Accom Thailand

May 28, 2009

Bali 4d3n by Thai Airways – มนต์เสน่ห์ บาหลี 4 วัน 3 คืน


Tour Code BALI 01 (TG – Bali 4d3n)

บาหลี 4 วัน 3 คืน
กรุงเทพฯ – บาหลี – กรุงเทพฯ
เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ของ ขุนเขา และ อ่าวยอดนิยม แห่ง อินโดเนเซีย
โดย สายการบินไทย (TG)

กรุงเทพฯ – บาหลี –
ผ่านชมอนุสาวรีย์บิม่า เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ย่าน Kartika Plaza ชมทัศนียภาพ ที่เขียวขจีด้วยต้นข้าว –
หน้าผาอูรูวาตู – CELUK หมู่บ้านเครื่องเงิน – ชมย่าน UBUD หมู่บ้านศิลปินศูนย์กลาง –
KINTAMANI ที่ท่านจะ ตะลึงกับความงาม ของขุนเขา –
ชมความงามของภูเขาไฟ กุหนุงอากุง – TEMPAK SIRING วิหารศักดิ์สิทธิ์ภัคศิริงค์ สร้างในศตวรรษที่13 –
ชมความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ TERTA EMPUL –
ขึ้นสู่ เทือกเขาเบดูกัล – ชมวิหารกลางมหาสมุทรอินเดีย TANAH LOT ทานาล็อต –
บาหลี ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย – กรุงเทพฯ
สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม International Class 3-5 Stars อาหาร 8 มื้อ

ออกเดินทางได้ ทุกวัน ตั้งแต่ 2 ท่าน ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน สายการบินไทย (ตั๋วราคาพิเศษเท่านั้น)
เริ่มต้นที่ 19,500.- บาท

อัตราค่าบริการรวม :
– ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สายการบินไทย (ตั๋วราคาพิเศษเท่านั้น) เส้นทางตามระบุ ชั้นทัศนาจร
– ค่าประกันภัยสายการบินและค่าน้ำมันที่มีการเรียกเก็บจากสายการบิน
– ค่าที่พัก 3 คืน, อาหารตามรายการ, ค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ และ รถรับ-ส่ง ตามที่ระบุในรายการ
– ค่าน้ำหนักสัมภาระท่านละไม่เกิน 20 ก.ก.

อัตราค่าบริการ ไม่รวม :
– ค่าภาษีสนามบิน Denpasar 17USD
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าทำหนังสือเดินทาง ,ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว , ค่าซักรีด , มินิบาร์ในห้องพัก เป็นต้น
– ค่าวีซ่า ( ในกรณีที่ไม่ใช่หนังสือเดินไทย )
– ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น และคนขับรถ
– ค่าสัมภาระที่หนักเกินสายการบินกำหนด
– ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่ 4
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

World Heritage Site Luang Prabang Laos by PG ร่วม ทำบุญ-ตักบาตร ณ เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง


Tour Code INDO 02 (PG – World Heritage Site Luang Prabang Laos)

3 วัน 2 คืน
กรุงเทพฯ – หลวงพระบาง – กรุงเทพฯ
ร่วม ทำบุญ-ตักบาตร ณ เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง
เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ของอินโดจีน
ด้วย สายการบิน บางกอก แอร์เวยส์ (PG)

กรุงเทพฯ – หลวงพระบาง – พระราชวังเก่า – พระธาตุภูษี – ถ้ำติ่ง – บ้านซ่างไห –
น้ำตกตาดกวงชี – บ้านผานม – ตลาดมืด – วัดเชียงทอง – วัดวิชุนราช – หลวงพระบาง – กรุงเทพฯ
สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม 4 ดาว อาหาร 7 มื้อ
กำหนดการเดินทาง : 19-21 มิ.ย. // 5-7 ก.ค. // 6-8 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน บางกอก แอร์เวย์ 20,900.- บาท

เงื่อนไขพิเศษ
ในการเดินทางในแต่ละครั้ง จะต้องมี จำนวนผู้เดินทาง 15 ท่าน ขึ้นไป
สำหรับคณะจอยทัวร์ บริษัทขอสงวนสิทธิ์กรณีที่กรุ๊ปไม่ถึง 15 ท่าน จะไม่มีหัวหน้าทัวร์จาก กรุงเทพฯ

อัตราค่าบริการรวม :

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-หลวงพระบาง-กรุงเทพฯ
โดยสายการบิน บางกอก แอร์เวยส์ (PG)
ค่าภาษีน้ำมันของสายการบิน และ ค่าภาษีสนามบินไทย 700 บาท
และ ค่าภาษีสนามบิน ลาว 10 USD
ค่าที่พัก ตามโรงแรมที่ระบุไว้ในรายการ หรือระดับเดียวกัน
ค่ายาพาหนะนำเที่ยวในประเทศลาว
ค่าเรือล่องถ้ำติ่ง
ค่าอาหารตามที่ระบุไว้ในรายการ
ค่าใช้จ่ายของมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
ค่าอากรท่องเที่ยวลาว
ค่าเที่ยวชมสถานที่ต่างๆตามที่ระบุในรายการ

อัตรานี้ไม่รวม : ค่าวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ (อัตราตามสถาณฑูตกำหนด)


ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Angkor World Heritage Site Cambodia by PG ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


Tour Code INDO 01 (PG – World Heritage Site Cambodia)

ท่องแดน ศิลานคร เสียมราฐ ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ปราสาทนครวัต ชมเมืองพระนครธม ปราสาทบายน , ปราสาทบันทายสรี
ชมกลุ่มปราสาทหริหราลัย มหัศจรรย์ศิวลึงค์ใต้น้ำ 1,000 องค์ น้ำตกกบาลสะเปียน
ด้วย สายการบิน บางกอก แอร์เวยส์ (PG)
3 วัน 2 คืน กรุงเทพฯ – เสียมราฐ – กรุงเทพฯ

สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม 4 ดาว อาหาร 7 มื้อ
กำหนดการเดินทาง
กำหนดการเดินทาง : 6-8 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน บางกอก แอร์เวย์ 21,900.- บาท

เงื่อนไขพิเศษ
ในการเดินทางในแต่ละครั้ง จะต้องมี จำนวนผู้เดินทาง 15 ท่าน ขึ้นไป
สำหรับคณะจอยทัวร์ บริษัทขอสงวนสิทธิ์กรณีที่กรุ๊ปไม่ถึง 15 ท่าน จะไม่มีหัวหน้าทัวร์จาก กรุงเทพฯ

อัตราค่าบริการรวม :
– ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ –เสียมราฐ– กรุงเทพฯ สายการบิน Bangkok Airway (PG)
– ค่าทำวีซ่า สำหรับเข้าประเทศกัมพูชา ท่านละ 20 USD.- (วีซ่าท่องเที่ยว) สามารถทำวีซ่า ARRIVAL ได้
– ค่าภาษีสนามบินกัมพูชา 25 USD.
– ค่ายานพาหนะนำเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามรายการที่ระบุไว้
– ค่าห้องพักโรงแรม จำนวน 2 คืน (รวมอาหารเช้า) ตามระดับที่กำหนด หรือเทียบเท่า
– ค่าอาหารทุกมื้อตามรายการที่ระบุไว้
– ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น (บรรยายภาษาไทย)
– ค่าเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามรายการ
– ค่าประกันภัย อุบัติเหตุ วงเงินประกัน 1,000,000.- บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า ราชอาณาจักร กัมพูชา


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 10, 2009

World Heritage in China:Dazu Rock Carvings – หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง


World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻1/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻2/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻3/3 – July 01, 2008

The Dazu Rock Carvings (Chinese: 大足石刻; pinyin: Dàzú Shíkè) are a series of Chinese religious sculptures and carvings, dating back as far as the 7th century A.D., depicting and influenced by Buddhist, Confucian and Taoist beliefs. Listed as a World Heritage Site, the Dazu Rock Carvings are made up of 75 protected sites containing some 50,000 statues, with over 100,000 Chinese characters forming inscriptions and epigraphs. The sites are located on the steep hillsides within Dazu County (near the city of Chongqing, China), with the high points being the carvings found on Mount Baoding and Mount Beishan.

กลุ่มหินสลักที่ ต้าจู๋ เป็นตัวแทนของความเชื่อใน เทพเจ้า ของสังคมชาวจีน โดยตลอดระยะเวลา ของวิวัฒนาการ ในความเชื่อเรื่องศาสนา ของสามัญชน ได้ถ่ายทอดออกมา ในงานศิลปะทั้ง ในแง่ความเชื่อในพุทธศาสนา ศาสนาเต๋า และ หลักคำสอนของ สำนักปรัชญาขงจื๊อ ซึ่งมีทั้งที่ขัดแย้งกัน และ สอดคล้องกลมกลืนกัน โดยทั้งผลงานแกะสลัก ตามความเชื่อ ในศาสนาเต๋า และ ตามหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น มีพื้นฐานศิลปะ ที่เจริญงอกงาม มาจากศิลปะถ้ำ แนวพุทธศิลป์ของจีน

The earliest carvings were begun in 650 A.D. during the early Tang Dynasty, but the main period of their creation began in the late 9th century, when Wei Junjing, Prefect of Changzhou, pioneered the carvings on Mount Beishan, and his example was followed after the collapse of the Tang Dynasty by local and gentry, monks and nuns, and ordinary people during the Five Dynasties and Ten Kingdoms Period (907-65). In the 12th century, during the Song Dynasty, a Buddhist monk named Zhao Zhifeng began work on the elaborate sculptures and carvings on Mount Baoding, dedicating 70 years of his life to the project.

The carvings were listed as a World Heritage Site in 1999, citing “…their aesthetic quality, their rich diversity of subject matter, both secular and religious, and the light that they shed on everyday life in China during this period. They provide outstanding evidence of the harmonious synthesis of Buddhism, Taoism and Confucianism.”


