อม มาชี้แจง ตนเลยจำต้องนำ กฎหมายมา พิจารณาก่อน แต่ตอนบ่าย คณะกรรมการสิทธิฯ แจ้งว่า พร้อม จึงถือเป็น ความบกพร่อง ของตน ในการประสาน กับ ครม.


    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้าน และ รัฐบาล สลับกัน ขึ้นอภิปราย โดย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ พรรคพลังประชาชน อภิปรายโจมตี การทำหน้าที่ ของคณะกรรมการสิทธิฯ โดยเฉพาะ นายเสน่ห์ ที่เคยออกมา หนุนรัฐประหาร 49 และ รีบออกมา แถลงว่า เหตุการณ์ 7 ตุลาคม รัฐบาลผิด จึงห่วงใน วุฒิภาวะ ในการทำหน้าที่ ส่วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกต ถึงการละเมิดสิทธิ์ ในกระบวนการยุติธรรม


    จากนั้น นางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้แจงว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน หลายกรณี สำหรับ เหตุการณ์ 7 ตุลาคม คณะกรรมการสิทธิฯ อยู่ระหว่าง การทำรายงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งหมด โดยได้มีโอกาส ไปเยี่ยม ประชาชนผู้บาดเจ็บ ในเหตุการณ์ สลายการชุมนุม ส่วนตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้ไปเยี่ยมเช่นกัน แต่ไม่สามารถ เข้าไปพบได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่าง การพักรักษาตัว ในห้องไอซียู แต่เสียใจ ที่มี การใช้แก๊สน้ำตา เข้าสลายการชุมนุม ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศ ที่น่ากลัว ทำให้ประชาชน แขนขาด ขาขาด


    ซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ มีมติให้ ตรวจสอบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีข้อเท็จจริงอย่างไร นอกจากนี้ ยังได้รับ การร้องเรียน จาก นายตี๋ (ชิงชัย เจริญอุดมกิจ ศิลปินนักวาดรูป) ที่ถูกกล่าวหาว่า กำระเบิดในมือ และ น้องโบว์ (น.ส. อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ) มีระเบิดติดตัวอยู่ ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจ ในความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นและ เสื่อมเสียเกียรติ ของครอบครัว ทั้งสองคน ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องตรวจสอบ ข้อเท็จจริงต่อไป คณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ได้ต้องการ ประณามฝ่ายใด ทั้งสิ้น แต่มีหน้าที่ พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น โดยยึดหลัก ความเป็นธรรม


    นางสุนี กล่าวว่า จาก การตรวจสอบ ที่เกิดขึ้น ฝ่ายตำรวจได้ออกมา ยอมรับว่า มีการใช้ แก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมม มากเกินไป ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิฯ ต้องการออกมา ป้องปราม ไม่ให้เกิดความรุนแรง ขึ้นอีก แต่รายงานนี้ ยังไม่สมบูรณ์ หากตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เรียบร้อย เมื่อไหร่ จะส่งให้ สภารับทราบต่อไป วันนี้ ต้องเร่งหา ข้อเท็จจริง จากทุกฝ่าย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิฯ เน้นการตรวจสอบ การใช้อำนาจ ของ รัฐ เป็นประเด็นหลัก และต้องการให้ ผลการตรวจสอบครั้งนี้ เป็นบรรทัดฐาน ในการควบคุมการชุมนุม ด้วยความสงบ และ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อไป

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2551 20:20 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000125751


    พิมพ์ ข่าวนี้ ฝ่ายค้านโชว์ ซีดี ตร.ฆ่า ปชช. กลางสภา – พปช.โวยลั่น คกก.สิทธิฯ เข้าข้าง ปชช.


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    October 16, 2008

    “สมเกียรติ” แฉ แผนชั่ว ทรราชลอนดอน บันได 7 ขั้น ล้มสถาบัน กษัตริย์ ก่อสงคราม ประชาชน


    “สมเกียรติ” แฉ แผนชั่ว ทรราช
    บันได 7 ขั้น ล้มสถาบัน – ยึดประเทศ

    นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ บนเวทีช่วงค่ำวันที่ 15 ต.ค. 2551

    นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ บนเวทีช่วงค่ำวันที่ 15 ต.ค. 2551


    ผู้จัดการออนไลน์ – แฉแผนชั่วทรราชลอนดอน บันได 7 ขั้นล้มสถาบันกษัตริย์ ก่อสงครามประชาชนทั่วประเทศเพื่อยึดอำนาจ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ชี้แผนเดินมาถึงขั้นที่ 4 กำลังจะสำเร็จขั้นที่ 5 แล้ว แต่กลับสะดุดเพราะพันธมิตรฯ ไม่ยอมเผาเมืองในวันที่ 7 ต.ค. ยืนยันไม่มีวันทำ แนะจับตาวันนี้ “สมชาย” ประชุมขรก.ระดับสูงที่เมืองทองธานี-ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดสมัยเป็นปลัดฯ ยุติธรรม


    คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย
    คลิกที่นี่ เพื่อชม นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย (56 K)
    คลิกที่นี่ เพื่อชม นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปราศรัย (256 K)


    เวลาประมาณ 22. วานนี้ (15 ต.ค.) ณ เวทีทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นปราศรัย โดย เปิดเผยว่า วันนี้ (16 ต.ค.) เวลา 10.00-12.00น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะไปเป็น ประธาน ชี้แจง นโยบายรัฐบาล ต่อ ผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ทั้งปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ ที่ศูนย์อิมแพ็ค เมืองทองธานี ย่านถนนแจ้งวัฒนะ

    นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า สาเหตุ ที่ตนทราบเรื่องนี้ เพราะมี สุภาพสตรีซึ่งเป็น ข้าราชการระดับสูงสุด คือ ระดับ 11 ได้แจ้งข้อมูลให้กับตน พร้อมกับกล่าวด้วยว่า เจ้าตัว สุภาพสตรีคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ไม่ไปประชุม โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาล นายสมชาย เป็นรัฐบาลเถื่อน และ มือเปื้อนเลือด จากเหตุการณ์ สั่งฆ่าประชาชน 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา

    “สตรีผู้นี้บอกผมว่า ดิฉันไม่ไป เพราะเขาเป็น รัฐบาลเถื่อนและ มือเปื้อนเลือด เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ก็จะลงเองว่ามี ข้าราชการ คนใด ไม่ไปได้” แกนนำพันธมิตรฯ กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความหวาดวิตก ต่อกลุ่ม พันธมิตร อย่างรุนแรง และออกระเบียบ การควบคุม ความปลอดภัย อย่างเข้มงวด

    “เราจะตรวจสอบว่า ข้าราชการกลุ่มนี้ ประมาณพันคน จะยอมไปประชุมกับ รัฐบาลเถื่อน รัฐบาลโจร ผู้นำที่ตายแล้ว ทรราชฆาตกร มือเปื้อนเลือด และ รัฐบาลกระหายเลือด หรือไม่ พรุ่งนี้รู้กันครับพี่น้อง … เขาจะตรวจสอบว่าหลังจากที่ปราบปรามประชาชน พันธมิตรฯ แล้วจะมี ข้าราชการ ยอมสวามิภักดิ์หรือไม่ หรือ เขาจะเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ข้าราชการจำนวนไม่น้อย และอธิการบดีจำนวนมากใน 162 คน ยืนยันแล้วว่าไม่ไปครับ”

    นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้ภ??เขยนภ??ินี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

    นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

    จับตา 16 ต.ค. ป.ป.ช. เตรียมบั่นคอ “สมชาย”

    ต่อมา นาย สมเกียรติ ได้กล่าวเตือนด้วยว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. นี้ คณะกรรมการ ป้องกัน และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมี การพิจารณาคดี ที่มีการกล่าวหา นายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม (ช่วงปี 2540-2543) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม


    กรณีการสั่งระงับเรื่อง ไม่ให้ดำเนินคดีกับ นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และ นายมานิตย์ สุธาพร กรณี ทำผิดทางวินัย อย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัต ตามกฎหมาย และ ระเบียบ และ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จนทำให้ กรมบังคับคดี ได้รับ ความเสียหาย ตาม พ.ร.บ. ระเบียบ ข้าราชการพลเรือน และมีมูลเป็น ความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา จึงให้ส่งเรื่องให้ ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางวินัย และส่งเรื่องให้ อัยการสูงสุด ฟ้องคดีต่อศาล


    โดยคดีดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน ทั้งนี้อนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนคดีดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    “ป.ป.ช.จะชี้อย่างไรก็ว่ามา นอกจากนี้แล้ว ป.ป.ช.กำลังจะดำเนินคดีลูกน้องของคนเตี้ยแห่งสุพรรณบุรี เป็นผอ.สำนักชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท กรณีทุจริตต่อหน้าที่ เกี่ยวกับการปรับปรุงสันเขื่อน ทำนบดิน ขยายอาคารระบายน้ำ เขตท้องที่ ต.ด่านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ตามสัญญญาที่ สชป.12/4/2549 ลงวันที่ 26 มกราคม 2549 ตามหนังสือ ป.ป.ช.ที่ 0014/1622 ลงวันที่ 8 เมษายน 2551 ชี้มูลความผิด ลูกน้อง คนเตี้ย แห่ง สุพรรณบุรีด้วย” นายสมเกียรติเปิดเผย

    เปิดโปงแผน 7 ขั้นล้มสถาบัน


    ต่อมา นายสมเกียรติ ได้เปิดเผยว่า ตนเอง ได้รับเอกสารลับจาก นายทหารยศ พลอากาศเอก ท่านหนึ่ง ที่เปิดโปงถึงแผนการ 7 ขั้น ของ ทรราช และ กลุ่มคน ผู้ต้องการล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็เป็นจริงตามที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ กลุ่มพันธมิตร ได้กล่าวมาตลอด โดยคนกลุ่มนี้ พยายาม ใช้เงินซื้อ ประชาชนและ ใช้เงินซื้อทหารบางคน


