Accom Thailand

April 30, 2009

คดีทุจริตคลองด่าน – ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา”


ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม

นายวัฒนา อัศวเหม ภาพจากแฟ้ม


ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ คดี “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริต จูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนด คลองด่าน ทับที่สาธารณะ ส่งผล คดีถึงที่สุด รอตามตัว ที่หลบหนี ไปต่างประเทศ กลับมา รับโทษจำคุก 10 ปี ภายใน อายุความ 15 ปี


วันนี้ (30 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ คดีที่ นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่ง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ จำคุก นายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิด ต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ ราชการ ตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 148

ที่ใช้ อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้เพื่อให้ บุคคลใด มอบให้ ซึ่งทรัพย์สิน ด้วย การบังคับซื้อ ที่ดิน ต.บางเหี้ย (คลองด่าน) อ.บางเหี้ย (บางบ่อ) จ.สมุทรปราการ จาก ราษฎร หลายราย และ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ด้วย การบังคับขู่เข็ญ หรือ กระทำการ โดยวิธีการ อื่นใด ให้ ข้าราชการ สังกัดกรมที่ดิน และ กรมการปกครอง ปฏิบัติ หรือ ละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือ โดยทุจริต ในการออกโฉนด ที่ดิน 5 แปลง

คดีนี้ หลังจากที่ ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2551 แล้ว ทนายความ นายวัฒนา ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดไว้ ในมาตรา 278 วรรคสาม ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2551 โดยฝ่ายจำเลย ระบุว่า มีพยานบุคคล รวม 17 ปาก เป็น หลักฐานใหม่

เมื่อจำเลย ยื่นอุทธรณ์แล้ว ที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งตั้ง องค์คณะผู้พิพากษา รวม 5 คน พิจารณาอุทธรณ์ เพื่อทำบันทึกความเห็น สรุปสำนวน เสนอ ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งองค์คณะ พิจารณา ตามบทบัญญัติ รธน.มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบ กับ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 แล้วเห็นว่า

พยานหลักฐาน ที่จำเลย ยกขึ้นอ้าง ไม่ใช่ พยานหลักฐานใหม่ ที่อาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงเปลี่ยน แปลงไป ในสาระสำคัญ และ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ จำเลยไม่รู้ หรือ มีเหตุอันควรรู้ว่า พยานหลักฐาน ดังกล่าว มีอยู่ ดังนั้น จึงไม่ควร ที่จะรับอุทธรณ์ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว ก็เห็นด้วยกับ ความเห็น สรุปสำนวน องค์คณะ ซึ่งพิจารณา 3 ประเด็น คือ


1. พยานหลักฐาน ประเด็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ชอบด้วย ระเบียบ และ กฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอ้าง

นายไพฑูรย์ สุนทรวิภาค อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2533-2547, นายวีระ รอดเรือง อดีต ผู้ว่าฯ จ.สมุทรปราการ ปี 2537-2542, นายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีต อธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีต รองเลขาธิการ ครม., นายประพันธ์ ชลวีระวงศ์ อดีต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ, นางอุบล เอื้อศรี อดีต ปลัดจังหวัด สมุทรปราการ, นายสมมาตร ดลมินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ, นายคมชิต วิชญะเดชา อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ ม.ล.พีพล นพวงศ์ อดีตนายอำเภอบางบ่อ ปี 2535-2536 เป็นพยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2531 ครม. มีมติให้ออก หนังสือแสดงสิทธิ์ ในที่ดินให้กับ ราษฎร บริเวณ ที่ดิน พิพาท ดังกล่าว ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งให้ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ ทราบ และ ปฏิบัติ ตามมติ ครม. อย่างเคร่งครัด และ มีการออกโฉนด ให้กับ รายอื่นหลายราย โดยไม่ปรากฏว่า มี ข้อขัดข้อง หรือ โต้แย้ง ของ ราษฎร ในพื้นที่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังได้รับการยืนยัน จาก คณะกรรมการป้องกัน และ หยุดยั้ง การบุกรุก ที่ดินป่าชายเลน ที่ทำการ ตรวจสอบที่ดิน แล้วว่า ไม่มีการบุกรุก และ ที่ดินไม่มีสภาพ เป็นทางสาธารณะ และ

2. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า จำเลย ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครอง และ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดิน โดยมิชอบด้วยระเบียบ หรือ กฎหมาย หรือไม่ จำเลยอ้าง

นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด ซึ่งอ้างว่า เป็นผู้ติดต่อใกล้ชิด กับ เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายจำเนียร ปานพุ่มชื่น นายอำเภอ บางบ่อ ในช่วงเกิดเหตุ, นายสมบัติ เลาประเสริฐ สารวัตรกำนัน ต.คลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ, นายวีระวงศ์ สุวรรณวานิช เจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ, นายบุญเชิด คิดเห็น สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี, นายวีระ รอดเรือง, ท่านเจ้าคุณ พิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศน์ และ พล.ต.ชิณเสน ทองโกมล เป็นพยาน นำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันว่า จำเลย ไม่เคยข่มขู่ เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง นายไพศาล กาญจนประพันธ์ และ นายสมชัย แตงน้อย แต่อย่างใด ในการรังวัด โฉนดที่ดิน และ ฝ่ายรังวัด ก็ไม่ได้แจ้งขัดข้อง ในการออกโฉนด ว่า ทับที่ สาธารณะ รวมทั้งประเด็น การมอบ พระเครื่องผงสุพรรณ เพื่อจูงใจ เจ้าพนักงาน ในการออกโฉนด

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นว่า พยานหลายปาก ไม่เคย มาเบิกความต่อศาล ขณะที่เรื่องมติ ครม. ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลง และ ไม่ใช่ พยานหลักฐาน ที่ จำเลย ไม่รู้ถึง ความมีอยู่ ของ พยานหลักฐาน นั้น


3. พยานหลักฐาน ในประเด็นว่า การที่จำเลย ใช้อำนาจ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้ เจ้าพนักงาน สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนด ให้ โดยมิชอบ นั้น เป็นการใช้อำนาจ โดยตำแหน่ง อันเป็นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ จำเลยอ้าง