ข้อมูล


มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.1999
ที่ตั้ง : อำเภอต้าจู๋ ทางทิศตะวันตกเหนือใน นครฉงชิ่ง
สร้างเมื่อ : ราว ค.ศ.650 ปีแรก แห่งรัชสมัยหย่งฮุย ต้นราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) จนถึง ราชวงศ์หมิง-ชิง (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14-19)
อาณาเขต : กินอาณาบริเวณของหินสลัก ที่ภูเขาทั้ง 5 ได้แก่ เป่ยซัน เป๋าติ่งซัน หนันซัน สือจ้วนซัน และ สือเหมินซัน และ เทือกเขาอื่นๆโดยรอบ ในเขตปกครอง 28 หมู่บ้านของพื้นที่ 32 ตำบล ทั่วอำเภอต้าจู๋

ข้อมูลท่องเที่ยว
การเดินทาง เดินทางโดยรถไฟหรือรถบัสจากเมืองฉงชิ่ง ลงที่สถานีอำเภอต้าจู๋ และต่อรถโดยสารไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆได้ การเที่ยวชมหินสลัก อ.ต้าจู๋ จากตัวเมือง ฉงชิ่ง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้

ราคาบัตร (ปรับเมื่อปี 2003) ชมหินสลัก บนยอดเป๋าติ่ง 80 หยวน ชมทิวทัศน์ในเขต เป่ยซันจิ่งชีว์ 60 หยวน ราคาบัตรเหมา เข้าชมทั้ง 2 แห่ง 120 หยวน

ปฏิทินงานเทศกาล อ.ต้าจู๋

เทศกาลงานวัดบนยอดเป๋าติ่ง วันที่ 19 เดือนยี่ (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันเกิดของพระโพธิสัตว์กวนอิม

นิทรรศการดอกบัว เดือนกรกฎาคม-สิงหาคมทุกปี เป็นงานแสดงดอกบัว ที่ปลูกอยู่ใน อำเภอนี้ หลากหลายพันธุ์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับดอกบัว

นิทรรศการศิลปะหินสลักต้าจู๋ ชมศิลปะการแกะสลัก และงานแสดงดนตรีที่อำเภอต้าจู๋ ในเดือนตุลาคม

ติดตามข่าวท่องเที่ยว อ.ต้าจู๋ ที่ http://www.accomthailand.com


ปรับปรุง จาก ข้อมูล และ คลิป ของ juanpingz

คลิปจาก http://www.youtube.com



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับ Dazu Rock Carvings from

  • Wikipedia , the free encyclopedia
    http://en.wikipedia.org/wiki/Dazu_Rock_Carvings
  • UNESCO World Heritage Centre
  • หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2547 12:06 น.
  • Dazu Rock Carving
  • About Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • Baodingshan of Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ http://www.cndz.net/english/


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    October 16, 2008

    “พิภพ” จับไต๋รัฐตำรวจ เบี่ยงเบนประเด็น ช่วย “น้องเขยแม้ว” พ้นผิด

    Filed under: กัมพูชา,การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการเมือง,ข่าวฉาว,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คุณธรรม,จริยธรรม,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ตำรวจฆ่าประชาชน,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาท ตาควาย,ปราสาท ตาเมือนธม,ปราสาทพระวิหาร,รัฐสั่งฆ่าประชาชน,วัฒนธรรมขอมโบราณ,วิกฤติ,สิทธิมนุษยชน,สุขภาพ,องค์การยูเนสโก,อาชญากรรม — accomthailand @ 01:37
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


    “พิภพ” แฉ “เขยแม้ว” ล้วงโผ กก.สอบ “7 ต.ค.” –
    พันธมิตรฯ อังกฤษ ลุยต้าน “แม้ว” ลี้ภัย


    “พิภพ”จับไต๋รัฐตำรวจเบี่ยงเบนประเด็นช่วย “น้องเขยแม้ว”พ้นผิด แฉ กก.อิสระสอบ 7 ตุลาทมิฬ ถูกเปลี่ยนโผกลาง ครม. ไม่มีอิสระอย่างแท้จริง ประชาชนเลิกหวังพึ่ง เร่งเก็บหลังฐานภาพถ่าย-วิดีโอคลิปยื่นฟ้องศาลเอง พร้อมประสานพันธมิตรฯ อังกฤษ ค้าน“ทักษิณ”ลี้ภัย และตรวจสอบ ขาย แมนฯ ซิตี้ ฟอกเงินหรือไม่

    พิภพ ธงไชย

    พิภพ ธงไชย


    คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย
    คลิกที่นี่ เพื่อชม นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย (56 K)
    คลิกที่นี่ เพื่อชม นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย (256 K)


    เมื่อเวลา 21.35 น. วันที่ 15 ต.ค. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้กล่าวถึงผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า หลายคนมีบาดแผลถูกสะเก็ดบาดลึกมากและเริ่มเน่าเนื่องจากพิษบาดแผลที่เกิดจากสารเคมีแก๊สน้ำตา เราต้องดูแลรักษาคนเหล่านี้ให้มากขึ้น และต้องย้ายโรงพยาบาล เพื่อให้หมอที่รู้เรื่องการรักษาสารเคมีมากทำการรักษา ถ้ามีหมอคนใดที่เชี่ยวชาญอยากให้ช่วยกรุณาแนะนำ เราจะพาออกจากโรงพยาบาลเพราะหมอบางท่านไม่รู้ว่าเป็นแผลจากสารเคมี จะใช้มีดกรีดเหมือนถูกปืนหรือมีดธรรมดา หากใครมีข้อมูลอยากให้ช่วยแนะนะ ว่าไปโรงพยาบาลไหนที่เชี่ยวชาญ ถ้าปล่อยไว้นานอาจต้องตัดแขนตัดขาได้

    นายพิภพ ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้รัฐบาลและตำรวจกำลังพยายามไปหาข้อมูลผู้บาดเจ็บจากโรงพยาบาลต่างๆ และเท่าที่ดูจากคำให้สัมภาษณ์ กำลังพยายามจะไม่ให้นายสมชายผิด แต่จะโยนให้รองนายกฯ หรืออดีตรองนายกฯ อีกคนอีกคนที่ลาออกไปแล้ว ว่าเป็นผู้สั่งการ ไม่ให้นายสมชายเป็นผู้สั่งการโดยตรง นอกจากนี้ ยังพยายามที่จะบอกว่าตำรวจยิงแก๊สน้ำตาโดยไม่รู้ว่าทำจากจีนและมีสารเคมีรุนแรง นี่คือทิศทางการสอบสวน การให้สัมภาษณ์ของผู้สอบสวน

    “อยากเรียนให้ทราบว่า รัฐบาลสมชายโดยกำกับของภรรยาและ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพยายามหลบหลีกไม่ให้ความผิดไปตกกับนายสมชาย ดูจากการให้สัมภาษณ์ และกรรมการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมา”

    นายพิภพกล่าวต่อว่า นายสมชายเป็นผู้พิพากษา ไม่เคยบริหารและไม่เคยเป็นนักการเมือง แต่ต้อมาปฏิบัติการเป็นนักการเมืองโดยรับคำสั่งตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พอเกิดปัญหาก็แก้ไม่เป็น ขณะที่ในพรรคพลังประชาชนก็มีก๊กมีเหล่า นายสมชายจึงออกอาการ ไปไม่เป็น ดูมีอาการเครียด กล้ามเนื้อเริ่มตึง ใบหน้าดวงตามีแววโหดเหี้ยม แต่ทำอะไรไม่เป็น ต้องมีคนสั่งการอยู่เบื้องหลังเพื่อแก้เกม อาการของสมชายจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนมาช่วยแก้ไขสถานการณ์ กรณีที่นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขู่จะใช้กำลังทหารบุกไทย ก็มี พ.ต.ท.ทักษิน อยู่เบื้องหลัง เพราะอยู่ดีๆ จะมาบุกไทยได้อย่างไร

    นายพิภพยังได้กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีนายปรีชา พานิชวงศ์ อดีตรองประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการว่า นายสมชายบอกเองว่าจะให้อำนาจเต็มแก่นายปรีชาในการเลือกกรรมการที่คิดว่าดีที่สุด เหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)ไปศึกษาปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ให้อำนาจนายอานันท์เต็มที่ในการเลือกคนมาเป็นกรรมการ

    “แต่ปรากฏว่าเบื้อหลังจริงๆ มี ผู้พิพากษาที่เคยเป็นผู้ช่วยนายปรีชาสมัยเป็นรองประธานศาลฎีกา ช่วยเลือกกรรมการให้ และจะเลือกคนดี คนตรงที่เปิดออกมาแล้วสังคมยอมรับ แต่พอเข้า ครม. มีการตัดคนที่นายปรีชาเลือกมาออก อย่างน้อยมีที่ผมรู้จัก 2 คนที่ถูกตัดชื่อออก เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงก็คือนายสมชายไม่ให้อิสระกับประธานคณะกรรมการสอบสวน เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปหวังมาก ว่ากรรมการสอบข้อเท็จจริงจะไปหาข้อเท็จจริงได้

    “นี่คือเหตุผลทำไมพันธมิตรฯ ไม่สามารถยอมรับคณะกรรมการของโจรที่ตั้งมาเพื่อล้างความผิดของโจรได้ ก็มันพิสูจน์ชัดเจนว่าการตั้งกรรมการก็มีการแทรกแซง เพราะฉะนั้นอย่าตั้งความหวัง รัฐบาลสังหารประชาชนเอง ก็ตั้งกรรมการมาลบล้างความผิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยตัวอง นอกจากจะให้ ส.ว.สายที่ปฏิเสธรัฐบาลตั้งอนุกรรมาธิการสอบสวน ไปยื่นร้องต่อกรรมการสิทธิ ให้ ส.ส.ฝ่ายค้านตรวจสอบ ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.แล้ว แล้วจะฟ้องศาลเองด้วย”