    “วันงานน้องโบว์ ทหารคนนึงก็ไปนั่งเฉย พอได้ยินเสียงมือตบนิดนึงก็ผวา ผวาเพราะว่ามือตบของพันธมิตรฯ หล่นเท่านั้นแหละ เลยรีบโทรศัพท์หาลูกน้องให้หารถยนต์ที่กันเสียงมือตบให้หน่อย” นายสมเกียรติกล่าวติดตลก พร้อมกล่าวว่าตนเองนัดพบกับ พล.อ.อ.ท่านนี้ในรถตู้เก่าๆ คันหนึ่งที่จอดอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่ง นายทหารอากาศคนดังกล่าววิเคราะห์กับตนว่า การต่อสู้อันเด็ดเดี่ยวของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นอยู่ในโค้งสุดท้ายแล้ว


    “เขาบอกว่า โค้งสุดท้ายนี้จะมีคนบงการเพื่อเปลี่ยนการปกครองของประเทศ เป็นระบอบการปกครองที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นายสมเกียรติกล่าว พร้อมระบุว่า แผนบันได 7 ขั้นเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และยึดอำนาจในการปกครองประเทศนั้น มีรายละเอียดโดยคร่าวดังนี้


    1.สร้างความแตกแยก ให้แบ่งกันเป็นฝ่าย
    2.ชี้นำกลุ่มที่แตกแยกสองข้างให้เอาชนะกัน
    3.พัฒนาการต่อสู้ให้เข้มข้น โดยใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะรัฐตำรวจและใช้ความรุนแรงเป็นวิธีหลัก
    4.ยกระดับความรุนแรงให้สูงขึ้น ต้องให้แต่ละฝ่ายทำร้ายกันและกันให้ได้
    5.เมื่อปราบปรามใช้ความรุนแรงแล้ว ค่อยยกระดับความรุนแรงให้กลายเป็นจลาจล
    6.เมื่อเกิดการจลาจลแล้วต้องพัฒนาให้กลายเป็นสงครามกลางเมือง
    7.หลังเกิดสงครามกลางเมืองแล้วต้องก่อสงครามประชาชนทั่วประเทศ และกำจัดกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยให้หมดไป


    ทั้งนี้ทั้งนั้นนายสมเกียรติกล่าวว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้นใกล้เคียงกับการเกิดพัฒนาเข้าสู่ขั้นที่ 5 แล้ว ทว่าแผนดังกล่าวไม่สำเร็จเพราะ กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ที่ประท้วงด้วยความสงบ สันติ อหิงสาอย่างแท้จริง มิฉะนั้น สถานที่ราชการหลายแห่งต้องถูกเผาเรียบไปแล้ว ดังเช่นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต


    “ต้องขอบคุณท่านพลอากาศเอกท่านนี้มาก ขณะนี้เราอยู่เพียงขั้นที่ 4 เราไม่ยินยอม เราไม่ตั้งใจที่จะพัฒนาความรุนแรงแม้ตำรวจจะมาปราบปรามเราให้กลายเป็นขั้นที่ 5 คือการจลาจล เผาบ้านเผาเมืองอย่างเด็ดขาดใช่ไหมครับพี่น้อง” แกนนำพันธมิตรฯ กล่าว


    สะใจ “เป็ดเฉลิม”แฉ“บิ๊กจิ๋ว” บงการ 7 ตุลาทมิฬ


    จากนั้นนายสมเกียรติกล่าวถึง กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แม้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีจะลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ในคืนวันที่ 6 ต.ค. ก่อนเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 7 ต.ค. คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ดูแลเหตุการณ์


    “ขอบคุณ ดร.เฉลิมมากที่ซัดกันเอง แต่ต้องบอกมาว่าใครคือ ทรราช อาชญากร และบอกมาด้วยว่านอกจากจิ๋วแล้วยังมีใครอีก”


    ในช่วงท้าย นายสมเกียรติ กล่าวยืนยันว่า จากบทเรียนเมื่อ วันที่ 7 ตุลาฯ ได้ย้ำเตือน แกนนำพันธมิตรฯ ว่า การเคลื่อนขบวน ประชาชนแต่ละครั้ง จะต้องได้รับ ความมั่นใจ เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า มวลชนจะต้องได้รับ ความปลอดภัย แน่นอน เพราะฉะนั้น ขอให้ประชาชน อย่าใจร้อน

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 16 ตุลาคม 2551 05:38 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000122899


    พิมพ์ ข่าวนี้ “สมเกียรติ” แฉ แผนชั่ว ทรราช บันได 7 ขั้น ล้มสถาบัน – ยึดประเทศ


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    Next Page »

    Create a free website or blog at WordPress.com.