พล.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการ ครม., นายกำธร จันทรแสง อดีตรองเลขาธิการ ครม. เป็น พยาน เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า จำเลย ไม่มีอำนาจ ให้คุณ ให้โทษกับ กรมที่ดิน เพราะ จำเลย ไม่มีหน้าที่ ดูแล รับผิดชอบ กรมที่ดิน โดยตรง การแต่งตั้ง เสนอ ข้าราชการ ที่จะนำเข้าสู่ ครม. จะเป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ระดับ 10 ขึ้นไป และ การแต่งตั้ง โยกย้าย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน เป็นอำนาจของ กรมที่ดิน โดยตรง

ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา พิจาณาแล้ว เห็นว่า พยานดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐาน ที่อาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ข้อเท็จจริง รับกันว่า ในช่วงเกิดเหตุ จำเลย ไม่ได้รับมอบหมาย ให้มีอำนาจ การสั่ง อนุญาต อนุมัติ การปฏิบัติ หน้าที่ราชการ เกี่ยวกับ กรมที่ดิน แต่ที่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้อำนาจ ในตำแหน่ง ของ จำเลย เนื่องจากเห็นว่า จำเลย มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบ บริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และ มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 ก.ย.2515 มีสิทธิ์เข้าร่วม ประชุมครม. เพื่อมีข้อเสนอแนะ ให้ความเห็น และ มีมติในกิจการงานกรม หรือกระทรวงอื่น รวมทั้งมีสิทธิ์แสดงความเห็น และการมีมติ แต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยประเด็น โดยอาศัยข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้าง ทางปฏิบัติของจำเลย จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน ที่ทำให้ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงมีมติว่า อุทธรณ์ของ จำเลย ทุกข้อ ไม่เข้าตามบทบัญญัติ รธน. มาตรา 278 วรรคสาม ประกอบกับ ระเบียบ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์ การอุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ในกรณี มี พยาน หลักฐาน ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ ข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไป ในสาระสำคัญ พ.ศ.2551 ข้อ 3 และ 4 จึงมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ ของ จำเลย ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ นายวัฒนา แล้ว ได้นำลงประกาศไว้ใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา สำหรับ นายวัฒนา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการหลบหนคดี

โดยศาลฎีกา ได้ออกหมายจับ เพื่อให้ติดตามตัวมารับโทษแล้ว และ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ จึงทำให้ คดีถึงที่สุด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัว นายวัฒนา ได้ ก็จะถูกนำตัวคุมขังที่ เรือนจำทันที ตามโทษที่ ศาลฎีกา พิพากษา ลงโทษจำคุก 10 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับคดีดังกล่าว มีอายุความ 15 ปี ที่จะติดตามตัว นายวัฒนา มารับโทษ

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2552 19:49 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048711


พิมพ์ ข่าวนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์ “วัฒนา” ทุจริตคลองด่าน!


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

April 27, 2009

“ศิริราช” ไม่ฟันธง ผล ชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว โดยถูกซ้อม หรือ หกล้ม


ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข

ที่โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการชันสูตรพลิกศพและชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ แถลงผลการตรวจชันสูตรศพพลทหาร อภินพ เครือสุข


หมอ ศิริราช ไม่ฟันธง “พลทหาร อภินพ” หกล้ม หรือ ถูกซ้อม
บอกเพียงว่า ศีรษะ กระแทกของแข็ง อย่างแรง ฐานกะโหลก แตกร้าว


ระบุ ตายเพราะ เลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมอง
ด้าน ส.ส. เพื่อไทย ยังปักใจเชื่อว่า มีคนทำให้ตาย


วันนี้ (27 เม.ย) เวลา 13.30 น.ที่โรงพยาบาล ศิริราช ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ร่วมด้วย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชา นิติเวชศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การชันสูตรพลิกศพ และชันสูตรบาดแผล ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบศพฯ

แถลงผลการตรวจชันสูตรศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข อายุ 22 ปี ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเสียชีวิต ภายในบ้านพัก แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา

โดย นพ.วิสูตร กล่าวว่า ทาง รพ.ศิริราช ได้เริ่มทำการตรวจศพที่ ห้องตรวจศพ เมื่อเวลา 10.30 น. ทีตึกอดุลยเดชวิกรม ชั้นหนึ่ง คณะแพทย์ได้ทำการตรวจ อวัยวะภายนอก และ ภายใน ทำการเอกซเรย์อวัยวะ ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น กะโหลกศีรษะ คอ หน้าอก เชิงกราน แขน และ ขา ซึ่งมีการถ่ายภาพ เก็บเป็น หลักฐาน ไว้ทุกขั้นตอน

สำหรับผล การตรวจศพ ในเบื้องต้น พบว่า มีอาการช้ำ บริเวณ ต้นคอด้านหลัง ค่อนมาทางซ้าย ฐานกะโหลกศีรษะ ด้านซ้าย ส่วนหลัง มีรอยแตกร้าว ตำแหน่ง ที่ใกล้กับ ช่องไขสันหลัง มีรอยแตก ยุบเล็กน้อย เป็นแผลยาวต่อเนื่อง เป็นแผลที่ 2 และ 3 มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้ม ไขสันหลัง บริเวณคอ ส่งผลให้ เนื้อสมองกลีบซ้าย ส่วนหลัง มีรอยกดยุบจาก เลือดที่ออกเหนือ เยื่อหุ้มสมอง ชั้นหนา ที่คงค้างอยู่

“สรุปสาเหตุ การเสียชีวิต ไม่ได้เกิดจาก คอหัก แต่เกิดจาก กะโหลกศีรษะ ส่วนหลังแตก มีเลือดออก เหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนา ที่กดเนื้อสมอง ซึ่งไม่ได้ทำให้ เสียชีวิต ในทันที อย่างไรก็ตาม การตายเร็ว หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับ การไหลซึม ของเลือด แต่จากรอยแผล ที่ต่อเนื่องนั้น เชื่อว่า เป็นการกระแทก อย่างรุนแรง หนึ่งครั้ง แต่ แพทย์เจาะจงไม่ได้ว่า เกิดจากการซ้อม หรือ ลื่นหกล้มเอง บอกได้เพียงว่า เกิดจาก การกระแทก กับ ของแข็ง หรือ ถูกของแข็ง มากระแทก”