    นายพิภพกล่าวต่อว่า ตอนนี้เรากำลังต้องการหลักฐานเพิ่มใครมีคลิปวิดีโอหรือภาพนิ่งให้ส่งมาที่เอเอสทีวีหรือสภาทนายความ โดยให้สำเนาเก็บไว้ด้วย เชื่อว่าในเวลาเกิดเหตุมีคนใช้โทรศัพท์มือถือถ่านไว้ทุกมุม เราจะเอามาเรียบเรียงกันให้เห็นเหตุการณ์ตลอดแบบนาทีต่อนาที หรือทุกครึ่งชั่วโมง ทุกชั่วโมง เพื่อเอาไปฟ้องศาลให้นายสมชายติดคุกให้ได้ รวมทั้ง ครม.ที่เกี่ยวข้อง และ ส.ส.ที่คัดค้านการย้ายที่ประชุมสภา และยังเดินเข้าประชุมสภา หลังจากมีการยิงตอน 6 โมงเช้า แสดงว่าสนับสนุนการฆ่าฟันเพื่อกรุยทางไปสู่การแถลงนโยบาย ส่วนตำรวจก็ว่าไปตามสายงานคับบัญชาตั้งแต่ ผบ.ตร.และนายตำรวจคนอื่นๆ ไปจนถึงผู้ปฏิบัติ

    “ผู้บาดเจ็บ เสียหาย หรือพิการ ถ้าตำรวจมาสอบ อย่าให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น หลักฐานก็อย่าให้ไป ให้มาแจ้งที่กองทัพธรรม เรากำลังรวบรวม”นายพิภพกล่าว

    นายพิภพกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการรณรงค์ในอังกฤษ โดยพันธมิตรที่อังกฤษรายงานมาว่าคนไทยในอังกฤษตื่นตัวขึ้นแล้ว เขาจะไปพบนายกอังกฤษเพื่อบอกว่ามีหลักฐานอะไรบ้างที่ไม่ควรให้ พ.ต.ท.ทักษิณลี้ภัย และบอกว่าให้พวกเราเบาใจ เขาจะทำทุกทาง และจะเปิดโปงให้คนในอังกฤษรู้ทุกเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำในอดีต รวมทั้งได้ชักใยรัฐบาลนายสมชายอย่างไร

    นายพิภพกล่าวต่อว่า ได้ฝากพันธมิตรฯ ที่อังกฤษให้ช่วยทำเรื่องการขายสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ว่าขายได้แพง 1 หมื่นกว่าล้านจริงหรือเปล่า แขกอาหรับโง่ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า มีการฟอกเงินไม่ เพราะแขกอาหรับซื้อจริงอาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่ พ.ต.ท.ทักษิณเอาเงินไปให้แขกอาหรับแล้วเอามาซื้อหรือไม่ เพื่อเป็นการฟอกเงิน ซึ่งพันธมิตรฯ ที่อังกฤษก็รับปากจะทำมาให้ ทั้งนี้ จะต้องมีการเกาะติด พ.ต.ท.ทักษิณตลอด เพราะคนไม่เคยเชื่อ เนื่องจากมีเล่ห์เหลี่ยม เอาตัวรอด คำนึงถึงแต่ตัวเอง เห็นประเทศชาติมีไว้หากินและโกงกินเท่านั้น

    นายพิภพกล่าวอีกว่า นายสมชายจะพยายามยื้ออำนาจให้อยู่ได้นานที่สุดโดยมีภรรยาอยู่เบื้องหลัง และ พ.ต.ท.ทักษิณกำกับมาจากลอนดอน และบางเรื่องก็จะสายตรงมาเลย นายสมชายมีหน้าที่อย่าเดียวคือเป็นหุ่นให้ดีในการให้ พ.ต.ท.ทักษิณและน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณเชิด ประเทศไทยขณะนี้จึงมีนายกหุ่นเชิดอย่างแท้จริง

    หลังจากนั้นนายพิภพได้รายงานยอดเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค. โดยมียอดเงินบริจาคปิดถึงวันที่ 14 ต.ค.51 จำนวน 19,005,762.80 บาท โดยเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บไปแล้ว 5 แสนกว่าบาท จำนวน 14 ราย และจะมีการทยอยจ่ายไปเรื่อยๆ รวมทั้งจะพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแต่ละคนด้วย

    นายพิภพกล่าวในตอนท้ายว่า การต่อสู้ของพันธมิตรฯ ยังไม่สิ้นสุด เราต้องสู้ให้รัฐบาลนี้ออกไป ไม่ให้พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล ต้องไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2550 และต้องสร้างการเมืองใหม่

    การต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นมี 2 ส่วน คือ ต่อสู้กับตัว พ.ต.ท.ทักษิณและคนของเขาในพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งใครเกี่ยวข้องต้องเข้าคุก แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเก่งในเรื่องการหนี ศาลตัดสินว่ามีความผิด มีหมายจับหลายหมาย ก็อาศัยที่ตัวเองมีเงินมากขอลี้ภัยที่อังกฤษ ถึงผิดก็ไม่ต้องมาติดคุก เราจะขอร้องอังกฤษให้เลิกเอานักการเมืองโกงไว้ในประเทศของตัวเอง ไหนว่าเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาล ส่วนที่ 2 เราจะจัดการกับระบอบทักษิณ หรือทักษิโณมิกส์ ที่สืบทอดไปยังพรรคการเมืองต่างๆ โดยการสร้างการเมืองใหม่ เพื่อขับไล่ออกไป และงานที่ 3. ที่เพิ่มเข้ามา เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆ่าประชาชนกลางกรุง มีคนตาย 2 คน บาดเจ็บ 400 กว่าคน ต้องเอาคนที่ทำผิดมาเข้าคุก รวมทั้งคนอยู่เบื้องหลัง

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 16 ตุลาคม 2551 01:37 น.
    http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000122895


    พิมพ์ ข่าวนี้ “พิภพ”แฉ”เขยแม้ว”ล้วงโผ กก.สอบ“7 ต.ค.”-พันธมิตรฯ อังกฤษลุยต้าน”แม้ว”ลี้ภัย


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    เหตุใดปะทะแตกหัก กันจนได้ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” – บันทึกหน้า 4…ท.ศักดิ์

    Filed under: กัมพูชา,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,ตรวจสอบ,ท่องเที่ยว,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาท ตาควาย,ปราสาท ตาเมือนธม,มรดกโลก,วัฒนธรรมขอมโบราณ,วิกฤติ,องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 00:04
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


    16 ตุลาคม 2551
    กองบรรณาธิการ การเมือง
    หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

    บันทึกหน้า 4…ท.ศักดิ์


    “อิสรภาพแห่งความคิด” …แล้วก็เกิด การปะทะแตกหัก กันจนได้ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ซึ่งก็ไม่ได้เกิน คาดเดา เท่าใดนัก เพียงแต่วันเวลา ที่ทอดมาถึง ปัจจุบันเท่านั้น ที่ทำให้น่าสนใจว่า เหตุใด


    รัฐบาลฮุนเซน จึงเลือกจังหวะเวลา ช่วงนี้…๐


    คนคิดด้านร้าย หลายๆ ฝ่าย ต่างตั้งแง่สงสัยกันถ้วนทั่ว ว่า “สมเด็จฮุน เซน” ได้รับสัญญาณอะไร บางอย่างจาก เพื่อนร่วมก๊วนกอล์ฟ อย่าง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ของไทยหรือไม่…๐


    ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ ฮุน เซน ได้มีการติดต่อ สำนักข่าวต่างประเทศ ผ่านองค์กรสื่อในอาเซียน??? อาทิ เอบีซีนิวส์ สเตรทไทม์ ฯลฯ เพื่อให้สัมภาษณ์ เป็นการเฉพาะ แล้วไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีข่าวเผยแพร่ ออกมาว่า “ขีดเส้นตาย” ให้กองทัพไทย ถอนทหารออกจาก “ปราสาทพระวิหาร” ทั้งๆ ที่ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ กำลัง “เจรจา” ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกัน? ในช่วงนั้น…๐


    หรือ นี่เป็นวิธีการทูต “แบบสองหน้า” ที่กัมพูชา นิยมเล่น และไทยเอง ก็ตกเป็น เครื่องมือถูกปั่นหัว หรือพร้อมใจ เล่นเป็นตัวประกอบ ในฉากนี้ด้วย


    คำถามเหล่านี้ ยังคงลอย อยู่ในสายลม เพื่อให้ ใครบางคนตอบอยู่ …๐


    ที่แน่ๆ คนลอยตัว อย่างทุเรศทุรัง คงไม่พ้น “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.การต่างประเทศ ที่ออกมาปัดสวะ ความรับผิดชอบให้พ้นตัว ว่า ได้ยกเลิก “แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา” ไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เกิดจาก เรื่องเหล่านี้


    แหม! ช่างเป็น “ลูกผู้ชาย” เสียจริง มิน่า ผู้หญิงอย่าง “ณหทัย ทิวไผ่งาม” ต้องใส่รองเท้า คอนเวิร์ส แยกทางกันเดิน …๐


    โธ่! มูลเหตุของเรื่องนี้ ถ้าไม่มี แถลงการณ์ร่วม ที่เรียก “จอยต์ คอมมูนิเก้” มีหรือที่ เขมรจะกล้าหือ และถือไพ่เหนือกว่า ทั้งในเวทีโลก และ เวทีคณะกรรมการ มรดกโลก จนทำให้สามารถ จดทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลกสำเร็จ เขาถึงบอกว่า “สนิมเกิดจากเนื้อใน” ประเทศไทย ที่ต้องเสีย กรุงศรีอยุธยา ทั้ง 2 ครั้ง ก็เพราะคนใน ที่หัวใจเป็นอื่น เป็นตัวอย่างมาแล้ว ไม่ใช่หรือ …๐


