Accom Thailand

May 20, 2009

ตร.จับ ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวยลุมพินี เพิ่ม 1 คน


ตร.จับเพิ่ม ม็อบเสื้อแดง ทุบรถนายกฯ คาสนามมวย ลุมพินี
นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19

นายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้ต้องหา กลุ่มนปช. บุกรุก กระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับ ลำดับที่ 19


ตร.จับกุม นปช. ไล่ทุบรถนายกฯ เพิ่มอีก 1 ราย ขณะเข้าไปดูมวยที่ เวทีลุมพินี เบื้องต้น ผู้ต้องหา รับอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้ทุบรถนายกฯ ด้านพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา ชิงทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยว และ พกพาอาวุธปืน ก่อนส่งตัว ดำเนินคดี สน.สำราญราษฎร์


เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.) เวลา 21.30 น. พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะศิริ สว.สส.สน.ลุมพีนี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน นำ หมายจับ ศาลแขวงดุสิต เลขที่ 1274/2552 ลงวันที่ 9 พ.ค. 2552 เข้าจับกุมตัว นาย อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหา กลุ่มม็อบเสื้อแดง ที่ก่อเหตุ บุกรุกกระทรวงมหาดไทย และ ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ที่บริเวณหน้า สนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.


จากนั้นจึงควบคุมตัว มาสอบสวนที่ สน.ลุมพินี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อหา คือ
ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท

ตำรวจแสดงภาพ ผู้ต้องหา ตามหมายจับ พร้อมรางวัลนำจับ 5 หมื่นบาท


1. ข้อหาชิงทรัพย์
2. ข้อหา ร่วมกันบุกรุก สถานที่ราชการ
3. ข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ
4. ข้อหาร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืน ก่อนนำตัวส่ง สน.สำราญราษฎร์ ท้องที่เกิดเหตุ


พ.ต.ท.ปิโยรส เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุมี พลเมืองดีแจ้งว่าพบ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ขณะกำลังเข้าไปดู การแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยลุมพินี จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนฯ ก่อนเชิญตัว มาสอบที่ ห้องสืบสวน และ แจ้งข้อหา ก่อนส่ง สน.ท้องที่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ด้าน พ.ต.อ. สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พลเมืองดีได้แจ้งว่า พบบุคคลตามหมายจับ คดีทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย ภายใน สนามมวยลุมพินี ตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงรอ กระทั่ง มวยเลิก แล้วจับกุม และ ทำการสอบสวน

เบื้องต้น นายอรุณ ให้การ ภาคเสธ โดยรับว่า เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับ และ อยู่ในเหตุการณ์ วันดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ร่วม ทุบรถยนต์ นายกฯ

ส่วนกรณี ที่เข้าแย่งอาวุธปืน จาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของ นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เกรงว่า รปภ. คนดังกล่าว จะยิงปืน สำหรับพลเมืองดี ที่แจ้งเบาะแส จะได้รับรางวัลนำจับ จำนวน 50,000 บาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2552 03:07 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่

ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 19, 2009

ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย ว่าไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ


ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร
นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น

นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์ บุกรุก กระทรวงมหาดไทย รับสารภาพว่า เป็นบุคคลในภาพ ตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุ ไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดง จริง แต่ไม่ได้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ ไปร่วมชุมนุม เท่านั้น


รวบแดงถ่อย! บุกรุกทำลาย ทรัพย์สินราชการ ในกระทรวงมหาดไทย ตำรวจชุดสืบสวนสะกดรอยตาม ขณะกำลังจะไปตลาดคลองเตย จากการรับแจ้งพบผู้ต้องสงสัยมีหมายจับ เจ้าตัวสารภาพเป็นคนในภาพตามหมายจับจริง รับอยู่ร่วมสร้างความฉิบหายในวันเกิดเหตุ แต่ยังปากแข็งไม่ได้ร่วมทุบรถ


วันนี้ (19 พ.ค.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกก.สส.น.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นายสมศักดิ์ บัวคลี่ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224/126 ม.5 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหา ลำดับที่ 10 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกหมายจับ กรณีร่วมกันบุกรุก และ ทำลายทรัพย์สิน ทางราชการ ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา ตามหมายจับ ที่ 1010/2552 ลงวันที่ 15 เม.ย.2552


พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งว่า พบบุคคล ต้องสงสัย เป็นบุคคลเดียว กับที่มี การออกหมายจับ บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ จึงเข้าตรวจสอบ และพบว่า ผู้ต้องสงสัย รายดังกล่าว กำลังจะเดินทางไป ตลาดคลองเตย จึงติดตาม จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณสะพานมอญ ถ.วังบูรพา แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นบุคคลในภาพจริง จึงควบคุมตัวมาส่ง พนักงานสอบสวน ที่ สน.สำราญราษฎร์ ดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ โดยหากมีการยื่นขอประกันตัว ก็มีการตั้งวงเงินไว้ 300,000 บาท

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวต่อว่า การจับกุม กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อเหตุนั้น เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีเพียง ภาพถ่าย ไม่มีชื่อนามสกุล หรือ แม้แต่ที่อยู่ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจาก แนวทาง การสืบสวน แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือ จากประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแสด้วย ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกับ ทางผู้บัญชาการแล้วว่า อาจจะนำภาพถ่ายผู้ต้องหา ที่ถูกออกหมายจับ ไปทำเป็นโปสเตอร์ คล้ายๆกับ ปฏิทินโจร ของบช.น. แล้วนำไปติดไว้ตามสถานที่สำคัญๆ เพื่อให้ประชาชน ที่พบเห็น หรือรู้จักช่วยแจ้งเบาะแส

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย

สภาพคนขับรถของ นายนิพนธ์ เลขาฯ นายก ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทุบทำร้าย


เบื้องต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคล ในภาพตามหมายจับจริง และ ยอมรับว่า วันที่เกิดเหตุไปร่วมอยู่กับ กลุ่มเสื้อแดงจริง แต่ไม่ได ้เข้าไป ทุบทำลายรถ เพียงแค่ไป ร่วมชุมนุมเท่านั้น และ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่รู้จักกับ คนอื่นๆ ที่ปรากฏเป็น ข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกหมายจับ กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ก่อเหตุ พยายามฆ่านายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย แต่ในสำนวน การสอบสวน ที่ขอหมายจับ ต่อศาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีเพียงภาพถ่าย ยังไม่ทราบชื่อ และ ที่อยู่ของผู้ต้องหา จึงขอความร่วมมือ จากประชาชน หากทราบหน้า ของผู้ต้องหา ในภาพถ่าย ชื่อที่อยู่ และ แจ้งเบาะแส จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ก็จะมีรางวัลนำจับ ให้ประชาชน ที่แจ้งเบาะแส ผู้ต้องหารายละ 50,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหา มีทั้งหมด 20 ราย เป็นเงินรางวัลนำจับรวม 1 ล้านบาท