นพ.วิสูตร กล่าวต่อว่า คณะแพทย์ ได้ตรวจสอบ อวัยวะภายในแล้ว พบว่า ไม่มีส่วนใดผิดปกติ หรือ ฉีกขาด แต่บาดแผลภายนอก ที่พบเห็น ก็คือ มีรอยช้ำ บริเวณแขนขา เป็นจุดเล็กๆ ซึ่งแพทย์ได้ ตัดเนื้อเยื่อ บริเวณดังกล่าว ไปสุ่มตรวจ โดยการย้อมพิเศษ ซึ่งต้องรอผล อย่างน้อย 7 วัน และ จะรวบรวม ข้อมูล พร้อมแนบ สาเหตุการเสียชีวิต ให้กับ เจ้าพนักงานเจ้าของคดี ทั้งนี้ เนื่องจาก แพทย์ไม่สามารถ ระบุ พฤติการณ์แห่งเหตุได้ แต่เชื่อว่า เมื่อ พนักงานสอบสวน
ได้รับข้อมูลแล้ว จะสามารถ สรุปสำนวนได้

ด้าน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเข้าร่วม สังเกตการณ์ ในการแถลงข่าว ในครั้งนี้ด้วย ให้สัมภาษณ์ว่า แม่ ของ พลทหาร อภินพ เชื่อใจ รพ.ศิริราช จึงขอย้าย ให้มา ชันสูตรศพ ที่นี่ และ จากที่ตน ได้ฟัง ผลการชันสูตรศพ

ตนเชื่อว่า บาดแผล ที่เกิดนั้นใหญ่ มีความเป็นไปได้สูงที่ พลทหาร อภินพ จะถูกของแข็ง กระแทกที่ศีรษะ หรือ ถูกซ้อม สูงกว่า การลื่นล้ม เอง อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะ ส.ส. ได้หมดหน้าที่แล้ว ต่อจากนี้ ต้องเป็น หน้าที่ ของ เจ้าพนักงานสอบสวน


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 20:37 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047125


พิมพ์ ข่าวนี้ ผลชันสูตร “พลฯ อภินพ” ฐานกะโหลกร้าว
“ศิริราช” ไม่ฟันธง ถูกซ้อม หรือ หกล้ม



ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1

รองปลัดยุติธรรม สั่ง “ดีเอสไอ” ทำบันทึก รายงานข้อเท็จจริง โดยด่วน
กรณี ส่งหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ ผ่าศพ พลทหาร บ้านแม่ทัพภาคที่ 1
ไปยัง โรงพยาบาลศิริราช


วันนี้ (27 เม.ย.) ที่ กระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัด กระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึง กรณีที่ คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช แถลงผล ผ่าชันสูตรพลิกศพ พลทหาร อภินพ เครือสุข ทหารรับใช้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่เสียชีวิต ภายในบ้านพัก ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งอยู่ใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

โดยออกมาระบุว่า การผ่าชันสูตรครั้งนี้ เป็นไป ตามหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ที่ ดีเอสไอ ส่งมา ตามหมายเลขหนังสือ ที่ ยธ.0800/พิเศษ
ว่า ตนได้รับเอกสารดังกล่าว จาก โรงพยาบาลศิริราชแล้ว ซึ่งในหนังสือระบุ

คำขอความอนุเคราะห์ ว่า นางศิริมล มาเพชร มารดา ของผู้ตาย ประสงค์ จะขอนำศพ ไปทำการ ชันสูตรพลิกศพ ที่ โรงพยาบาลศิริราช จึงขอ ส่งศพ มาตามความประสงค์ ของมารดาผู้ตาย

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้ชี้แจงเบื้องต้น ว่า หนังสือดังกล่าว เป็นเพียง การประสานงาน กับ โรงพยาบาลศิริราช เท่านั้น เนื่องจาก นางศิริมาได้ร้องขอต่อ ดีเอสไอ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ดีเอสไอ ยังไม่ใช่ พนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจ เข้าไป สืบสวนคดีนี้ โดยตรง ทำได้ เพียงการสืบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้น เท่านั้น ตน จึงได้ สั่งการให้ ดีเอสไอ ทำบันทึกรายงาน อย่างละเอียด ส่งให้ตนพิจารณา โดยด่วนแล้ว


astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2552 16:36 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047154


พิมพ์ ข่าวนี้ ยธ.สั่ง ดีเอสไอ แจงข้อเท็จจริง จุ้นศพ พลทหาร มทภ.1


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

November 2, 2008

กลกาม คนหน้าเหมือน

[blip.tv ?posts_id=1431221&dest=-1]

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 30, 2008

รวมคลิป คนหน้าเหมือน รู้นานแล้ว ชายหน้าเหมือน นายกฯ ควง “กุหลาบดำ”


คนยุติธรรม “เมาท์แตก” รู้นานแล้ว ชายหน้า เหมือนนายกฯ ควง “กุหลาบดำ”



คลิป
1,762 KB


ผู้จัดการออนไลน์ – ฮือฮาทั่วเน็ต คลิปวิดีโอแอบถ่ายข้าราชการหนุ่มใหญ่ หน้าตาคล้าย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ควงสาว-กิ๊กไม่ซ้ำหน้า เปลี่ยนรถ 4 คัน ทั้ง เบนซ์สปอร์ต – เบนซ์ – บีเอ็ม – เลกซัส ทะเบียนกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ ไปกินข้าวเช้า ข้าวกลางวัน เข้าม่านรูด แถมมีภาพชัด ใช้เวลาราชการพา กิ๊กร่างท้วม ไปชอปปิ้งเลือกซื้อตู้เย็น ที่โฮมโปร สาขาแจ้งวัฒนะ วันเวลาในคลิป ระบุชัด ระหว่าง 22-28 มีนาคม 2549


ข้าราชการ ในกระทรวง ยุติธรรรม แห่เปิดคลิป คนหน้าคล้าย นายกฯ ดู พร้อมตั้งวง วิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ตื่นเต้น เหตุเป็นประเด็น ที่ลือ และรู้กัน มานานแล้วว่า คนหน้าเหมือน นายกรัฐมนตรี มักควงข้าราชการสาว ในกระทรวง เจ้าของฉายา “กุหลายดำ” แอบไป หม่ำข้าว กันประจำ


วันนี้ (30 ต.ค.) ที่กระทรวงยุติธรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเว็บไซต์ หลายแห่ง ได้เผยแพร่ ภาพบุคคล ที่มีใบหน้าคล้าย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขับรถยนต์ รับผู้หญิงไปรับประทานอาหาร และเข้าโรงแรมม่านรูด นั้น บรรดาข้าราชการ ในกระทรวงยุติธรรม ต่างเปิด เว็บไซต์ เพื่อดูภาพดังกล่าว และเมื่อได้เห็นภาพ ข้าราชการสาวคนหนึ่ง ในกระทรวงยุติธรรม ที่เดินทางไปกับ คนหน้าเหมือนนั้น ต่างจับกลุ่มกัน วิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ทีท่าตื่นเต้น