    เหตุการณ์ปะทะ ครั้งนี้จะสมอุราของ “ชายแม้ว” หรือไม่ ไม่ทราบได้ แต่ข้อครหาของ “กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” ที่ระบุว่า อยู่ในช่วง วันอันตราย ก่อนถึงวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นวัน นัดอ่าน คำพิพากษา ในคดีที่ดินรัชดาภิเษก เริ่มมี “เค้าลาง” น่าเชื่อถือมากขึ้น


    เพราะหาก ไล่เรียงให้ดีๆ จะเห็นว่า เริ่มมีความต่อเนื่องมาก ตลอดตั้งแต่ เริ่มเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา…๐


    ต้นเดือน เขมร ยิงปะทะทหารไทย ที่ “ภูมะเดือ” ซึ่งก็เป็นที่ปะทะ ในปัจจุบันด้วย


    เกิด 7 ตุลาวิปโยค


    ตามมาด้วย ข่าวการขอลี้ภัยของ “พ.ต.ท.ทักษิณ”


    ตามติดด้วยการระดมพลของ “นปช.” จัดงาน และ ล่าสุด


    อัยการสูงสุด ก็สั่งไม่ฟ้องในคดี “ซุกหุ้นเอสซี แอสเสท”…๐


    ด้วยเรื่องราว ที่จับต้องได้ ทำให้นวนิยาย ว่าด้วยเรื่อง “ชายผู้ดิ้นรนเสพติดอำนาจ” ถูกหลายต่อหลายฝ่าย เห็นพ้องตรงกันว่า คนผูก ย่อมเป็น คนแก้ คือ “พ.ต.ท.ทักษิณ” เท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ อดีตนายกรัฐมนตรี อย่าง “อานันท์ ปันยารชุน” ก็เล็งเห็น เช่นเดียวกัน …๐


    แต่ดูเหมือน น้องเขย ผู้หน้าซื่อ อ่อนน้อม แต่ใจโหด อย่าง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จะปัดทิ้งว่า เป็นแค่ความเห็น ของคนนอก แล้วไอ้ที่ ส.ส.พลังประชาชน ยัง เรียกขาน อดีตนายกฯ ว่า “พ่อบ้าง นายบ้าง” ในการประชุมพรรค แต่ละที หรือประชุมก๊วน แต่ละครั้ง อย่างนี้ ยังจะปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องหรือ …๐


    เขาก็บอกกันแล้วว่า อย่าตีงูแค่หลังหัก แต่ถ้าจะตีงูก็ต้องตีให้ “ตาย” ก็เหมือนกับกรณีนี้เช่นกัน


    การปล่อยให้คน ที่มีอำนาจเงิน และอำนาจสั่งการ ลอยตัวอยู่ เมืองนอกเมืองนา ในโลก “โลภาภิวัตน์” เช่นนี้ เราก็มีแต่ เสีย และ มีแต่ ตั้งรับเท่านั้น …๐


    ไม่รู้ว่า “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” จะรู้หรือไม่ว่า “หัวโขน” ที่ตัวเองสวมอยู่ ตอนนี้ คือ “โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี” ไม่ใช่ “พิธีกร” รายการ ความจริงวันนี้ หรือ โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะต้องออกมา ชี้แจงแถลงไข เรื่องรายละเอียด การจัดงาน ซึ่งจะเชิญ “สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกรัฐมนตรี มาหรือไม่มาร่วม เพราะหากยังทำตัวเป็น พิธีกร ควบคู่กับ โฆษกสำนักนายกฯ ระวังอาจถูก เข้าข่ายละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ได้


    เพราะปล่อยให้ “พิธีกร” ที่ถูกหมายจับ ในคดีหมิ่นเบื้องสูง ลอยหน้าลอยตา จัดรายการ ในสื่อของรัฐ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร…๐


    ทิ้งท้าย ด้วยความหวังดีไปยัง อัยการสูงสุด ในยุค “ชัยเกษม นิติสิริ” ที่ต้อง ตอบคำถามสังคม ให้ชัดเจนว่า ทำหน้าที่ “ทนายแผ่นดิน” อย่างเข้มข้น สมกับเป็น ข้าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ เพราะคดีที่อยู่ในมือ อสส. ยุคนี้เขาพูดว่า มันถึงขั้นชี้ “อนาคต” ประเทศไทย เลยทีเดียว …๐

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 16 ตุลาคม 2551
    http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=16/Oct/2551&news_id=165355&cat_id=500


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ บันทึกหน้า 4… ท.ศักดิ์


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    กัมพูชา… กับบทเรียนในอดีต – ท่านขุนน้อย

    Filed under: กัมพูชา,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,ตรวจสอบ,ท่องเที่ยว,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาท ตาควาย,ปราสาท ตาเมือนธม,ปราสาทพระวิหาร,มรดกโลก,วัฒนธรรมขอมโบราณ,วิกฤติ,องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 00:03
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


    16 ตุลาคม 2551
    กองบรรณาธิการ การเมือง
    หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

    กัมพูชา… กับบทเรียนในอดีต ท่านขุนน้อย


    และแล้ว… การเมืองภายนอก ก็ถึงจุดปะทะกัน จนได้!!! ใครจะเป็น ฝ่ายเปิดฉากยิงใครก่อน ก็แล้วแต่ แต่เสียงปืนที่ระเบิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง ประมาณ 10 นาที ณ บริเวณพื้นที่หมู่ 11 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ หรือ ที่เรียกกันว่า ภูมะเขือ เชิงปราสาทพระวิหาร วานนี้… ทำให้ทั้ง ทหารไทยและกัมพูชา ต้องบาดเจ็บ หลั่งเลือดไปด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย…


    อย่างไรก็ตาม… การปะทะครั้งนี้ ยังถือว่า เป็นเพียง การปะทะประปราย ไม่ได้มีแนวโน้มใดๆ ว่าจะขยายตัวไปสู่ สงครามเต็มรูปแบบ อย่างที่ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา เพรียกหาไป เมื่อวันสองวันนี้ ท่าทีของ ผู้นำกองทัพไทย ยังคงตั้งมั่นอยู่ในสติ พร้อมที่จะ ปกป้องอธิปไตย ของชาติ ควบคู่ไปกับการเจรจา การงัดเอาอาวุธหนัก ออกมาถล่มใส่กัน จึงยังไม่ปรากฏให้เห็น พูดง่ายๆ ว่า… ฉากสถานการณ์ เมื่อมาถึง ณ ขณะนี้… ก็ยังคงเปิดกว้างให้กับ การหาทาง คลี่คลายข้อขัดแย้ง และความไม่เข้าใจ ระหว่างกันและกัน โดยหนทางสันติ ได้เสมอ…


    แม้นว่าการมีประเทศ อย่างกัมพูชาเป็น เพื่อนบ้าน… จะก่อให้เกิด ความปวดเศียรเวียนเกล้า ต่อประเทศไทย มาโดยตลอดประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ อดีต จนตราบเท่าทุกวันนี้… แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่ใครต่อใครพูดๆ เอาไว้ว่า โอกาสที่จะ ยกประเทศทั้งประเทศ แยกห่างออกจากกันนั้น … มันคง เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะโกรธเกรี้ยว เฉียวฉุน กันเพียงใดก็ตาม สุดท้าย… ก็คงหนีไม่พ้น ที่จะต้องหาทาง จบกันที่ โต๊ะเจรจา ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ เพื่อให้ผู้คน ตลอดสองฟากฝั่ง แนวเขตแดน ซึ่งต่างก็เป็น พี่ๆ น้องๆ ด้วยกัน ทั้งนั้น พอได้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว …


    การที่ การเมืองภายนอก เกิดมาปะทุกัน ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าใครจะตั้งข้อ สมมุติฐานไปในลักษณะใด ก็แล้วแต่ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันน่าจะมีส่วน ทำให้ การเมืองภายใน พอมีโอกาส หายใจ-หายคอ ได้เฮือกใหญ่ทีเดียว ภายใต้ สถานการณ์ หน้าสิ่ว-หน้าขวาน หน้าข้าว-หน้าเหล้า เช่นนี้… จะไปเคี่ยวเข็ญ เสือกไส ให้รัฐบาลออกๆ ไปโดยไว… ก็ออกจะเป็นอะไร ที่ค่อนข้าง อิหลักอิเหลื่อ อยู่ไม่น้อย ความจำเป็น ที่จะต้องมี ผู้รับผิดชอบ หรือ ผู้ตัดสินใจ ในสถานการณ์เช่นนี้… ทำให้ประเทศไทย คงต้องตกอยู่ในสภาวะ กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก ต่อไปอีกซักพัก…


    แต่ฉากสถานการณ์ เช่นนี้… ใช่ว่า จะไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ในประวัติศาสตร์ชาติไทย หลายต่อหลายครั้ง ในอดีตเราก็เคย เผชิญกับภาวะเช่นนี้ ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า โดยมีตัวละครเก่าๆ อย่างประเทศกัมพูชา นี่แหละ เป็นผู้สร้าง ความอิหลักอิเหลื่อ ให้กับประเทศไทย อยู่ภายนอก ในขณะที่ เรากำลัง ชุลมุนวุ่นวาย อยู่กับปัญหาการเมืองภายใน ด้วยเหตุนี้… บทเรียนดั้งเดิม เท่าที่เคยมีมาในอดีต จึงน่าจะยังมีคุณค่า มีประโยชน์มากพอ ที่จะนำมาปรับใช้ กับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้ไม่น้อย แม้นว่าสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต อาจไม่สามารถ นำมาใช้เป็น คำตอบ ต่อสถานการณ์ ปัจจุบัน ได้แบบสมบูรณ์ เบ็ดเสร็จ ในทุกเรื่อง ทุกกรณี แต่การหวนกลับไป คิดคำนึงว่า ผู้คนในอดีต สามารถก้าวผ่าน วิกฤตการณ์ ในลักษณะเช่นนี้มา ได้อย่างไร? อย่างน้อย… ก็อาจพอนำเอามาใช้ เป็น แนวทาง หรือกระทั่ง เป็น กำลังใจ ในการฝ่าฟันอุปสรรค ต่างๆ ได้บ้าง…