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 18:33 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.ลากคอ! แดงนรก รุกมหาดไทย ยัดซังเต – แถไม่ได้ทุบรถใคร



อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่
ออกหมายจับ “สุภรณ์” แรมโบ้อีสาน – พวกทุบรถ “มาร์ค-นิพนธ์”
“วรพงษ์” ตั้ง 1 ล้าน ล่า! 20 เสื้อแดง รุมฆ่า นายกฯ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

4 นปช. รอดคุก! ปิดแยกดินแดง ป่วนเผาเมือง


“แก๊งทาสแม้ว” รอดคุก! ปิดแยกดินแดง ป่วนเผาเมือง

ฝีมือเสื้อแดง เผารถปรับอากาศ ก่อเหตุ ช่วงสงกรานต์

ฝีมือเสื้อแดง เผารถปรับอากาศ ก่อเหตุ ช่วงสงกรานต์


ศาลแขวงพระนครเหนือ พิพากษาคุก 6 เดือน ปรับ หมื่นบาท สี่ถ่อยแดง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชุมนุมปิดถนน สามเหลี่ยมดินแดง ช่วงสงกรานต์ รับสารภาพ ศาลลดโทษ กึ่งหนึ่ง เหลือคุก คนละ 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ไม่เคยต้องโทษอาญา มาก่อน ให้โอกาสกลับตัว เป็นคนดี สั่งรอ ลงอาญา คนละ 1 ปี


วันนี้ (19 พ.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 27 ศาลแขวง พระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา คดีที่ ว.5333/2552 พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีศาลแขวง พระนครเหนือ นำตัว นายไพโรจน์ งามวิเศษ, นายทองสุข ดีสุย, นายโกสน ธีรธรรมพร และ นายจัน ควรมูล ผู้ร่วมชุมนุม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย แห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาที่ 1-4 ในความผิด ฐานกระทำการฝ่าฝืน พระราชกำหนด บริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 ที่ห้าม มิให้มีการชุมนุม หรือมั่วสุม กัน ณ ที่ใดๆ หรือ กระทำการใด อันเป็นการยุยง ให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อย และ ความผิดมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ สั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 215 และ 216

คดีนี้ พนักงานอัยการฟ้องต่อ ศาลด้วยวาจา สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ย.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิ นร้ายแรง ในเขต กทม. และ ปริมณฑล โดยใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ห้ามมิให้มั่วสุมกัน ตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ร่วมชุมนุม และ ใช้กำลัง ประทุษร้าย

สภาพรถเมล์ ที่กลุ่มเสื้อแดงทำ เย้ยกฎหมาย ช่วงประกาศ พรก.ฉุกเฉิน

สภาพรถเมล์ ที่กลุ่มเสื้อแดงทำ เย้ยกฎหมาย ช่วงประกาศ พรก.ฉุกเฉิน


ต่อมาเมื่อวันที่ 13 เม.ย. เวลา 04.00 น. จำเลยกับ พวกเกินกว่า 10 คน ซึ่งยังหลับหนีอยู่ ได้ร่วมกัน ทำการชุมนุม และ ใช้กำลังประทุษร้าย โดยปิดถนน วิภาวดีรังสิต ขาเข้า และ ถนนดินแดง รวมทั้ง บริเวณแยก สามเหลี่ยมดินแดง แขวงดินแดง เขตพญาไท กทม. ซึ่งการชุมนุม มีวัตถุประสงค์ เพื่อก่อความวุ่นวายขึ้น ในบ้านเมือง และเพื่อ เปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ได้เข้าห้ามปราม สั่งให้เลิกแล้ว แต่จำเลย กับพวก ไม่ยอมเลิก จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์ คำฟ้อง ประกอบ คำแถลงรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสี่ กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาให้ จำคุก จำเลย คนละ 6 เดือน และ ปรับคนละ 10,000 บาท แต่ จำเลย ให้การ รับสารภาพ มีเหตุ บรรเทาโทษ เห็นควร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุกจำเลย คนละ 3 เดือน และ ปรับ 5,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ ไม่เคยได้รับโทษ จำคุก มาก่อน จึงเห็นสมควร ให้โอกาส กลับตัว เป็นคนดี โดยให้ รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก เหตุการณ์ ก่อความไม่สงบ ของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบสวน สำนวนคดี ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่ง คดีนี้เป็นหนึ่ง ในสำนวนคดี ที่พนักงานสอบสวน มีความเห็น สมควรสั่งฟ้อง

ขณะที่ คดีของ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ฉายา “แรมโบ้อีสาน” อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน แกนนำ นปช. ในความผิดเดียวกัน อยู่ระหว่าง รอฟังคำสั่งคดีของ อัยการฝ่ายคดี ศาลแขวง 3 (ดุสิต) ซึ่ง นายสุภรณ์ ได้ยื่นหนังสือ ร้องขอความเป็นธรรม ต่ออัยการ โดยอัยการ นัดสั่งคดี 21 พ.ค.นี้


คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (56 K)
คลิกที่นี่ เพื่อชม รายการ “รอบวันทันเหตุการณ์” (256 K)
จาก manager multimedia

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 12:03 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ “แก๊งทาสแม้ว” รอดคุก! ปิดแยกดินแดงป่วนเผาเมือง
อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่ (ภาษาอังกฤษ)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

คดีลอบสังหาร สนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่?


1 เดือน คดีลอบสังหารสนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่? (ตอนจบ)

กรณีเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญ คนร้ายใช้อาวุธสงคราม ยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง หนังสือพิมพ์ ASTV-ผู้จัดการ และ แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย พร้อมคนขับรถ และ ผู้ติดตาม มาถึงวันนี้กว่า 1 เดือน ผ่านมาแล้ว การคลี่คลายคดี มีลำดับความเป็นไป ทีละก้าว และ ตอนนี้จะเป็น ตอนต่อเนื่องจาก เมื่อวันก่อนหน้านี้


วันที่สิบ (26 เม.ย.)

พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ให้สัมภาษณ์ว่า การสืบสวน มีความคืบหน้า ไปมากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถ เปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจาก เกรงจะกระทบต่อรูปคดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ ขอเวลาอีก 1 สัปดาห์ ในการสรุป วิถีกระสุน และ ทิศทางการยิง ของคนร้าย

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผบก.พฐ. ระบุว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านวิถีกระสุน เข้าตรวจหาวิถีกระสุน ภายใน รถโดยสารประจำทาง ขสมก.สาย 53 ซึ่งขณะเกิดเหตุ วิ่งสวนกับ รถของ นายสนธิ เบื้องต้น พบรอยกระสุนปืนอาก้า บริเวณกระจกด้านหน้า และ กระจกข้างคนขับ รวม 2 จุด คาดว่า กระสุนมาจาก ด้านขวา เข้าทางกระจกข้าง ไปทะลุกระจกด้านหน้า ซึ่งจะนำ ข้อมูลที่ได้ ไปประมวลกับ ผลการตรวจสอบรถยนต์ ของ นายสนธิ และ รถโดยสารประจำทาง สาย 30 ที่ได้รับความเสียหายเช่นกัน คาดว่าประมาณ 1 สัปดาห์ จะสามารถ สรุปทิศทาง การยิงได้

ข้อสังเกต : หลัง พล.ต.อ.ธานี พุ่งประเด็นสาเหตุการยิงนายสนธิไปที่ปมประเด็นการเมือง ตำรวจต่างปิดปากเงียบ ไม่มีใครกล้าให้ข่าว โดยเฉพาะชุดสืบสวนชุดใหญ่ต่างลงพื้นที่ควานหาเบาะแสคนร้ายกันหมด ซึ่งเชื่อว่าตำรวจน่าจะได้เค้าลางอะไรบางอย่างบ้างแล้ว

วันที่สิบเอ็ด (27 เม.ย.)

มีรายงานในวันนี้ว่า มีพยานผู้หนึ่ง โทรศัพท์ไปแจ้ง ให้ชุดสืบสวน ว่า ก่อนจะเกิดเหตุ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาตามถนนสามเสน ก่อนถึงที่เกิดเหตุ ไม่มากนัก จากนั้น ถูกรถกระบะ 2 คัน ขับปาดหน้า ไปอย่างรวดเร็ว และ จำได้ว่า รถ 1 ใน 2 คัน เป็นรถกระบะโตโยต้า จำทะเบียน ได้เพียงว่า เป็นหมวด จังหวัดสระบุรี ในขณะที่ อีกคัน ไม่สามารถจดจำได้ ซึ่งขณะนี้ ชุดสืบสวน ได้ส่งข้อมูล ดังกล่าว ให้กับ ศูนย์สืบสวน ดำเนินการตรวจสอบ อย่างละเอียดแล้ว

ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวเพียงว่า ยังไม่ได้พบ กับ นายสนธิ ก่อนหน้านี้ ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ดังนั้นจะไม่พูดแล้ว ถ้าพูดแล้ว ต้องได้เรื่อง ถ้าไม่ได้เรื่องไม่พูด แต่คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะได้ความชัดเจนเรื่องการสอบสวน
ข้อสังเกต : มีความชัดเจน ในเรื่อง รถของคนร้าย มากขึ้น แต่ตำรวจ ยังปิดเงียบ ถึงความคืบหน้าของคดี


วันที่สิบสอง (28 เม.ย.)

ช่วงเช้า มีข่าวตำรวจลพบุรี จับกุม พ่อค้ายาบ้าได้ พร้อมอาวุธปืนอาก้า และได้ส่งอาวุธปืน ที่ตรวจยึดได้ มายังกองพิสูจน์หลักฐาน ในทันที กระทั่ง เย็นวันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรพล พินิชอบ ผบก.พฐ. จึงกล่าวยอมรับว่า เรื่องการส่งอาวุธปืน ที่ต้องสงสัย ในการนำมาใช้ก่อคดีนั้น พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ได้ทำหนังสือเวียน ส่งไปยัง หน่วยงานของ ตำรวจ เพื่อขอความร่วมมือ ในการขอให้ หน่วยงานตำรวจ ที่ตรวจพบอาวุธ ต้องสงสัย ที่ใช้ก่อคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ส่งมาตรวจพิสูจน์ ยังกองพิสูจน์หลักฐาน แล้ว ตั้งแต่ 2-3 วัน ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ ได้ทยอยส่งมาตรวจแล้ว จำนวน 3 ราย

ส่วนการติดตาม พยานหลักฐาน เพื่อคลี่คลายคดี มีรายงานความคืบหน้า ว่า ชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี ได้ภาพจาก กล้องวงจรปิด หน้าร้านสะดวกซื้อ ย่านเทเวศร์ ที่บันทึกภาพ รถกระบะ มาสด้า ไฟเตอร์ สีน้ำเงิน พร้อมแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งมีคนร้าย นั่งอยู่กระบะหลัง ไว้ได้

ขณะนี้ชุดทำงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แผ่นป้ายทะเบียนว่า ตรงกับคำให้การ ของพยาน ที่เห็นเหตุการณ์ หรือไม่

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวน อีกชุดลงพื้นที่ ตรวจหา รถกระบะมาสด้า ไฟเตอร์ สีน้ำเงิน ในพื้นที่ รอบกรุงเทพมหานคร พบว่า มีทั้งหมด 19 คัน และ มีรถต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งอยู่ใน ความครอบครอง ของ สิบเอก รายหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี ซึ่งยังไม่สามารถ ชี้แจงรายละเอียดในการใช้รถ ในวันเกิดเหตุได้ ขณะนี้ อยู่ระหว่าง การประสานงาน กับ ทางทหาร เพื่อเข้าตรวจค้น บ้านพัก และ สอบปากคำ
ข้อสังเกต: เหตุการณ์ผ่านมาได้ 12 วัน ทั้งเรื่องอาวุธปืน และ พาหนะ ของคนร้าย เริ่มมีความชัดเจนขึ้น ในขณะที่ ตำรวจยังคงปิดปากเงียบ ไม่มีการแพร่งพราย ให้สื่อรู้ระแคะระคายว่า ลงพื้นที่ไหน ซึ่งต่างจาก คดีอื่น ที่มัก มีความคืบหน้าของ คดีชัดเจนมากขึ้น


วันที่สิบสาม (29 เม.ย.)
พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผบก.พฐ.กล่าวว่า ตำรวจทุกพื้นที่ ที่พบอาวุธปืน ต้องสงสัย ที่ใช้ในการก่อเหตุยิง นายสนธิ ได้ทยอย ส่งมาตรวจพิสูจน์ เปรียบเทียบ กับรอยกระสุน บนรถของ นายสนธิ ที่ถูกยิงแล้ว ตามคำสั่ง ของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.