ทั้งนี้ ข้าราชการ กระทรวงยุติธรรม ต่างพูดเป็นเสียงเดียว กันว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ในคลิปเป็น ข้อมูลที่มีการพูดถึง มานานแล้ว อีกทั้งภาพหญิงสาว คนหนึ่ง ที่ปรากฏ ในเว็บไซต์ ก็มีรูปร่างหน้าตาคล้าย กับข้าราชการใน กระทรวงยุติธรรม ที่ถูกล่ำลือว่า มักเดินทางไปไหนมาไหน กับ อดีตปลัด กระทรวงยุติธรรม มาก่อน และเมื่อ คนในกระทรวง เห็นเพียงแค่ท้ายรถ ต่างก็จำได้แล้ว ว่าเป็นรถของใคร ที่มารับ และไม่จำเป็น ต้องถ่ายให้เห็น ใบหน้าเจ้าของรถ ด้วยซ้ำ


สำหรับหญิงสาว คนดังกล่าว ซึ่งคนหน้าเหมือน นายกรัฐมนตรี ขับรถไปรับที่ กระทรวงยุติธรรม และพาไปรับประทานอาหารที่ ร้านเก็จแก้ว ย่าน เมืองทองธานี นั้น เป็นที่ทราบกันดี ในหมู่ข้าราชการ กระทรวงยุติธรรม ว่า หญิงสาวคนดังกล่าว ถือเป็น “ขาประจำ” เจ้าของฉายา “กุหลาบดำ”


(คลิกอ่าน) เรื่องเล่าขาน ตำนานกลกาม ตอนกุหลาบดำ กับบิ๊กแม่เล้า!



(คลิกชม)
หรือ ดาวน์โหลด 31,921 KB เรื่องเล่าขาน


(คลิกชม) คลิป ‘โนบิตะ’


(คลิกชม) อ่าน หรือ ดาวน์โหลด คลิป ‘โนบิตะ’ คนหน้าคล้าย ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’


เจ๊เปาแดง ส่งสายลับ จับบ้านเล็ก แอบถ่ายคลิป คนหน้าเหมือนสามี กิ๊กสาวเข้าม่านรูด


แอบดู คนหน้าเหมือน สมชาย กิ๊กสาว 1
(คลิกชม)
แอบดู คนหน้าเหมือน สมชาย กิ๊กสาว 2 (ต่อ)
(คลิกชม)
แอบดู คนหน้าเหมือน สมชาย กิ๊กสาว 3 (จบ)
(คลิกชม)


ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2551 14:16 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000128902


พิมพ์ ข่าวนี้ คนยุติธรรม “เมาท์แตก” รู้นานแล้ว ชายหน้า เหมือนนายกฯ ควง “กุหลาบดำ”


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below


July 31, 2008

นายพิภพ กล่าว เราต้องแสดงพลังว่า ไม่เห็นด้วย กับการแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะมีความหมายมาก


“พิภพ” ชี้ “แม้ว” เริ่มจนตรอก
ทางออกสุดท้ายลี้ภัยการเมืองหนีคดี

Special Report ::
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


“พิภพ” ประเมิน “แม้ว” เริ่มหลังพิงฝา ผวาคุก หลังเมียรักเจอคุก 3 ปี เตือนคนไทยจับตา สมุนเร่งเครื่องเต็มที่ หวังแก้ รธน.ฟอกนายใหญ่แน่ หากยังเหลว มีสิทธิ์ยุบสภา หยุดการชุมนุมของพันธมิตร ฯ ล้างไพ่ใหม่


ชี้ถ้ายังเหลว ทางสุดท้าย ต้องมุดหนี ออกนอกประเทศสถานเดียว ขณะเดียวกัน เรียกร้องประชาชน ร่วมแสดงพลัง 1 ส.ค. นี้
พิภพ ธงไชย ปราศรัย

พิภพ ธงไชย ปราศรัย


คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย
คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพ วิดีโอ นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 56 K 10.4 MB
คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพ วิดีโอ นายพิภพ ธงไชย ปราศรัย 120 K 44.2 MB


วันนี้ (31 ก.ค.) เมื่อเวลา 23.19 น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตร ฯ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า


ภายหลังศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้อง คดีหวยบนดินตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ รัฐมนตรี 3 หนาหน้าหวย ก็ยังไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งปัญหา ที่เกิดต่อมา คือจะรับเงินเดือนได้ไหม ก็เป็นเรื่องของ กรมบัญชีกลาง ว่าจะ จ่ายเงินเดือน ให้ไหม ซึ่งเราจะมีหนังสือไปท้วงติงว่า ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนให้ จะผิดกฎหมาย


นายพิภพ กล่าวถึง คำตัดสินของศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษา คดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และพวกเลี่ยงภาษีหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ ว่า ถ้าดูสีหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอาการแค้น ที่ทำไมศาลชั้นต้นลงโทษคดีนี้ อย่างรุนแรง 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา คดีกำลังเดินตามมา อีกมาก


ตนคิดว่าจากนี้ คุณทักษิณจะทำคือ ต้องล้มคดี เอาคดีออกจาก ศาลให้ได้ วิธีเดียวที่ทำได้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ของ คุณทักษิณ และ พรรคพลังประชาชน


นายพิภพ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น เราจึงเรียกร้องพี่น้องว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องมาแสดงพลังว่า ไม่เห็นด้วย เพราะการแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีความหมายมาก จะทำให้ คดีต่างๆ ของคุณทักษิณ ถ้าแก้สำเร็จ จะไปทำลาย ตุลาการภิวัฒน์ เมื่อทำลายได้แล้วคดีต่างๆก็จะหลุดออกหมด นี่ล่ะเรื่องใหญ่ของเรา ซึ่งตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า


ประเทศของเรา ถ้าไม่สามารถแก้ไข การทุจริตและฉ้อโกง ได้ โดยนำตัวคนที่มีอำนาจทางการเมือง ขึ้นศาลได้ การเมืองไม่มีวันเปลี่ยน แต่วันนี้ จะเห็นว่าการเมือง เริ่มเปลี่ยนแล้ว