    จริงอยู่… ถึงแม้นว่า ระบบการเมือง การปกครอง ในอดีตกับปัจจุบัน จะแตกต่างกัน แบบคนละเรื่อง คนละม้วน ก็ตามแต่ สิ่งที่ประวัติศาสตร์ ได้สะท้อนให้เห็นถึง องค์ประกอบ สำคัญเอามากๆ ในการฝ่าฟัน วิกฤตการณ์ ในลักษณะเช่นนี้ก็คือ… ความเข้มแข็ง ของการนำ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเด็ดขาด บุคลิกภาพของ อดีตวีรกษัตริย์ แต่ละพระองค์ ผู้ซึ่งเคยเผชิญกับ ฉากสถานการณ์ทำนองนี้ เท่าที่มีบันทึกอยู่ใน บทเรียน ตำรา แต่ละเล่ม ล้วนแล้วแต่ บ่งบอกถึง ความจำเป็น ในอันที่จะต้องอาศัย กรรมวิธีที่เฉียบขาด เด็ดเดี่ยว ในการนำพา ประเทศชาติ ฝ่าฟัน วิกฤติการเมืองภายนอก ไปพร้อมๆ กับการจัดการ วิกฤติการเมืองภายใน แบบถึงราก-ถึงโคน…


    แน่นอนว่า… สำหรับทุกวันนี้ แม้ว่าการนำพาประเทศชาติ คงไม่ใช่เรื่องของ คนหนึ่ง-คนใด ต่อไปอีกแล้ว แต่ไม่ว่า เราจะมี ระบบการเมือง การปกครอง ที่เหมาะสม สอดคล้อง กับสภาพสังคมไทย ในปัจจุบัน หรือสังคมโลก ขณะนี้ก็ตาม ถ้าหากระบบนั้นๆ ยังปราศจาก เสียซึ่ง ความเข้มแข็ง ของการนำ ยังเต็มไปด้วย ผู้รับผิดชอบ ซึ่งพร้อมเสมอ ที่จะปฏิเสธ


    ความรับผิดชอบ หรือ ผู้ตัดสินใจ ซึ่งปราศจากอำนาจ ในการตัดสินใจ ที่แท้จริง ดูเหมือนว่า… นอกจากโอกาส ในการฝ่าฟันวิกฤติ แทบจะเป็นไป ไม่ได้แล้ว ดีไม่ดี…สถานการณ์ การเมืองภายนอก ที่ถูกนำมาเชื่อมโยง กับสถานการณ์ การเมืองภายใน คราวนี้… อาจทำให้ เราต้องเขียน ประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ ที่ไม่หลงเหลือเค้าลางของ ประวัติศาสตร์ในอดีต อีกต่อไป ก็ไม่แน่…???


    การปะทะบริเวณ ชายแดนไทย-กัมพูชา คราวนี้… แม้นว่าจะกลายเป็น ข่าวใหญ่ ชนิดแทบกลบกระแส การเมืองภายใน ไปโดยทันที แต่ท้ายที่สุด… คำตอบ ต่างๆ ที่จะถูกนำไปใช้ เป็นข้อสรุป บนโต๊ะเจรจา ก็คงต้องขึ้นอยู่กับ การเมืองภายใน ของแต่ละประเทศ นั่นเอง


    ตราบใดที่สภาพ การเมืองในประเทศไทย… ยังเต็มไปด้วย ความสับสน ระส่ำระสาย ไร้ทิศไร้ทาง หาเอกภาพการนำ ยังไม่เจอ ยังไม่สามารถสร้าง ความเข้มแข็ง ของการนำ ให้เกิดขึ้นได้ อย่างเป็นจริงเป็นจัง หรืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด…


    แม้นว่าโดย ศักยภาพทางทหาร ของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับ เพื่อนบ้าน จะแข็งแกร่งกว่ากัน หลายต่อหลายเท่า… แต่โดย ศักยภาพของชาติ แล้ว… เราอาจต้องตกเป็น ฝ่ายเสียเปรียบ ในโต๊ะเจรจา ตั้งแต่เริ่มแรก…


    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก แฮนด์สัน ดับเบิลยู บัลด์วิน… “ศักยภาพสูงสุด ในการรบ ของแต่ละชาติ ไม่มีอะไรเหนือไปกว่า กำลังใจ และความมุ่งมั่น ของพลเมืองแห่ง ชาตินั้นๆ…”

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 16 ตุลาคม 2551
    http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=16/Oct/2551&news_id=165356&cat_id=500


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ กัมพูชา…กับบทเรียนในอดีต


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    มีทางออกชัดเจน ให้เลือกแล้ว หากไม่อยากเห็น การปฏิวัติรัฐประหาร

    Filed under: กัมพูชา,การเมืองภาคประชาชน,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,ข่าวเศรษฐกิจ,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,ชุมนุมประท้วง,ตรวจสอบ,ท่องเที่ยว,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาท ตาควาย,ปราสาท ตาเมือนธม,ปราสาทพระวิหาร,มรดกโลก,วัฒนธรรมขอมโบราณ,วิกฤติ,องค์การยูเนสโก — accomthailand @ 00:02
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


    16 ตุลาคม 2551
    กองบรรณาธิการ
    หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

    ทางออกที่ชัดเจน “สมชาย” ต้องเสียสละ


    การที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงท่าที ชัดเจน “ปฏิเสธ” ที่จะฟังคำแนะนำ หรือเสียง วิเคราะห์วิจารณ์ ของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี


    ซึ่งเสนอ ทางออกในการปลดล็อก ปัญหาความขัดแย้ง ในบ้านเมือง นับเป็น ปฏิกิริยาที่มิได้เหนือความคาดหมาย เพราะตั้งแต่ “น้องเขย” ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คนนี้ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ก็สะท้อนภาพ ปากอย่าง การกระทำอีกอย่าง มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง ความตั้งใจ ในการสร้างความสามัคคี ความปรองดอง ให้เกิดแก่ ประเทศชาติ ประชาชน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และไม่ติดยึดกับ ตำแหน่ง


    ทั้งๆ ที่เพิ่งแถลงผ่าน โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2551 ด้วยใจความว่า…


    “สังคมไทย ทุกวันนี้ มีความขัดแย้ง ทางความคิดมากมาย มีเหตุการณ์ ประท้วงชุมนุมมาก และ ยังมีภัยเศรษฐกิจ ที่ท้าทาย ความอยู่รอด ของ ประเทศชาติ เราต้องหาทางออก และ พาไปสู่ความสงบ ที่เราจะอยู่ร่วมกันได้ ต้องหันหน้าเข้าหากัน แก้ไขปัญหาร่วมกัน ปรองดองกัน เพื่อให้เกิด ความสงบสุข…”


    แต่สรุปลงท้าย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็แสดงธาตุแท้ ไม่ยอมรับความคิดเห็น ของฝ่ายอื่น ไม่ว่าจะเป็น การเสนอให้ รัฐบาลลาออก หรือ นายกรัฐนตรี ยุบสภา แม้แต่การแสดง ความรับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา อย่างตรงไปตรงมา


    คำกล่าวของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่บอกว่า… “มีหลายฝ่าย พยายามเรียกร้องว่า รัฐบาลควรยุบสภา หรือ นายกฯ ควรลาออก จากตำแหน่ง กราบเรียนว่า ไม่คิดยึดติดใน ตำแหน่งหน้าที่ แต่อย่างใด หากการทำเช่นนี้ แก้ปัญหา ได้จริง แต่การทำเช่นนั้น ยังไม่แน่ใจว่า จะแก้ปัญหา ได้จริง หรือไม่ อาจกระทบ ต่อภารกิจ ที่ต้องร่วมกันทำ หลายอย่าง ควรให้เห็น ทางออกที่ชัดเจน เสียก่อน ผมสามารถ ตัดสินใจได้ โดยไม่ ตะขิด ตะขวงใจ เลย…”


    จึงเป็นแค่พิธีกรรม ทางการเมือง อีกฉาก ของ คนปากหวาน แต่น้ำใจเชือดคอ เพราะ นายสมชาย ไม่มีวันเจอทางออก ที่ชัดเจนแน่นอน ตราบเท่าที่ ไม่สำนึก ทบทวนว่า ต้องเสียสละ เพื่อประโยชน์สุขข องส่วนรวม เสียที


    ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นว่า เกิดวิกฤติศรัทธา ในหมู่ประชาชน นายสมชาย หมดความชอบธรรม ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี นายสมชาย ถูกตั้ง ข้อกล่าวหาเป็น “ฆาตกรเลือดเย็น” นายสมชาย ก็ยังพยายามซื้อเวลา เพื่อรักษาประโยชน์ พวกพ้อง ด้วยข้ออ้างเดิมๆ เป็นรัฐบาล มาจาก การเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ต้องเคารพในกติกา


    นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกตว่า ความรุนแรง ในช่วงนี้ ทั้งในประเทศ และ การ ท้าตี ท้ารบ ของ ผู้นำประเทศกัมพูชา มีเจตนาซ่อนเร้น อย่างมี นัยสำคัญ กับวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังจะอ่านคำพิพากษา คดีที่ดินรัชดาภิเษก ที่มี พ.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลย ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ส่วนตัว อันจะเป็น ใบเสร็จชี้ชะตา ระหว่าง การเป็น อาชญากรหนีคดี กับ ผู้มีสิทธิ์ลี้ภัย ทางการเมือง


    เหตุผล และ สถานการณ์ ทั้งหมดดังกล่าว เป็นสิ่งตอกย้ำว่า ทางออกที่ชัดเจน จะไม่มีทางเป็นไปได้เลย หาก นายสมชาย ยังไม่ตกผลึก ทางความคิดว่า ฝ่ายบริหาร จะนำพาบ้านเมือง ให้รอดได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤติศรัทธา และ ความไม่สง่างาม ของนายกรัฐมนตรี