ส่วนความคืบหน้า ในการคลี่คลายคดี ปรากฏรายงานว่า ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 28-29 เม.ย.ไม่มีการประชุมใหญ่ ชุดคลี่คลายคดี อันเนื่องมาจาก ชุดทำงาน และ สายสืบส่วนใหญ่ ถูกส่งลงไปยัง พื้นที่ จ.กาญจนบุรี เกือบครบชุด มีเพียงชุดสืบสวน ชุดเดียว ที่อยู่ในเขตนครบาล เพื่อเร่งคลี่คลาย ภาพจาก กล้องวงจรปิด ซึ่งจับภาพ รถกระบะมาสด้า ไว้ได้

ซึ่งล่าสุด มีรายงานว่า ชุดสืบสวนชุดนี้ ได้ข้อสรุปแล้วว่า รถกระบะมาสด้า คันดังกล่าว ใครเป็นเจ้าของผู้ครอบครอง และอยู่ระหว่าง การสืบสวน ในเชิงลึก ต่อไปว่า เจ้าของ ผู้ครอบครองรถ กระบะมาสด้า คันดังกล่าว รู้จัก และ มีความสนิทชิดเชื้อ กับ ทหารคนใด หรือไม่

รายงานข่าว แจ้งอีกว่า ชุดคลี่คลายคดีชุดใหญ่ ที่ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี นั้น สามารถ รู้ตัวคนร้าย ทั้งคนรับงาน ทีมยิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนมีสีแล้ว โดยรายงานข่าว ระบุว่า แม้จะรู้ตัว ทีมยิง แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่า ไม่น่าจะสามารถสาวถึง ผู้บงการตัวใหญ่ได้ เนื่องจาก การใช้ทีมงาน ให้ลงมือสังหาร นายสนธิ ในครั้งนี้ เป็นเพียงมือสมัครเล่น เพื่อจุดประสงค์ ไม่ให้ต้องการ สาวถึง ผู้บงการตัวจริง
ข้อสังเกต : จิ๊กซอว์แต่ละตัว เริ่มถูกนำมาเชื่อมต่อกัน โดยมีเค้าลาง ที่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ กระทั่ง มีข่าวการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย 3 คน และ ผู้อยู่เบื้องหลัง


วันที่สิบสี่ (30 เม.ย.)


เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. เดินทางเข้าสอบปากคำ นายสนธิ ที่บ้านพระอาทิตย์ โดย นายสนธิ กล่าวภายหลัง ให้ปากคำเสร็จว่า ในวันนี้ พล.ต.อ.ธานี ได้นำพนักงาน สอบสวน มาสอบปากคำ ซึ่งได้ให้การ ไปหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามคำให้การ ที่ปรากฏ และ จะไม่ขอให้ปากคำใดๆ เพิ่มเติม เพราะมีความเชื่อมั่น และ ไว้ใจ คณะพนักงานสอบสวน ชุดนี้ ที่มี พล.ต.อ.ธานี เป็นหัวหน้าทีม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการ ทางคดีอย่างไร และ จะหาตัวผู้ต้องหา ได้เมื่อไหร่ ตนไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์


ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยคนใดไว้ ชุดสืบสวน ไม่ว่าทีมใด ก็ตาม ยังไม่มี การจับกุมตัวผู้ต้องหา ทั้งสิ้น โดยตอนนี้ มีแต่พยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง กับ คดีเท่านั้น

ส่วนเรื่อง ผู้บงการ หรือ ผู้ต้องสงสัย ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ยังไม่พบว่า มีคนมีสี เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้ให้ คณะทำงานเร่งตรวจสอบ หลักฐานต่างๆ ตามจุดเกิดเหตุ และ กล้องวงจรปิดต่างๆ ส่วนเรื่องกระสุนปืน ที่พบในที่เกิดเหตุ ขณะนี้ได้ให้ ผบช.น.ทำหนังสือ ประสาน ไปยัง กองทัพบก แล้ว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือ เป็นอย่างดี แต่จะต้องใช้เวลา สักระยะหนึ่ง จึงจะทราบผล

พล.ต.อ.ธานี กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคนในคณะทำงาน ได้พยายาม เร่งคลี่คลายคดี กันอย่างเต็มที่ มีการส่งกำลัง กระจายไป ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อหาข่าว แต่ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มใดเป็นพิเศษ

ข้อสังเกต : นายสนธิ แสดงความมั่นใจ ในตัว พล.ต.อ.ธานี หัวหน้าพนักงานสอบสวน คดีนี้ ในขณะที่ พล.ต.อ.ธานี เอง กล่าวยอมรับ ตามแนวทาง การสืบสวนสอบสวน ที่ปรากฏเป็น กระแสข่าว ต่างๆ มาโดยลำดับ ไม่ว่า เรื่องการตรวจสอบอาวุธปืนสงคราม หรือ การส่งทีมงาน ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่เกี่ยวพัน ยกเว้น แต่ได้ปฏิเสธ เรื่องการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย เท่านั้น

วันที่สิบเจ็ด (3 พ.ค.)


นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาให้สัมภาษณ์ถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา เป็นครั้งแรก โดยระบุว่า ประเด็นในการลอบสังหา รครั้งนี้ แยกได้เป็น 2 มิติ คือ
1. การลอบสังหาร ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน ถือเป็นการคุกคามสื่อ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และ
2. คือ ในฐานะ แกนนำมวลชน ที่ต่อสู้เรียกร้อง เพราะการกระทำ ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการกระทำ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และ


ประเด็นการลอบสังหาร ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และเปรียบเสมือน เป็นการส่งสัญญาณ บางอย่างว่า ใครที่มีอำนาจ มีอาวุธในมือ สามารถ ที่จะทำอะไรก็ได้


“คนร้ายที่ยิง ผมยืนยันชัด ด้วยสายตาว่า ถูกยิงจาก คนที่ถูกฝึก เพราะเป็น ท่านั่งประทับยิง เป็น ท่าที่ฝึก ทางการทหาร ใช้รถ จำนวน 4 คัน มีผู้ที่กระทำการ ประมาณ 10-16 คน เชื่อว่า การกระทำ ครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกัน ของ ผู้ที่มีอำนาจ และ คนที่ลงมือ รู้เส้นทางเดินรถ มีรถจอดรอ เป็นจุด แต่การยิง ไม่ใช่มืออาชีพ แต่เป็น ขบวนการล่าสังหาร เชื่อว่า เป็นฝีมือ ของ ทหารบางคน ไม่ใช่ฝีมือ ของ กองทัพ เชื่อว่า กองทัพ ไม่ทำเรื่อง น่าอัปยศ เช่นนี้”