“ผมไม่ใช่ต้องการ ทับถม คุณหญิงพจมาน แต่เป็นเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม ของ ประเทศชาติ ถ้าเราไม่สามารถ เอาคนที่มีอิทธิพล มากที่สุด แล้วทำผิดกฎหมาย เข้าสู่ กระบวนการความยุติธรรม ให้ศาลตัดสินได้แล้ว การป้องกัน การทุจริตคอรัปชั่น การหลีกเลี่ยงภาษี ก็จะล้มเหลวหมด” นายพิภพ กล่าว


ทั้งนี้ นายพิภพ ระบุด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ สังคมโลก โดยได้ยกตัวอย่างกรณี คดี อัลคาโปน ของสหรัฐฯ ช่วงยุคกลาง ที่มีอิทธิพลมาก แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนสุดท้ายถูกจับ เพราะคดีหลีกเลี่ยงภาษี


นายพิภพ กล่าวเสริมว่า เรื่องหลีกเลี่ยงภาษี ถ้าสรรพากรเอาจริง ร่วมมือกับ อัยการ เชื่อว่า รมต. ทุกคนจะถูกกล่าวหาว่า เลี่ยงภาษีหมด เพราะไม่ สามารถบอกได้ว่า เงินที่ใช้ซื้อบ้านซื้อรถ และฝากไว้ในธนาคาร ส่งลูกเรียนต่างประเทศ รายได้มาจากไหน เสียภาษี หรือ เปล่า


ฉะนั้นวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ ประเทศไทยต้อง เอาระบบตรวจสอบภาษี แล้วเอา คนที่หลีกเลี่ยงภาษีเข้าคุกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นไหน เพราะเป็น ระบบ ตรวจสอบ ที่ง่ายที่สุด


นายพิภพ กล่าวว่า ตอนนี้ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นเรื่องใหญ่ ของคุณทักษิณ ที่ต้องทำให้ได้ เราจึงต้องจัดการไม่ให้แก้ได้ เราจึงบอกว่า วันพรุ่งนี้ (1 ส.ค.) เป็นวันสำคัญ ที่เราจะต้องระดมพล ให้มากที่สุด เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วย กับการแก้รัฐธรรมนูญ


นี่คือขั้นตอนที่หนึ่ง แล้วถ้าหาก คุณทักษิณ แก้ไม่ได้ ตนคิดว่า เขาจะคิดถึงการยุบสภา แต่ทำช้ามีปัญหา เพราะตุลาการ กำลังดำเนินคดีตามลำดับ ซึ่งกำลังจะมี คำพิพากษา ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดี ซื้อที่ดินรัชดา ซึ่งมีศาลเดียวตัดสินด้วย


เชื่อวันนี้ คุณทักษิณคิดมากเรื่องนี้ ว่าจะทำยังไง แก้รัฐธรรมนูญให้เร็วจขึ้น ก็ทำไม่ได้ เพราะได้ข่าวว่า ส.ส. หลายพรรค เตรียมตีรวน แปรญัตติ ทุกมาตรา เอาให้ไม่เสร็จ ภายใน 120 วัน


“ทางเดียวคิดว่า นอกจากแก้รัฐธรรมนูญ ก็อาจจะยุบสภา เพื่อหยุดการชุมนุมของเราไปด้วยในตัว นื่คือเส้นทางเดินของคุณทักษิณ ผมไม่มอง คุณทักษิณ ในแง่ร้าย ที่จะลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ หรือ หลบคดีออกไป ซึ่งก็เป็นทางหนึ่ง ผมเชื่อเสมอว่า ผมเกรงว่า จะเอาคุณทักษิณ เข้าคุกไม่ได้ ถ้าเขาผิดจริง แต่ยังไง ก็ต้องให้ศาลตัดสินว่า เขาผิดจริงก่อน ส่วนเอาคุก ได้ไม่ได้ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง เขาจะหนีไป ต่างประเทศ หรือไม่ ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง” นายพิภพ กล่าว


นายพิภพ กล่าวต่อว่า ครม. ก็ลำบากในการเปลี่ยนครั้งนี้ เพราะเต็มไปด้วยคน ที่มีคดีติดตัวอยู่ นับตั้งแต่ นายกฯ และ หลายคน ที่มีชื่อ แพลม ออกมา ก็ล้วนแต่มีคดีติดตัว หรือต้องคดีมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ลำบากใจมาก ถ้า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังจะ ขอโปรดเกล้าฯ ครม. ที่มีคดีติดตัวอยู่ ภาพลักษณ์ครม. ก็จะเต็มไปด้ว คนที่มีคดี การยอมรับ จาก นานาชาติ และ คนในประเทศ จะมีปัญหา


“ตอนนี้ยังมอง ทางออกของคุณทักษิณยังไม่เจอ ไปทางโน้นก็ติดทางนี้ก็ติด ถอยหลังก็ไม่ได้ เดินหน้าก็เจอ ศาล ลำบากมากๆ คุณทักษิณตอนนี้ แต่ว่ากรรม ก็จะต้องตามสนอง ถ้าทำกรรมดี ก็ได้กรรมดี ถ้าทำกรรมชั่ว ก็ต้องยอมรับ” นายพิภพ กล่าว


นายพิภพ กล่าวว่า อันนี้เป็นอาการ เรียกว่า ทางการเมืองของเมืองไทย กำลังถึง จุดเปลี่ยนจริงๆ แต่จะเปลี่ยนเป็น การเมืองใหม่ได้ หรือ เปล่า ยังต้องใช้เวลา แต่การจะให้ ตุลาการภิวัฒน์ กวาดนักการเมืองเก่าที่ไม่ดี ออกไปให้มากที่สุด มีความหวัง ฉะนั้นวันนี้ เราจึงต้องสนับสนุน ตุลาการฯ ให้ทำงานไปได้ ตลอดลอดฝั่ง


นายพิภพ กล่าวด้วยว่า ความต่อสู้ของเราที่พยายามใช้หลักอหิงสา ขันติ ไม่ใช่อาวุธ และ ความรุนแรง 68 วัน ได้พิสูจน์นานาชาติได้แล้วว่า เราสามารถ จัดการ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ทำผิดกฎหมาย ทุจริตและ มีนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน ได้สำเร็จ นี่คือความก้าวหน้า มาก ของสังคมไทย และ โลก


อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะต้อง ยังไม่ชะล่าใจ เพราะคดียังไม่ถึงตัวคน อีกหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตคอร์รัปชัน และผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะ อดีตนายกฯ


ฉะนั้นยังต้องอดทนสู้ต่อไป เขาพยายามจะขวางให้ ตุลาการฯ หมดสภาพลง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกดดัน ให้ ป.ป.ช. ลาออก ซึ่งเรายอมไม่ได้ เพราะถ้าตุลาการฯ และ ป.ป.ช. พัง งานที่เราทำมาทั้งหมด จะสูญไปเลย ฉะนั้น วันนี้ต้องยืนหยัด อดทน รอคอยสนับสนุน และ ใครที่มาใช้กำลังกับเรา อย่างกรณี ที่ อุดรธานี และ มหาสารคาม เราก็จะใช้กฎหมาย จัดการ


นายพิภพ กล่าวด้วยว่า หากเราสามารถ ทำเรื่องเหล่านั้น ข้างต้นสำเร็จ เรื่องต่อไป ก็คือ การเข้าสู่ระบบการเมือง โดยการเลือกตั้ง

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 1 สิงหาคม 2551 00:19 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000090402
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

“ชูศักดิ์” ส่งสัญญาณผ่อน 1 ส.ค.ยังไม่ดันแก้ รธน. เข้าสภา


“พลังแม้ว” รอ ช่วงชุลมุน แก้ รธน.
“ชูศักดิ์” ย้ำ 1 ส.ค. ยังไม่ดันเข้าสภา
SPECIAL REPORT
รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”


“พลังแม้ว” มามุกใหม่ รอจังหวะปลอดคน เตรียมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงเปิดสภาสมัยนิติบัญญัคิ “ชูศักดิ์” ส่งสัญญาณผ่อน อ้างยังไม่ดัน เข้าสภา 1 ส.ค.นี้ ระบุ วิปยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ


วันนี้ (31 ก.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการเปิดประชุมสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันที่ 1 ส.ค.นี้ รัฐบาลจะยังไม่เสนอ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2550 เข้าสู่ ที่ประชุมสภา


โดยอ้างว่าวิปรัฐบาลยังศึกษากันอยู่ว่า ควรจะปรับแก้ในประเด็นใดบ้าง และยังไม่สามารถกำหนด กรอบเวลาในการยื่นเสนอได้ แต่เบื้องต้นจะ เสนอโดยเร็ว หลังจากที่ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว


ส่วนกรณีที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 1 ส.ค.เพื่อคัดค้าน การแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย หากจะดำเนินการอย่างไร ก็ควรทำด้วยเหตุผล


หากจะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ให้บอกมาว่าส่วนไหน ควรปรับปรุงแก้ไข แต่ยืนยันว่า การจะเสนอแก้ไขรัฐบาลทำตามรัฐธรรมนูญ และ มีเหตุผล ในการแก้ไข ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรก็เคยเสนอว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ไปก่อน แล้วมาแก้ไขภายหลัง


เมื่อถามว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน ไม่พอใจการตั้ง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธานสภาฯ เป็นรัฐมนตรี โดยส.ส.กลุ่มนี้ขู่ จะไม่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ


นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจกันว่า เป็นอย่างไร อยากให้มองเป็นเรื่องธรรมดา ที่มีการปรับครม. ก็ต้องมีปัญหาอย่างนี้มาตลอด และคิดว่า คงพูดกันรู้เรื่องไม่เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต และขณะนี้ก็มี กฎหมายบังคับไว้ หากจะทำอะไรที่เกินเลย ก็คงไม่ได้


นายชูศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ อัยการสูงสุดแสดงความไม่สบายใจ ในการเป็นทนายว่าความ ให้ 3 รัฐมนตรีคดีทุจริตการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว ว่าแต่ละคน ต้องทำหน้าที่กันไปอย่างถูกต้อง แต่ในคดีนี้อัยการไม่ได้เป็นผู้ฟ้องเอง คนเป็นโจทก์คือคตส.


ดังนั้นรัฐบาลจึงคิดว่ารัฐมนตรีที่ทำงาน ก็มีสิทธิที่จะให้ อัยการว่าความให้ได้ เพราะกฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว และ รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เหมือนกับ องค์กรอิสระดังนั้น ทนายแผ่นดินก็ต้องรับผิดชอบ และ รับมอบงานจาก รัฐมนตรี อัยการจึงต้องทำตามหน้าที่ แต่หากอัยการจะไม่เป็นทนายให้ ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงได้


เมื่อถามถึงกรณีที่ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมส่งหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาพักงาน 3 รัฐมนตรี หากนายกฯ ไม่ดำเนินการ จะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า


เป็นการทำให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างหน่วยงาน จะได้เข้าข่ายตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เป็นการหาช่องเพื่อให้ส่งให้ตีความได้ ส่วนที่ว่านายกฯ จะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้อง ตีความว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดว่า ควรพัก หรือไม่พักงานใคร หรือ ไม่

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2551 18:58 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000090337
พิมพ์ ข่าวนี้
ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

July 9, 2008

นายหน้าหลอกหญิงไทยค้ากามแอฟริกาใต้

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.แถลงข่าวจับกุม

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส.แถลงข่าวจับกุม

ปดส.ทลายแก๊งนายหน้าหลอกหญิงไทยค้ากามแอฟริกาใต้


ปดส.ทลายแก๊งนายหน้าหลอกหญิงไทยไปทำงานบาร์เบียร์ที่แอฟริกาใต้ ก่อนถูกแมงดาบังคับให้ขายกามใช้หนี้วันละ 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังถูกกักขัง ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน โชคดีเหยื่อหนีรอดไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศ


วานนี้ ( 9 ก.ค.) ที่ บก.ปดส.พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปดส. แถลงข่าวจับกุม น.ส.จิราพร หรือนุ้ย หรือบี หรือจอย บุตนัย อายุ 30ปี นางบังอร หรือเอ็ม ซิบโบลด์ อายุ 33 ปี และ น.ส.วันเพ็ญ หรือหมี พรมทัต อายุ 30 ปี โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนวอล์กกิ้งสตรีท (พัทยาใต้) ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ ถนนเลียบชายฝั่งแหลมเจริญซีฟู้ด ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระยอง และที่บริเวณถนนหน้าหมู่บ้านพีเอ็มวาย ซอย 18 ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง


ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 น.ส.ส้ม (นามสมมติ) ผู้เสียหายซึ่งถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีที่ประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 และได้รับการช่วยเหลือส่งตัวกลับมาประเทศไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.ปดส.ว่า ถูก น.ส.จิราพร ชักชวนให้เดินทางไปทำงานบาร์เบียร์ที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยอ้างว่ามีรายได้ดี แต่ต้องผู้เสียหายต้องจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการเป็นจำนวน 30,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายสนใจ น.ส.จิราพร จึงพาไปหา น.ส.บังอร เพื่อทำหนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าประเทศแอฟริกาใต


จากนั้นได้มี น.ส.วันเพ็ญ เป็นผู้พาเดินทางไปทำงาน โดยเมื่อไปถึงสนามบินโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ MR.NAUDE ADRIAAN WELLEM สามีของ น.ส.วันเพ็ญ ได้มารับผู้เสียหาย ก่อนจะถูกพาไปหา น.ส.เทียมจันทร์ ไม่ทราบนามสกุล และ นายไจแอนท์ ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ซึ่งบังคับให้ผู้เสียหายไปค้าประเวณี โดยผู้เสียหายจะต้องค้าประเวณีเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ออกไปไหน ต่อมาผู้เสียหายได้หลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากทางสถานทูตไทย ก่อนจะถูกส่งตัวกลับ จากนั้น ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับ ที่ 640 , 643 และ 644/2551 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย , ร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง และข้อหาร่วมกันพามาจากหรือส่งไปยังที่ใดซึ่งหญิงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม


จากการสอบสวน น.ส.จิราพร ให้การว่า รู้จักกับผู้เสียหายเนื่องจากพักอาศัยอยู่ที่หอพักเดียวกันและมีห้องติดกัน โดยผู้เสียหายบอกกับตนว่าอยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงแนะนำให้ไปหา น.ส.บังอร ซึ่งตนทราบว่ามีสามีเป็นชาวแอฟริกาใต้ โดยตนได้ให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกันเอง และยืนยันว่าไม่ทราบว่าผู้เสียหายจะถูกบังคับไปค้าประเวณ


ขณะที่ น.ส.บังอร ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ทำเอกสารหลักฐานเพื่อใช้ในการเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ให้กับผู้เสียหาย จริง ส่วนทางด้าน น.ส.วันเพ็ญ ให้การว่า ตนเพียงร่วมเดินทางไปกับผู้เสียหายเท่านั้น และหลังจากถึงสนามบินเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ก็แยกทางกับผู้เสียหายโดยไม่ได้พบกันอีกและไม่ทราบว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่ใด


ด้าน พล.ต.ต.วิสุทธิ์ กล่าวว่า คดีนี้น่าจะมีผู้เสียหายมากกว่า 1 ราย ซึ่งชุดสืบสวน ฝป.3 บก.ปดส.อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลการจับกุม สำหรับผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 ราย คือ MR.NAUDE ADRIAAN WELLEM น.ส.เทียมจันทร์ และนายไจแอนท์ นั้น อยู่ระหว่างประสานตำรวจที่ประเทศแอฟริกาใต้ จับกุมตัวและส่งตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2551 01:47 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081038
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

ศาลถอนประกันและออกหมายจับ-พิพากษา“วัฒนา”ทุจริตคดีคลองด่าน 18 ส.ค.นี้

หลังศาลถอนประกันและออกหมายจับ
“วัฒนา อัศวเหม” คดีทุจริตคลองด่าน
ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษา เป็นวันที่ 18 ส.ค.เวลา 14.00 น.

ศาลฏีกาแผนกคดีภ??ญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืภ??

ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ศาลนัดฟังคำพิพากษา“วัฒนา อัศวเหม” คดีทุจริตคลองด่าน หลังเจ้าตัวรีบมาแสดงตัวต่อศาล ภายหลังจากที่ออกหมายจับไปแล้ว จึงอนุมัติให้ถอนหมายจับ และกำชับให้มารับฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 18 ส.ค.เวลา 14.00 น.


วันนี้ ( 9 ก.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาล โดย ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ 9 คน ในคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดี อม.2/2550 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย และประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นจำเลย


ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใด มอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแกผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต มีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 -20ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท หรือประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,33และ84 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 2


กรณีสืบเนื่องจากนายวัฒนา ใช้อำนาจข่มขู่ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณะประโยชน์ และที่เทขยะมูลฝอยซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษเพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

อย่างไรก็ตามวันนี้ นายวัฒนา จำเลยไม่ได้เดินทางมาศาล มีเพียงนายไพบูลย์ โพธิ์น้อย ทนายความ เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา เมื่อถึงเวลาศาลได้สอบถามทนายจำเลย ว่าจำเลยมาศาลหรือไม่ ทนายจำเลยแถลงว่า

เมื่อ 3 วันก่อน จำเลยได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาพร้อมกับยืนยันว่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด แต่ในวันนี้ตนได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังจำเลยแต่ไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ทราบว่าตอนนี้จำเลยอยู่ที่ไหน


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ถือว่าจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาผิดสัญญาประกัน จึงให้ปรับนายประกัน และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา โดยนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 18 ส.ค.51 เวลา 14.00 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้นายวัฒนา ได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ขอยื่นประกันตัว ซึ่งศาลตีราคาประกัน 2.2 ล้านบาท อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ในการสืบพยานจำเลย นายวัฒนา เคยเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และกล่าวว่าถ้าหากทำผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุดเลย


นอกจากนี้ยังเคยให้สัมภาษณ์ยืนยันจะไม่หนีไปไหนและจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัดอย่างแน่นอน แต่ในที่สุดเมื่อศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษากลับไม่ปรากฏเงาของนายวัฒนามาศาลในวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้พยานฝ่ายโจทก์ที่เข้าไต่สวนมีจำนวนทั้งสิ้น 40 ปาก โดยไต่สวนรวม 10 นัด ตั้งแต่ 12,13,15,19,20,22,26,27,29 ก.พ. และ 11 มี.ค.51


ส่วนพยานจำเลยที่เข้าไต่สวนทั้งสิ้น 15 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 5 นัด วันที่ 28 มี.ค. , 2,8,11 และ 17 เม.ย.51 แต่ที่ผ่านมานายวัฒนา ได้ยื่นใบรับรองแพทย์ต่อศาล ระบุว่า ป่วยเป็นโรคก้านสมองตีบ มีอาการสับสนเฉียบพลัน ความจำหลงลืมชั่วคราวจึงขอศาลเลื่อนขึ้นเบิกความถึง 4 ครั้ง