    ดังนั้น การเสียสละ เพื่อส่วนรวม จึงเป็น ทางออกทางเดียว ที่จะไม่ทำให้ คนไทยต้องเสียเลือดเนื้อ หรือ ตกเป็นเหยื่ออันโอชะ ของ ผู้ไม่ปรารถนาดี ทั้งที่เป็น คนไทย และ คนต่างชาติ หรือเพียงเพื่อ สนองความต้องการของ คนไทยหน้าเหลี่ยม ที่ลอนดอน


    ด้วยทางเลือก ที่มีน้อย ทางเดินที่ตีบตัน ของรัฐบาล ทางออก ที่ละมุนละม่อม และ เหมาะกับสถานการณ์ ที่สุดจึงไม่พ้น นายสมชาย ต้องเสียสละ เลือกเดินทาง ที่ฝืนใจตัวเอง นั่นคือลาออก ให้คนอื่นมาเป็น นายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขว่า นอกจาก นายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก การเลือกตั้ง ตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติ ไว้แล้ว


    คณะรัฐมนตรี ควรมาจาก คนนอก ที่มีความสามารถ และเป็นที่ยอมรับ ในสังคมอย่างแท้จริง ทั้งหมด จะได้หมดปัญหาว่า มีแต่พวกเขา จากนั้น ก็ทำ การบ้าน ที่คนไทยทั้งชาติ อยากเห็น นั่นคือ ปฏิรูปการเมือง เพื่ออนาคต ที่ดีกว่า และ คืนความปรองดอง สมานฉันท์ ให้กับ ประเทศชาติ ประชาชน ขอยืนยันว่า มีทางออกชัดเจน ให้เลือกแล้ว หากไม่อยากเห็น การปฏิวัติรัฐประหาร และ เสียเลือดเสียเนื้อ อีกต่อไป

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 16 ตุลาคม 2551
    http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=16/Oct/2551&news_id=165345&cat_id=100


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ ทางออกที่ชัดเจน “สมชาย” ต้องเสียสละ


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    เปลวสีเงิน – พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


    16 ตุลาคม 2551
    กองบรรณาธิการ
    หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

    เปลวสีเงิน – พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


    ทหารไทย ปะทะ ทหารเขมร วานนี้ (๑๕ ต.ค.๕๑) ที่เชิงเขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือ ถือเสียว่า เป็นการ สะเดาะเคราะห์ คนไทย กับ คนไทย จะได้ ไม่ต้องฆ่ากันเอง ไงล่ะ ถึงอย่างไร


    “สงครามไทย-เขมร” ไม่มีแน่ จะมีก็แต่ ซ่า..เข้ามา ก็จะถูกเตะ สั่งสอน กลับไปบ้าง เท่านั้น


    สาเหตุที่ เขมร เหิมเกริมกับ ไทยเรา ก็อย่างที่รู้กันอยู่ ประเด็นแรก ก็คือ “สันดาน” เป็นอย่างนี้ มาตลอด


    ประเด็นที่สอง เห็นรัฐบาลไทย อ่อนแอ และ คนไทยแตกแยก กันเอง สันดาน จึง สำแดง


    ประเด็นที่สาม เพราะต้องการ พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร อันเป็นของไทย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ผนวกเข้าไป เป็นส่วนเดียว กับตัว ปราสาท ที่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลก ไปแล้ว


    แต่คณะกรรมการมรดกโลก เขามีเงื่อนไขไว้ว่า การขึ้นทะเบียนนั้น จะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อ “ตัวปราสาทพระวิหาร” ต้องมี อาณาบริเวณ รอบๆ เป็น ภูมิทัศน์ด้วย เมื่อยังไม่ได้ จึงต้องดิ้นรน!


    พูดง่ายๆ คือ มีแต่ตัวปราสาทโด่ๆ เป็นมรดกโลกไม่ได้ ต้องมีที่ดินรอบๆ ให้เขาทำมาค้าขายด้วย ทำเป็นที่ ปลูกสร้างอาคารทำการ ด้วย ปราสาทพระวิหาร จึงจะได้เป็น “มรดกโลก” สมบูรณ์ตามเงื่อนไข


    นี่ก็ใกล้ กำหนดเวลาที่ คณะกรรมการ เขาให้ไว้แล้ว แต่เขมรยังมีแค่ ตัวปราสาทโด่ๆ ลอยอยู่ในอากาศ อย่างว่า ไม่มีที่ดินรอบๆ พัฒนา เพื่อการพาณิชย์ อย่างที่พวก “ประเทศกลุ่มทุน” หนุนหลัง เขามีแผนไว้แล้ว


    กระทั่งที่จะขึ้นไปตัว ปราสาท และที่จะทำส้วม ให้นักท่องเที่ย วขี้-เยี่ยว ก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!


    ถึงจะมีการตั้ง ๖-๗ ประเทศ ขึ้นเป็นกรรมการ หวังจะเข้ามา ไกล่เกลี่ย “หักคอ” เอาที่ดินของ ไทยรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปผนวก เข้ากับ ปราสาทพระวิหาร


    แต่ “พระสยามเทวาธิราช” ท่านไม่ยอมให้ครับ!?


    คือแผนงุบงิบ “ยกดินแดนไทยให้เขมร” ของไอ้รัฐบาล นอมินีทักษิณ แตกเสียก่อน เพราะ พันธมิตรฯ โวยวาย ขึ้น ศาลปกครอง บอกว่า แถลงการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่ นายนพดล ปัทมะ ไปเซ็นไว้นั้น “ผิดกฎหมาย” มติ ครม. ที่อนุมัติ ก็ผิดด้วย


    ประกอบกับ ทหารไทย เรา และ ข้าราชการ กระทรวงการต่างประเทศ ไทยของเรา ในยามที่ ฝ่ายอำนาจบริหาร ล้มเหลว และ มีส่วน คิดไม่ซื่อ ต่อแผ่นดิน ท่านก็ทำหน้าที่ คัดท้าย “รักษาประเทศ” ทั้งในพื้นที่ และทั้งในเวทีโลก ได้ดี ที่ต้อง “ชมเชย” กันไว้ และ คนไทย เราควรต้อง “ขอบใจ” ท่านทั้งหลาย ในส่วนนี้ไว้ด้วย!


    ฮุน เซน ถึงร้อนใจไงล่ะ เพราะผิดแผน ที่คงเคยตกลงกันไว้กับ ทักษิณ และ นอมินีทักษิณ


    เมื่อผนวกรวมเอา ที่ดินรอบๆ ของไทย ไม่ได้ เส้นตายตามเงื่อนไข ก็ใกล้เข้ามา กลัวที่จดทะเบียนเป็น มรดกโลก ไว้จะเป็นโมฆะ เลยหน้ามืด กล้า “สร้างเหตุ” จะทำสงคราม กับเรา?


    “กองทัพไทย” เรา หนักแน่นในประเด็น ในหน้าที่ และในเป้าหมายที่ เขมรสร้างเหตุ เพื่อลากไปสู่จุดนั้นดี ฉะนั้น การรับมือกับ “สันดานเขมร” ครั้งนี้ จึงไม่มีอะไรที่ “แนวหลัง” อย่างพวกเรา ต้องวิตก


    ประเด็นคือ จะยอมให้เขมร หรือประเทศ ที่คณะกรรมการมรดกโลก ตั้งมา มาฮุบเอาที่ดิน รอบปราสาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปไม่ได้ ถึงจะอ้างว่า “รวยด้วยกัน” ก็ไม่ได้


    ไทยจะปฏิบัติตาม เงื่อนไขสัญญา ที่ “ไทย-เขมร” ตกลงกันไว้ เมื่อปี ๒๕๔๓ ทุกอย่าง จนกว่า จะมีการปักปันเขตแดน พื้นที่บริเวณนี้ ให้แจ่มชัด ต่อจากนั้น ไทย-เขมร จะเป็น “หุ้นส่วนแห่งความรวย” ในการเป็นมรดกโลก ร่วมกันอย่างไร?


    ก็ค่อยมาคุยกัน!


    เขมรมีตัวปราสาท ไทยมีพื้นที่รอบปราสาท มีโบราณสถาน อันเป็นส่วนประกอบ ปราสาท มีทางขึ้น-ลงปราสาท เอามากองรวมกัน แล้วคุยกัน เป็น มรดกโลก ร่วมกัน ตกลง ผลประโยชน์ ทางท่องเที่ยวร่วมกัน จบแล้ว ค่อยพูดคำว่า “รวยด้วยกัน”


    ส่วนตอนนี้ ถ้าผิดจาก ข้อที่ตกลงกันไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ และ แหยมล้ำดินแดน เข้ามา


    ถล่มกะแม่งมันเลย!


    ข้อสำคัญในเรื่องนี้ “งานการทูต” ต้องแข็ง ต้องไว และไว แค่ทันไม่พอ จะต้องไว ชนิดให้ข้อมูล แต่ละประเทศ ได้รู้ ได้เข้าใจ ต่อปัญหา เป็นวัคซีน ไว้ ก่อนที่ “โรคบ้า-พูดจาพกลม” ของ ฮุน เซน จะระบาดไปถึง


    เขมร เขาคงลำพองว่า “นายฮอร์ นัมฮง” รัฐมนตรีต่างประเทศ ของเขา “เก๋า” ยิ่งเมื่อเทียบกับ “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีต่างประเทศ ของ ไทย เหมือนเด็กฝึกงาน


    เลยซ่าใหญ่ คงคิดว่า จะเดินแต้มการเมือง ในเวทีโลกได้ “เหนือชั้นกว่า” ว่างั้นเถอะ!