วันที่ ยี่สิบ ( 6พ.ค.)
หลังจากที่ นายสนธิ ออกมาให้สัมภาษณ์ เป็นครั้งแรก จากนั้นมา อีก 3 วัน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. จึงออกมา กล่าวถึงรูปคดี ภายหลัง การประชุมพนักงานสอบสวน ในคดีดังกล่าว โดยได้ แสดงความมั่นใจว่า คดีนี้ จะต้องเสร็จ ก่อนที่ตัวเองจะเกษียณ ภายใน 4 เดือน ข้างหน้า พร้อมทั้งย้ำว่า คดีมีความคืบหน้า แต่ปฏิเสธ เรื่อง สตรีผู้สูงศักดิ์ และ ไม่รู้เรื่องที่ นายสนธิ แฉว่ามี จ.ส.อ. เป็นมือยิง เอ็ม 79 ถล่มใส่ ขณะที่ ยังไม่ได้รับคำยืนยันจาก กองทัพ ว่ากระสุนปืน rta มาจาก พล.ร.9 หรือไม่


วันที่ ยี่สิบเอ็ด (7 พ.ค.)
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ออกมาให ้สัมภาษณ์ ถึงคดีเพียงว่า ได้กำชับให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามปิดคดี ให้ได้โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ระดมกำลัง ทั้ง ฝ่ายสืบสวน และ สอบสวน เข้าคลี่คลายคดี อย่างเต็มที่ ในทุกประเด็น แต่จะมีข่าวดี ในเร็วๆนี้ หรือ ไม่ ต้องไปสอบถาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่ตนเอง มอบหมาย ให้เข้าไป ควบคุมการสืบสวนสอบสวน


วันที่ ยี่สิบหก (12 พ.ค.)
พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าคณะ พนักงานสืบสวนสอบสวน เรียกประชุม คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ทุกนาย ซึ่งประกอบด้วย กก.สส.น.1-9 และ ศูนย์สืบสวน บช.น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบ ความคืบหน้า ในการสืบสวน 2 ประเด็นหลัก ที่ได้มอบให้ไป

พล.ต.อ.ธานี กล่าว ภายหลังการประชุม ว่า ได้เรียกประชุม เพื่อติดตามงาน ที่สั่งการไป ซึ่งต้องรายงาน ภายใน 5 วัน และ ได้ครบกำหนดวันนี้ โดยงานที่มอบไป ก็ทำได้เยอะมาก ในกรอบเวลา ที่กำหนด ทั้งที่เป็น วันหยุด โดยสั่งให้ ไปดูพยานหลักฐาน ในที่เกิดเหตุ

ซึ่งขณะนี้เท่าที่มี ยังไม่สามารถ โยงถึงใครได้ กำลังรวบรวมอยู่ ต้องรอให้ พยานหลักฐาน ที่สั่งการไป ครบถ้วนสมบูรณ์ เสียก่อน ตอนนี้ยังขาด อีกหลายอย่าง ยังไม่ครบ ตามที่สั่งการไป ต้องใช้เวลา

“ขณะนี้ ยังไม่มีการ พาผู้ต้องสงสัย มาสอบ เพราะ คณะพนักงานสอบสวน ชุดนี้ ทำตามขั้นตอน กระบวนการกฎหมาย ทุกอย่าง ไม่มีการทำ นอกลู่นอกทาง ถ้าได้พยานหลักฐาน ชี้ชัดได้ ก็จะมีข่าวดี ตอนนี้ พยานหลักฐาน ที่เกี่ยวกับคดี ยังไม่ครบถ้วน หลายอย่าง ยังไม่ได้ รวมถึง ภาพแท็กซี่ต้องสงสัย ที่ปรากฏ ในกล้องวงจรปิด ก็ยังไม่ได้เลย ส่วนจะ เกี่ยวข้อง อย่างไร ต้องเอามาดู เพราะว่า ใกล้เคียง ในตอนเกิดเหตุ” พล.ต.อ.ธานี กล่าว และ ว่า

แม้พยานหลักฐาน ยังได้ไม่ครบ แต่การสืบสวนสอบสวน ก็น่าพอใจ เพราะเดินมาได้เยอะแล้ว ขณะนี้ถือว่า คืบหน้า ไม่ตัน ส่วนชุดสืบสวน ของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นั้น ก็คุยกันตลอด คืบหน้า ไปพอสมควร โดยชุดสืบสวน ทุกชุด แบ่งงานกันไปทำ เพื่อให้ได้ข้อมูลรวดเร็ว ยืนยันว่า ไม่มีการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย

ข้อสังเกต : วันที่ 17 พ.ค.นี้ ถือเป็น วันครบรอบ 1 เดือน พอดิบพอดี สำหรับ คดีลอบสังหาร นายสนธิ ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ถือเป็นคดี ที่โด่งดังที่สุด ทั้ง ในประเทศ และ ต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ในด้าน การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ในช่วงสัปดาห์แรก สื่อทุกสื่อ ยังคงเกาะติดสถานการณ์ การคลี่คลายคดี ของตำรวจ

แต่ทว่า เมื่อกาลเวลา ผ่านไป กลับกลายเป็นว่า คดีลอบสังหาร นายสนธิ ถือเป็นคดี ที่เงียบที่สุด เงียบ ชนิดที่ไม่มีความคืบหน้า ไม่ปรากฏ แม้เพียงเป็น ข่าวสั้น ของสื่อต่างๆ ซึ่งผิดกับ คดีอาชญากรรม ในลักษณะเดียวกัน ที่คนถูกลอบสังหาร ไม่ได้ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

จะอย่างไรก็ตาม เรายังคงเชื่อมั่น ในตัว หัวหน้าพนักงานสอบสวน ที่ชื่อ “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” แม้เหลือเวลา อีกเพียงไม่กี่เดือน พล.ต.อ.ธานี ก็จะเปิดหมวก อำลาชีวิตราชการ แล้ว แต่เชื่อว่า สุดท้าย ตำรวจ จะสามารถ ลากคอ อาชญากร และ ผู้ร่วมขบวนการลอบสังหาร ทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะต้องใช้ เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 05:01 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ 1 เดือน คดีลอบสังหารสนธิ คำตอบสุดท้าย จะมาเมื่อไหร่?(ตอนจบ)
อ่านข่าว และ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ จากที่นี่ ตอนที่1