    แต่ “ดอน ปรมัตถวินัย” เอกอัครราชทูตไทยถาวร ประจำสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก จะไม่ปล่อยให้ เขมรทำอย่างนั้น ได้ง่ายๆ แน่ ป่านนี้ คงประสาน ข้อมูลกับ ทางปลัดฯ “วีระศักดิ์ ฟูตระกูล” ทำหน้าที่ใน UN ได้ดี อย่างที่เคยทำ ในครั้งก่อนแล้ว!


    และทาง กระทรวงต่างประเทศเอง คิดว่า “นายธฤต จรุงวัฒน์” อธิบดีกรมสารนิเทศ และ โฆษก กระทรวงการต่างประเทศ คงจะ แถลงข่าวสารสู่ สังคมโลก รักษาบุคลิกภาพ และท่าทีไทย ได้ชนิด “ไม่เสียรังวัด” เพราะทันงาน ทันสันดานเขมร ดีมิใช่หรือ?


    ถึงอย่างไร ผมก็ยังแปลกใจอยู่ดี ที่นายฮุน เซน กล้าเอา สถานภาพเขมร ทั้งประเทศ มาเป็นศัตรูกับไทย เพียงเพื่อ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลมตร


    หรือ รับจ้างวาน “ใครบางคน” รบไทย ก่อนวันที่ ๒๑ ตุลา เป็นการเฉลิมฉลอง วันครบรอบ ปีที่ ๑๒ ของ ไทยโพสต์?


    ข่าวเขมรซ่า มันมาพร้อมกับ ข่าวตัดสินคดี ทักษิณวันที่ ๒๑ มาพร้อมกับข่าว ทักษิณจะไปเป็น พลเมืองบาฮามาส มาพร้อมกับ ข่าว “ทุ่มทุนสร้าง” เช่าสนามกีฬา ระดมพล คนเสื้อแดง นับแสน สำแดงพลัง และมาพร้อมกับ ข่าว “ปราการด่านสุดท้าย” รัฐบาลน้องเขย กำลังแพ้พ่าย อาจเป็นอีกราย ที่ต้อง หอบครอบครัว ไปสมทบเป็น พลเมืองบาฮามาส ด้วย!


    “เหตุ” เหล่านี้ ไม่ต้องตกใจครับ มันเกิดขึ้นเพราะ “ต้องเกิด” ตามเส้นทาง ประเทศที่กำลัง จะก้าวไป การลอกคราบ ครั้งยิ่งใหญ่ มันก็ต้องมีอะไร ให้ตื่นเต้น แปลก-ใหม่ ไปอย่างนี้แหละ


    ผมอยากจะบอก พี่น้องไทย ไทยเสื้อเหลือง – ไทยเสื้อแดง ล้วนหินผา ปูลาด รองพระบาท พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์เดียวกัน การณ์อันใด ควรกระทำ – การณ์อันใด ควรระงับยับยั้ง ไว้ ชั่งใจ ชั่งสถานการณ์ และเห็นแก่บ้าน – แก่เมือง ในภาวะ “ศึกรุมเร้า” เข้ามาทุกด้าน กันไว้บ้าง


    พันธมิตรฯ นั้น ผมอยากบอกด้วย เกรงใจว่า อย่าเพิ่งดาวกระจาย ไปทางไหนเลย และในการ พูดจาบนเวที ไม่ควรจะ หยาม ย่ำยีกองทัพ พร่ำเพรื่อ อย่าลืมว่า การด่าคน เป็นเรื่องหนึ่ง


    แต่การ “หยามกองทัพ” ทำกัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ยันดึก ไปชนเช้า ไม่เกิดประโยชน์อะไร การหยามสถาบัน อันเป็นส่วนรวม นั้น เอาใจเขา – ใส่ใจเรา นิดหน่อย ครั้ง – สองครั้ง ก็พอเข้าใจกันได้


    แต่ถ้า “มากไป” และทั้ง มันไม่มีอะไรเป็นจริง เข้าข่ายตามนั้น มันจะเกิด เรื่องน่าเสียใจ ฉะนั้น ควรใคร่ครวญ และยับยั้งชั่งใจ ด้วยวุฒิภาวะ กันไว้ด้วย


    ผมว่า บ้านเมืองว่าด้วย เรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” มันเดินมาถึงจุด เข้าสู่กระบวนการ ของมันแล้ว คนที่จะทำ เรื่องใหญ่-เรื่องใหม่ ให้กับสังคมชาติได้ จะต้องไม่เป็น คนฉาบฉวย ไม่คิดอะไร-ทำอะไร เพียงเพื่อ สนอง ความสะใจ ชั่วมื้อ ชั่วคราว ของตัวเอง


    พันธมิตรฯ ก็เช่นกัน ผมคิดว่า บรรดาแกนนำ ก็ต้องคิดคือ “มันใช่หรือ ที่ต้องจิ้มไช กองทัพตลอดไป ด้วยน้อยใจ แค่ไม่ออกมา ห้ามตำรวจ ฆ่าประชาชน ในวันนั้น” ?


    ทำงานใหญ่ ต้องเป็นผู้ใหญ่ ที่สำคัญ “ต้องยกใจเหนือ” รัก-เกลียด-พยาบาท-ชิงชัง ซึ่งล้วนเป็น อารมณ์คลั่ง ที่จะทำให้ ทุกอย่าง พังด้วยโมหาคติ!


    ชีวิตอยู่ด้วย ลมหายใจ กองทัพคือ “ลมหายใจ” ของชาติ งานกู้ชาติที่ เหล่าท่านหวัง ต่อจากนี้ ต้องใช้วุฒิภาวะ และ วิสัยทัศน์ ที่เหนือ เข้าตั้งรับปัญหา ให้สมกับที่ บอกกับผู้มาร่วมชุมนุมว่า “พวกเราพัฒนามาอีกขั้นหนึ่งแล้ว”!


    ผมขอย้ำ กองทัพ กับ กระทรวงต่างประเทศ ในภาวะที่ รัฐบาลไร้ภาวะ ผู้นำบริหารอย่างนี้ เราต้องให้กำลังใจ และเป็น กองหนุน ให้เขาทำงาน อย่าง “พลโท วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล” แม่ทัพภาค ๒ เราได้เห็นแล้วว่า “สถานการณ์พิสูจน์คน” ท่านเป็น แม่ทัพครบเครื่อง ทั้งเรื่องบู๊ เรื่องบุ๋น และ เรื่องนักเลง ในขณะ มีศึกนอก พักศึกในเอาไว้ ชั่วขณะ ก็น่าจะสวยนะ.. พวกเราพันธมิตรฯ?

    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 16 ตุลาคม 2551
    http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=16/Oct/2551&news_id=165344&cat_id=200


    พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    September 26, 2008

    พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ ตรวจ พื้นที่ปัญหา ปราสาทตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย

    Filed under: กัมพูชา,ข่าวการเมือง,ข่าวประชาสัมพันธ์,ข่าวเมืองไทย,ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา,ข้อมูลควรอ่าน - Recomendation,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คำพิพากษา,คำสั่งศาล,คุณธรรม,จริยธรรม,ตรวจสอบ,ธรรมาภิบาล,ประวัติศาสตร์ไทย,ปราสาท ตาควาย,ปราสาท ตาเมือนธม,ปราสาทพระวิหาร,ฝรั่งเศส,มรดกโลก,วัฒนธรรมขอมโบราณ,องค์การยูเนสโก,โบราณคดี,โบราณสถาน — accomthailand @ 22:17
    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,


    “บิ๊กป๊อก” รุดตรวจ “ตาเมือนธม-ตาควาย” สุรินทร์
    – ชงข้อมูล รบ.ใหม่ ถกเขมร


    พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางด้วย เฮลิคอปเอตร์ มาลงที่ สนาม อบต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อลงตรวจ พื้นที่ปัญหา ปราสาทตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย ใม วันนี้ (26 ก.ย.)


    สุรินทร์ – “พล.อ.อุนพงษ์” ผบ.ทบ. พร้อม แม่ทัพภาคที่ 2 และ คณะ ลงตรวจพื้นที่ รับฟัง ปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา กรณี ปราสาท ตาเมือนธม และ ปราสาท ตาควาย จ.สุรินทร์ เผยเพื่อเตรียมข้อมูล ให้รัฐบาลชุดใหม่ นำเข้าประชุมแก้ไข ปัญหาชายแดนร่วมกับ รัฐบาลกัมพูชา เร็วๆ นี้ ด้าน ผบ.กกล. สุรนารี ปฏิเสธที่ ทางกัมพูชากล่าวหาว่า ไทยบินล้ำเข้าไปใน เขตแดนเขมร พร้อมตั้งข้อสังเกต สื่อเขมร เสนอข่าว มีเจตนาอื่น แอบแฝง

    พล. �.�นุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางด้วยเฮลิค�ปเ�ตร์ มาลงที่สนาม �บต.ตาเมียง �.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่�ลงตรวจพื้นที่ปัญหาปราสาทตาเมื�นธมและปราสาทตาควาย วันนี้(26 ก.ย.)

    พล. อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางด้วยเฮลิคอปเอตร์ มาลงที่สนาม อบต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อลงตรวจพื้นที่ปัญหาปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย วันนี้(26 ก.ย.)