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 11, 2009

“ม.ล.ปนัดดา” ยัน ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว ว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ อยู่ในรถคันที่ถูกทุบ จริง


“ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก
ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล

ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล


โฆษก กระทรวงมหาดไทย การันตี อยู่ในเหตุการณ์ ม็อบถ่อยแดง บุกทำร้าย รถประจำตำแหน่ง นายกฯ ยัน “อภิสิทธิ์-สุเทพ” อยู่ในรถจริง

ชี้แค่ต้องการชี้แจง ข้อเท็จจริง ไม่ได้หวัง ชนฝ่ายใด ซัด กระทรวง ไม่ใช่สถานที่ จัดฉากสร้างละคร เล็งเพิ่มกำลัง รักษาความปลอดภัย

วันนี้ (11 พ.ค.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคง และ โฆษกฝ่าย ข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ออกมา ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ ในรถ คันที่ถูกทุบ ในวันเกิดเหตุวุ่นวาย ที่ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า


มีสื่อหลายฉบับ ถามว่า ทำไมเรื่องนี้ ทาง กระทรวงมหาดไทย ถึงเงียบ


จึงขอเรียนว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุ ความไม่สงบ ตนอยู่ในเหตุการณ์ ดังกล่าว และ ยืนยันว่า ทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ ต้องเดินทางออกจาก กระทรวงมหาดไทย ด้วยรถ ที่ถูกทุบจริง ทั้งนี้ ในส่วนของ ค่าเสียหาย ที่เกิดกับ กระทรวง ก็กำลังประเมินกันอยู่ และ

ต่อไป การรักษาความปลอดภัย ต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะ กระทรวงมหาดไทย เป็นสถานที่ราชการ ที่ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ เช่นนี้มาก่อน ซึ่งการที่ออกมา ยืนยันนั้น ไม่ได้ต้องการ ชนกับฝ่ายไหน เพียงแค่ต้องการ ชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มองอย่างไร ที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง หยิบยกเรื่องนี้มาใช้ เป็นประเด็น ในการชุมนุมใหญ่ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยเคลื่อนไหว โดยใช้ประเด็น ทหารทำร้ายประชาชน

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ไม่มีความเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่สถานที่จัดฉาก หรือ ละคร อะไร

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2552 17:11 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052459


พิมพ์ ข่าวนี้ “ม.ล.ปนัดดา” ยัน อยู่ในเหตุการณ์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกทุบรถจริง ปัดไม่มีจัดฉาก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 10, 2009

ภาพจริง ให้ปรากฏว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ถูกใส่ร้ายจริงหรือ


Red Anti-government protesters in central Bangkok and demonstrators with firebombs and rocks, propelling Thailand deeper into political crisis.

Thai troops take position as they try to clear a main road blocked by supporters of ousted Thai prime minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang , Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra stand on a bus in the early morning outside the Government House in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra holds a national flag as she runs past a burning bus during clashes with soldiers near the Government House in Bangkok on April 13, 2009. Photograph by: Pornchai Kittiwongsakul, AFP/Getty Images

A protester walks past a burning tire during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

Soldiers take position outside a bus torched by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra during a protest in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Armed troops look up as they clear a road blocked by supporters of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra in Bangkok. Photograph by: Sukree Sukplang, Reuters

Supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra prepare fire bombs during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A protester uses a sling shot during a protest near Victory Monument in Bangkok. Photograph by: Athit Perawongmetha, Getty Images

A supporter of ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra brandishes a weapon during a protest in Bangkok. Photograph by: Vivek Prakash , Reuters

Thai army soldiers take position in front of Ananta Samakon palace to face supporters of exiled ex-premier Thaksin Shinawatra in Bangkok on April 13, 2009.
Photograph by: Nicolas Asfouri, AFP/Getty Images


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

จับกุม นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ สาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม หลงเชื่อโดนด้วย


ปดส.รวบสาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม โดนด้วย!

ปดส. ตามรวบ สาวใหญ่วัย 68 หลอกตุ๋นแรงงาน ไปทำงาน ประเทศสวีนเดน เรียกค่าหัวคิว คนละ 1.6 แสน เจ้าเล่ห์ อ้างวีซ่าไม่ผ่าน หลอกส่งตัว ฝึกอาชีพ ที่วัดสวนแก้ว ของ พระพยอม เพื่อขอใบรับรอง การผ่านงาน ก่อนไหวตัวทัน และ หลบหนี จนมาถูกจับกุม พบประวัติ มีหมายจับ คดีฉ้อโกงติดตัว ด้านผู้ต้องหา อ้างไม่มีส่วนรู้เห็น มีหน้าที่ดูแล เรื่องที่พัก และ อาหาร เท่านั้น


วันนี้ (10 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.อ.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผกก.2 บก.ปดส. พร้อม นายอิทธิ คงวีระวัฒน์ นิติกรชำนาญการ กรมการจัดหางาน แถลงข่าว จับกุม นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี อยู่ที่ 555 หมู่ 77 แขวงและเขตสายไหม กทม.
เจ้าหน้าที่คุมตัว นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี มาแถลงข่าว

เจ้าหน้าที่คุมตัว นางเจริญศรี โสมานุสรณ์ อายุ 68 ปี มาแถลงข่าว


พร้อมของกลาง สำเนาเอกสาร 1 แฟ้ม 29 แผ่น สมุดบันทึก 3 เล่ม รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว และ 2 นิ้ว ของคนงาน
หลักฐาน การรับสมัครคนงาน 125 แผ่น และ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่ บ้านเลขที่ 100/378 หมู่ 6 หมู่บ้านชัยพฤกษ์ 1 ถนนคุ้มเกล้า แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กทม.

พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ วันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พลเมืองดี แจ้งเบาะแสกับ บก.ปดส.ว่า มีบุคคล มีพฤติกรรมต้องสงสัยว่า จะหลอกลวง คนงานไปต่างประเทศ จึงทำการสืบสวน ทราบว่า

ผู้ต้องหา ร่วมกับ พวกที่หลบหนีอีก 4 คน หลอกลวง คนงานจำนวน 58 คน ว่า สามารถจัดหางานให้ทำ และส่งไปที่ ประเทศสวีเดน ได้ โดยเรียกเก็บ ค่าหัวคนละ 160,000 บาท เป็นค่าเสียหาย รวม 9,280,000 บาท

แต่ต่อมา อ้างว่าวีซ่าไม่ผ่าน และได้นำคนงานไปพักอาศัย และ ฝึกงานเกษตรกรรมที่ วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ของ พระพยอม เพื่อให้ ทางวัด ออกใบรับรอง การผ่านงานเกษตร เพื่อสามารถไปประกอบ การขอวีซ่า ได้

ทำให้ พระพยอม หลงเชื่อ และให้ฝึกงาน โดยทางวัด จะจ่ายค่าแรงฝึกงาน คนละ 150 บาท ต่อวัน แต่กลุ่มผู้ต้องหา ไม่รับ และ ขอรับใบรับรอง อย่างเดียว ต่อมา เมื่อไหวตัวว่า เจ้าหน้าที่ จะเข้าตรวจสอบ จึงแอบหนี ออกจากวัด

พ.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหา มีหมายจับ คดีฉ้อโกง และ จัดหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาต ท้องที่ สภ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เมื่อปี 2545 และ ได้มีการเจรจาตกลง จ่ายเงินคืนให้ ผู้เสียหาย รายหนึ่ง 4 หมื่นบาท เพื่อยอมความ

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำมาแล้วหลายครั้ง อ้างว่า จะพาไปทำงานต่างประเทศทั้ง ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ อิสราเอล เกาหลี แคนาดา และ ประเทศอื่นๆ แล้วแต่ จะเรียกค่าหัว ก่อนหลบหนี ซึ่งส่วนใหญ่ เป็น คนงานทางแถบอีสาน โดยในรายล่าสุดได้เงิน หัวละ 1 แสนบาท และ หลอกลวงจากพื้นที่ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา

ด้าน นางเจริญศรี อ้างว่า ไม่รู้เรื่อง การหลอกลวง มีหน้าที่เพียง ดูแลเรื่อง ที่พักและอาหาร เท่านั้น โดยในรายนี้ได้ค่าจ้าง ค่าดูแล หัวละ 2 หมื่นบาท มีคนอื่นเป็น ผู้ดำเนินการ ตนไม่มีส่วนรู้เห็น ในเรื่องนี้

ด้าน นายอิทธิ กล่าวว่า ขอให้ ผู้ที่จะเดินทาง ไปทำงานต่างประเทศ ตรวจสอบ กับ กรมการจัดหางาน ได้ที่ หมายเลข 1694 เสียก่อน เพราะ บางประเทศ ไม่เปิดรับให้ บุคคลต่างด้าว เข้าไปทำงาน ในประเทศได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีกลุ่มขบวนการ หลอกลวงประชาชน อ้างว่า ไปทำงานต่างประเทศได้ และ จับกุมได้ ปีละ กว่า 50 กลุ่ม มีผู้ถูกหลอกลวง กว่า 1,000 คน ต่อไป และ เสียหายนับ 100 ล้านบาท


เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกัน หลอกลวงผู้อื่น ว่า สามารถหางาน หรือ สามารถส่งไปฝึกงาน ในต่างประเทศได้ และ โดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงิน หรือ ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใด จากผู้ถูกหลอกลวง และ ร่วมกัน จัดหางาน ให้คนงาน เพื่อไปทำงาน ในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองการหางาน ม.91 และ ร่วมกัน ฉ้อโกงประชาชน ป.อาญา ม.343

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2552 16:11 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051973


พิมพ์ ข่าวนี้ ปดส.รวบสาวใหญ่ ตุ๋นแรงงานไปนอก – พระพยอม โดนด้วย!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 1, 2009

ตำรวจ กาญจน์ บุกค้นซุ้มมือปืน ริมแควใหญ่ พบกระสุน M.16 รุ่น C11-089 ร้อยกว่านัด


ตร.กาญจน์ บุกค้นอาวุธสงคราม จับผู้ต้องหา พร้อมของกลางเพียบ
เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นรังซุ้มมือปืนเครือข่ายยาเสพติด ริมแควใหญ่ พบกระสุน M.16 รุ่น C11-089 ร้อยกว่านัด

เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นรังซุ้มมือปืนเครือข่ายยาเสพติด ริมแควใหญ่ พบกระสุน M.16 รุ่น C11-089 ร้อยกว่านัด


กาญจนบุรี – ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรีนำทีมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นรังซุ้มมือปืนเครือข่ายยาเสพติด ริมแควใหญ่ พบกระสุน M.16 รุ่น C11-089 ร้อยกว่านัดยาบ้า 86 เม็ด


เมื่อเวลา 15.30 น.วันนี้ (1 พ.ค.52) พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ตร.ภ. จว.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชวลิต สุขสุวรรณ สวญ.สภ.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กกกาญจนบุรี, พ.ต.ท.พีรพจน์ ระหว่างบ้าน รอง ผกก.ศสส.บก.ตร.กจ., พ.ต.ต.บุญส่ง พิพัฒน์ทวีกุล สว.สป.สภ.ลาดหญ้า และ กำลัง ตร.สืบสวนจังหวัดฯ และ สืบสวน สภ.ลาดหญ้ากว่า 20 นาย เข้าจู่โจม ตรวจค้นคอกวัว ไม่มีเลขที่ และ บ้านพัก ริมแม่น้ำแควใหญ่ ในพื้นที่ บ้านท่าเสา หมู่ 1 ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

โดยเจ้าหน้าที่ได้พบ นายสุรเชษฐ์ เหมือนจิตต์ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ 1 ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งรับว่าเป็น ผู้ดูแลพื้นที่ ดังกล่าว และ เมื่อเจ้าหน้าที่ ได้ทำการตรวจค้น ภายในไร่ และ บ้านพักริมน้ำ พบ

ปืนพกสั้นขนาด .38 ซุปเปอร์ จำนวน 1 กระบอก, ปืนพกสั้น ลูกโม่ขนาด.22 ยี่ห้อสมิทธ์ 1กระบอก, ปืนยาวลูกซอง ห้านัด 1กระบอก, แม็คกาซีน M.16 จำนวน 3 แม็ค, กระสุนปืน M.16 จำนวน 168 นัด ข้างกล่องใส่กระสุน มีอักษรเขียน C11-089, ปลอกกระสุน M.16 จำนวน 4 ปลอก, กระสุนปืน ลูกซอง จำนวน 10 นัด, กระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 10 นัด, กระสุน ขนาด .22 จำนวน 12 นัด, ยาบ้าเม็ดสีส้ม จำนวน 86 เม็ด, เงินสดจำนวน 30,500 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ทำการจับกุม นายสุรเชษฐ์ เป็นผู้ต้องหา ในข้อหา มียาเสพติด ประเภท1(ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย, มีอาวุธปืน และ เครื่องกระสุน ที่เจ้าพนักงาน ไม่สามารถ ออกทะเบียนได้ ไว้ในครอบครอง