    วันนี้ ( 26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมด้วย
    พล.ท.สุจิตร สุทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ,
    พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพน้อยที่ 2 ว่าที่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ,
    พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี)
    พร้อมคณะนายทหาร อีกหลายนาย เดินทางโดย เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ แบล็กฮอว์ก ของ กองทัพบก จำนวน 3 ลำ มาลงที่ สนามฟุตบอล ด้านหลัง ที่ทำการ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์


    จากนั้นเดินทางด้วย รถยนต์เข้าไปยัง ปราสาท ตาเมือนธม บ.หนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจาก ที่ทำการ อบต. ตาเมียง ประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อรับฟัง การบรรยาย สรุปสถานการณ์ ข้อพิพาทชายแดน ไทย-กัมพูชา กรณีปัญหา ปราสาทตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย บ.ไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก รวมทั้งปัญหา ข้อพิพาทต่างๆ ตลอดแนว พื้นที่ชายแดน ด้าน จ.สุรินทร์ ที่ กองร้อย ทหารพราน จู่โจมที่ 9026 กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี)


    ทั้งนี้ เพื่อเตรียมนำเสนอ ข้อมูลต่างๆ ให้กับ รัฐบาลชุดใหม่ ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำเข้าประชุม กับ ฝ่ายรัฐบาล กัมพูชา ในการประชุม แก้ไขปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา ในเร็วๆ นี้


    จากนั้น พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และ พล.ต. กนก เนตระคเสวนะ ผบ.กกล.สุรนารี ได้ขึ้น เฮลิคอปเตอร์ บินไปสำรวจพื้นที่ บริเวณ ปราสาท ตาควาย บ.ไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก ก่อนเดินทางกลับ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ของ พล.อ.อนุพงษ์ และ คณะ ในครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้ ผู้สื่อข่าว และมวลชน ในพื้นที่ ติดตามเข้าไป ถ่ายภาพ และ ทำข่าวแต่อย่างใด


    ทางด้าน พล.ต. กนก เนตระคเวสนะ ผบ.กกล.สุรนารี เปิดเผยว่า กรณีที่ทาง กัมพูชา กล่าวหาว่า ไทย ส่งเครื่องบิน บินล้ำแดน ของ กัมพูชา บริเวณใกล้ ปราสาทตาควาย นั้น ไม่เป็นความจริง แต่อย่างใด


    โดยทาง กองกำลังสุรนารี ได้ทำการบินตรวจทางอากาศ เป็นปกติ ตลอดเวลา แต่ไม่เคย บินล้ำแดน อย่างที่ กัมพูชากล่าวหากัน และ ขอตั้ง ข้อสังเกตว่า เรื่องการ ออกข่าว ผ่าน หนังสือพิมพ์ พนมเปญโพสต์ กัมพูชา นั้น น่าจะมีเจตนาอื่น แอบแฝง และ ทำให้เกิด ความเข้าใจผิด ว่ายังมี การเผชิญหน้า ตลอดแนว ชายแดนไทย-กัมพูชา


    ข้อมูลภูมิหลัง ปราสาทตาควาย
    September 16, 2008, 7:08 pm


    1. ภูมิหลัง:


    1.1 ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่าง หลักเขตแดน ที่ 21 กับ หลักเขตแดน ที่ 22 ซึ่งอยู่ห่างจาก กลุ่มปราสาท ตาเมือน ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 13 กิโลเมตร และ ห่างจาก ปราสาทพระวิหาร ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 150 กิโลเมตร


    1.2 เส้นเขตแดน บริเวณนี้ เป็นไปตาม สนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 กับ พิธีสาร แนบท้าย ว่าด้วย การปักปันเขตแดน ซึ่งข้อบทของ สนธิสัญญา กำหนดให้ใช้ สันปันน้ำของ เทือกเขาพนมดงรัก เป็น เขตแดน และ บันทึก วาจา ปักหลัก หมายเขต (Procès-verbal d’abornement) ปี ค.ศ. 1908-1909 และ ปี ค.ศ. 1919-1920


    1.3 บริเวณพื้นที่ ที่ติดกับ ปราสาทตาควาย เป็นส่วนหนึ่ง ของพื้นที่ ที่จะต้องดำเนินการสำรวจ และจัดทำ หลักเขตแดน โดย คณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (jbc) ซึ่งจัดตั้งขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 2000


    มีหน้าที่ รับผิดชอบ การสำรวจ และจัดทำ หลักเขตแดนร่วม ในพื้นที่ ตลอดแนวชายแดน ของ ไทย และ กัมพูชา โดย คณะกรรมาธิการ เขตแดน ร่วม ดังกล่าว ได้จัดตั้ง ชุดสำรวจร่วม ไทย-กัมพูชา ขึ้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ใ นการสำรวจ ตามข้อกำหนด อำนาจหน้าที่ และ แผนแม่บท ของ คณะกรรมาธิการฯ และ จะเริ่มปฏิบัติงาน ในการหาที่ตั้งของ หลักเขตแดนที่ 22 ไปจนถึง หลักเขตแดนที่ 1 เมื่อสำรวจพื้นที่ใน จังหวัดตราด ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ ในขณะนี้ แล้วเสร็จ


    1.4 ตลอดหลายปี ที่ผ่านมา ทหารไทย และ กัมพูชา ที่รับผิดชอบ ในพื้นที่ ปราสาทตาควาย มีการติดต่อประสานงาน และ พูดจากันตลอดเวลา ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย มีแนวปฏิบัติร่วมกัน ในเรื่อง การลาดตระเวนร่วม ในพื้นที่ดังกล่าว


    2. สถานะล่าสุด:


    2.1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2551 ทหารกัมพูชา จำนวนประมาณ 30 คน ได้รุกล้ำเข้ามาใน ดินแดนไทย ในบริเวณปราสาทตาควาย ภายหลัง จาก การพบปะหารือ ระหว่า งทหารระดับพื้นที่ของ ทั้งสองฝ่าย ทหารกัมพูชา ดังกล่าว ได้ถอนกำลังออกไป เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2551


    2.2 อย่างไรก็ดี ต่อมา เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2551 หน่วยงานในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ รายงานว่า ตั้งแต่ วันที่ 3 กันยายน 2551 กำลังทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธ มากกว่า 70 นาย ได้รุกล้ำเข้ามา ในดินแดนไทย และ เข้ายึดครอง ปราสาทตาควาย และ บริเวณโดยรอบ ฝ่ายไทย ได้แจ้งให้ ทหารกัมพูชา ทราบว่า ได้เข้ามาอยู่ ในดินแดนไทย และ ขอให้ ถอนกำลังออก ในทันที แต่ปราศจาก การตอบสนองใดๆ จากทหารกัมพูชา ดังนั้น เพื่อพิทักษ์รักษา ปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ใน อาณาเขตของไทย ฝ่ายไทย จึงได้ส่งกองกำลังทหารพราน ประมาณ 35 นาย เข้าไปใน บริเวณนั้น


    2.3 ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้หารือ ร่วมกับ ฝ่ายกัมพูชา ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2551 ซึ่งช่วยลด ความตึงเครียด และ ทั้งสองฝ่าย ตกลงปรับกำลังทหาร ออกห่างจากกัน ขณะนี้ ไม่มีกำลังทหาร ของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยู่ภายใน ปราสาทตาควาย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่าย ตกลง ที่จะคงกำลัง เพียงจำนวนเล็กน้อย ไว้ในพื้นที่


    2.4 ทั้งสองฝ่าย ตกลงที่จะคงช่องทาง ในการติดต่อ ระหว่างกันไว้

    พิมพ์ ข้อมูล ปราสาทตาควาย นี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ, ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400
    http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=20700



    – Fact Sheet: Temple of Ta Kwai
    September 16, 2008, 7:08 pm


    1. Background


    1.1 The Temple of Ta Kwai is an archeological site situated on the Dangrek Range within Surin Province in northeastern Thailand. It is located between the Boundary Pillars No. 21 and No. 22, some 13 kilometers to the east of the Ta Muen Temple Complex and 150 kilometers to the west of Phra Viharn Temple.


    1.2 The boundary in this area is in accordance with the Treaty between Siam and France dated 23 March 1907 and the Protocol concerning the delimitation of boundaries annexed to the said Treaty, which provide for the use of the watershed on the Dangrek Range as the boundary, as well as the Procès-verbal d’abornement of 1908-1909 and 1919-1920.


    1.3 The area adjacent to the Temple of Ta Kwai is part of the areas to be surveyed and demarcated by the Thai-Cambodian Joint Commission on Demarcation for Land Boundary (JBC), which was set up in 2000 to be responsible for the joint survey and demarcation of the entire stretch of the land boundary between the two countries. Based on the JBC’s agreed Terms of Reference and Master Plan, its Joint Survey Team will begin work to identify the exact location of the Boundary Pillars from No. 22 to No. 1 after its current work in Trat Province is completed.


    1.4 Over the years, Thai and Cambodian military personnel in the area around the Temple of Ta Kwai have maintained close contact and good cooperation. In particular, there is an understanding between them to conduct joint patrols in the area.


    2. recent developments


    2.1 On 3 August 2008, a Cambodian military unit of about 30 men had encroached into Thai territory in the area of the Temple of Ta Kwai. Following discussions between the military of both sides at the local level, the said Cambodian unit withdrew on 6 August 2008.


    2.2 On 6 September 2008, however, the Thai local authorities in Surin Province reported that more than 70 Cambodian armed troops had intruded into Thai territory and entered and occupied the Temple of Ta Kwai and its vicinity. The Thai side informed the said Cambodian troops that they were in Thai territory and requested their immediate withdrawal from the area, but the request was disregarded. With a view to safeguarding the Temple, which is located within Thai territory, a Thai paramilitary group of approximately 35 men were deployed into the area.


    2.3 In this connection, the Commanding General of the Second Army Region held consultations with his Cambodian counterpart from 13-14 September 2008. Tensions have since eased with troops on both sides redeployed away from each other. Currently, no troops from either side are in the Temple. However, both sides agreed to maintain a small number of troops in the area.


    2.4 Both sides agreed to keep their line of communication open.

    Read the article about The Temple of Ta Kwai อ่าน ข้อมูล ปราสาทตาควาย นี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ, ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ 10400


    ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์
    26 กันยายน 2551 22:17 น.
    http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000114504


    พิมพ์ ข่าวนี้ “บิ๊กป๊อก”รุดตรวจ“ตาเมือนธม-ตาควาย”สุรินทร์ – ชงข้อมูล รบ.ใหม่ถกเขมร


    ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    Next Page »

    Blog at WordPress.com.