พล.ต.ต. เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ตร.ภ. จว.กาญจนบุรี ได้ทำการสอบสวนสวน นายสุรเชษฐ์ เบื้องต้น ให้การ รับสารภาพ พล.ต.ต.เรวัช ได้เปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้น จับกุม ในครั้งนี้ เนื่องจาก เราได้ติดตาม สืบสวน หาข่าวมานานแล้ว และ เมื่อเข้าตรวจค้นพบ ของกลางทั้งหมด ซึ่งมีทั้ง ยาเสพติด อาวุธสงคราม และ พบปืนต้องสงสัย ที่น่าจะเคย ก่อเหตุยิง ที่ร้านตำนาน ถนน ริมน้ำ หน้าเมือง กาญจนบุรี ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 1ราย บาดเจ็บ1ราย

โดย นายสุรเชษฐ์ ผู้ต้องหารายนี้ ให้การว่า เป็นของเจ้าของที่ดินทั้งหมด มีที่ดิน จำนวน 80ไร่ และ วัวอีกประมาณ 50 ตัว โดยไร่นี้ เป็นของ นายนเรศ ไกรทอง,นายกฤษฎา ไกรทอง และ นายมาโนช ไกรทอง 3 พ่อลูก ตระกูลไกรทอง ซึ่งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ 1 ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดย นายสุรเชษฐ์ เป็นผู้ดูแลไร่นี้ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะทำการสอบสวน ขยายผล ต่อไป และ จะติดตาม เจ้าของไร่ ตระกูลไกรทอง ทั้ง 3 คน มาสอบสวนดำเนินคดี และ จะเร่งสอบสวน รวบรวม พยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติ หมายจับ ในข้อหา ร่วมกัน ครอบครอง ของกลาง ที่ตรวจพบทั้งหมด ต่อไป อีกด้วย

โดย ทั้งสามคน มีชื่ออยู่ใน ทะเบียนประวัติ มีพฤตการณ์ เกี่ยวกับ มือปืนรับจ้าง,ยาเสพติด และ ค้าอาวุธสงคราม จึงอยู่ในข่าย ที่ติดตาม เฝ้าระวัง มาโดยตลอด จนวันนี้ น่าเชื่อว่า มีของ ผิดกฎหมาย จึงเข้าตรวจค้น และ จับกุม ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของ ตัวอาวุธปืน M.16 นั้น ทางเรา ยังไม่สามารถตรวจพบ เนื่องจาก ที่กว้าง และ อยู่ริมน้ำ เราได้ประสานงานไปยัง ตชด.ที่ 13 นำเอา สุนัขตำรวจ มาตรวจค้นหา แต่ยังไม่พบ และ ได้ใช้ เครื่องสแกน วัตถุโลหะ ก็ยังไปพบ แต่เรา จะพยายาม ตรวจค้นหา ต่อไป

ส่วนทรัพย์สิน ที่ตรวจพบในครั้งนี้ ประมาณ 70 ล้านบาท จะขยายผล และ เสนอให้ ทำการยึดทรัพย์ต่อไป ส่วนปลอกกระสุน M.16 จะส่ง กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจพิสูจน์ว่า เคยก่อเหตุ ที่ไหนบ่าง หรือ ไม่

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2552 20:08 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000049084


พิมพ์ ข่าวนี้ ตร.กาญจน์ บุกค้นอาวุธสงคราม จับผู้ต้องหา พร้อมของกลางเพียบ


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 30, 2009

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 27, 2009

เสธ.แดง ยัน ไม่มี เสื้อแดง ตาย ในช่วงสลายชุมนุม


เสธ.แดง ยันเสื้อแดง ไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล


พล.ต.ขัตติยะ พูดจารื่นหู ยืนยัน ไม่มีใครเสียชีวิตจาก เหตุสลายชุมนุม ไม่เชื่อ พลทหารเสียชีวิต เพราะถูก ผู้บังคับบัญชาทำร้าย จากเหตุส่ง sms ถึงแม่ พร้อมตำหนิ “อนุพงษ์” ใช้ 2 มาตรฐาน สลายการชุมนุม ระหว่าง พันธมิตรฯ และ โจรหางแดง


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์


วันนี้ (27 เม.ย.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก กล่าวว่า ไม่เชื่อว่า พลทหาร อภินพ เครือสุข จะถูกสั่งทำโทษ จนเสียชีวิต ที่บ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 เพราะส่ง SMS ไปบอกมารดา ว่า นายกรัฐมนตรี อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว

เพราะจาก ประสบการณ์ ในการรับราชการทหาร ไม่เคยเห็น ผู้บังคับบัญชา ทำลูกน้องรุนแรง ถึงขั้น สั่งใช้กระบอกปืนฟาด จนเสียชีวิต ส่วนใหญ่ มักลงโทษ แค่สถานเบา เช่น การสั่งวิดพื้น หรือ วิ่งรอบสนาม 50 รอบ

แต่มูลเหตุการเสียชีวิต จะเกิดจากสาเหตุใด ตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าว ที่กลายเป็น ประเด็นทางการเมือง มองว่า เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมี นายทหารระดับแม่ทัพคนใด ที่นำ นักการเมือง เข้ามาอยู่ในค่ายทหาร จึงขอฝากถึง ทหารรุ่นน้อง ทุกนายว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การเมือง

พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวตำหนิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ใช้ 2 มาตรฐาน ในการดูแล กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยสมัย รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ. อนุพงษ์ ได้ส่ง ส.ห.ไปดูแลความปลอดภัย ให้ กลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ในรัฐบาล ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.อนุพงษ์ กลับสั่งทหาร ให้ออกไป ปราบปราม ผู้ชุมนุมเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จากการตรวจสอบของตน ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง เสียชีวิตจาก การสลายการชุมนุม อย่างแน่นอน


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์
จาก manager multimedia

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 17:02 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047108


พิมพ์ ข่าวนี้ เสธ.แดง ยัน เสื้อแดงไม่มีใครตาย ในช่วงสลายชุมนุม


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Next Page »

Blog at WordPress.com.