โดยนายวัฒนา มอบหมายให้ทนายความ ร้องขอต่อศาลที่จะไม่ต้องมาศาลขึ้นเบิกความด้วยตนเอง แต่ขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรแทน แต่ศาลไม่อนุญาต


ศาลจึงให้นายวัฒนา เข้าไต่สวนในวันที่ 2 ,6 และ 8 พ.ค.51 พร้อมพยานที่ศาลเรียกไต่สวนเองอีก 9 ปาก ประกอบด้วย
1. นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
2. นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย
3. นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช
4. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
5. นายอนันต์ อนันตกูล อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
6. นายบัญญัติ จันทร์เสนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
7. นายผัน จันทรปาน อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีต ป.ป.ช.
8. นายไพศาล กาญจนประพันธ์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี
9. นายสมชัย แตงน้อย อดีตนายช่างรังวัด 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายรังวัด โดยการไต่สวนพยานคดีนี้นอกจาก พยานบุคคลแล้วยังมีพยานเอกสารที่ โจทก์ – จำเลย อีก 28 แฟ้มจำนวนหลายพันหน้า และพยานวัตถุอีกหลายรายการ


ปรับปรุงจาก ข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2551 16:18 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080770
พิมพ์ ข่าวนี้


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

June 4, 2008

กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา สำรวจ เขาพระวิหาร

คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา สำรวจเขาพระวิหาร พิสูจน์ข้อเท็จจริง กรณีพื้นที่ทับซ้อน ระหว่าง ไทย – กัมพูชา บริเวณเขาพระวิหาร เผยกรณี พื้นที่ทับซ้อน น่าจะมีการตกลงแลกเปลี่ยนประโยชน์กับพื้นที่อื่น จึงปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังมานาน แนะ รัฐบาลควรให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

ที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารโคปุระชั้นที่ 2 ติดกับ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการต่างประเทศ จำนวนประมาณ 10 คน ได้เดินทาง ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรับทราบข้อมูลกรณีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และกรณีที่ มีประชาชนชาวกัมพูชา พากันบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัย แล ะร้านค้าขายของที่ระลึก ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร

ซึ่งนายเจิมศักดิ์ และคณะ ได้เดินสำรวจบริเวณที่มีปัญหาทับซ้อน รวมทั้งสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทั้งจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จากนั้นได้ขึ้นไปตรวจสอบดูปราสาทเขาพระวิหารแต่ละชั้น ซึ่งพบว่าสภาพปราสาทส่วนมาก ยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แม้ว่าบางส่วนจะ ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความสวยงามเช่นเดิม ตามแบบของอารยธรรมขอมโบราณ

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่ชาวกัมพูชา เข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารนั้น หากจะดูตาม คำพิพากษา ของศาลโลกแล้ว ถือว่าบริเวณเชิงเขาพระวิหาร เป็นเขตแดนไทยอย่างชัดเจน แต่ตนไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จึงมีการปล่อยให้ชาวเขมร เข้ามาสร้าง บ้านเรือนและ ร้านค้าอยู่กันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการสร้างวัดบน พื้นที่ ทับซ้อนระหว่าง ไทยกับกัมพูชาอีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ตน เห็นว่าจะต้องมีการต่อรองเจรจากัน แต่ตนดูแล้วเห็นว่า ทางฝ่ายไทยเราค่อนข้างใจดีมาก เนื่องจากว่ามีการอะลุ่มอะหล่วย อนุญาตให้ชาวเขมรเข้ามาอยู่ในเขตแดนของตนเอง ซึ่งดูแล้วจะเห็นว่าใจดีผิดปกติ

แต่ตนคิดว่าทางฝ่ายบริหารอาจจะมีการพิจารณาดูแล้วว่า เราอาจจะได้ประโยชน์จากจุดอื่นก็ได้ ซึ่งตน ทราบว่ามีการไปเจรจาตกลงกัน ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แต่ตนก็ไม่ทราบว่า ใครไปตกลงอะไรกับใคร เนื่องจากว่า มีเพียงฝ่ายการเมือง กับฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ที่ไป เจรจากับฝ่ายกัมพูชา ส่วนจะมีการแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ กับจุดอื่นด้วย หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ซึ่งจะต้องดูว่าใครไปตกลงกับใคร

นายเจิมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่ทางฝ่ายกัมพูชา จะมีการนำเอาแผนที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ส่ง ไปให้ฝ่ายไทยได้ตรวจสอบดูในวันที่ 6 มิ.ย.51 นี้ คงจะต้อง เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ว่า จะยอมรับได้หรือไม่

ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาที่เรื้อรังยืดเยื้ออีกต่อไป ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้คงจะต้องมีการเจรจากันอย่างยืดยาว และใช้เวลานานพอสมควร ตามความคิดเห็นของตนแล้ว เรื่องนี้คงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะทำให้ การเจรจาประสบผลสำเร็จได้ และหากว่า การเจรจาแก้ไขเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ ไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ การที่ฝ่ายกัมพูชา ขอขึ้นทะเบียน ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก ก็คงต้องมี การเลื่อนเวลาออกไปอีกอย่างแน่นอน

ตนเห็นว่าในการแก้ไขปัญหาเรื่อง พื้นที่ทับซ้อนและ การที่ฝ่ายกัมพูชาให้ ประชาชนชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารนี้ จะต้องให้คนในพื้นที่ในเขต จ.ศรีสะเกษ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ควรที่จะให้เพียงส่วนกลางเท่านั้นเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา

เพราะว่าบางที คนที่มาจากส่วนกลาง ก็ไม่มีความเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เท่ากับ คนในพื้นที่นั่นเอง ซึ่งคงจะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ผู้จัดการออนไลน์


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 24, 2008

กลุ่มสมัชชาอีสาน เตรียมเคลื่อนไปชุมนุมร่วมกับพันธมิตร

กลุ่มสมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัด บุรีรัมย์ ออกแถลงพร้อมเครือข่าย 18 องค์กร ยืนยันเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่กรุงเทพมหานคร
นางสำเนียง สุภัณพจน์ ประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแกนนำเครือข่าย 18 องค์กร เปิดเผยว่า จะรวมพลกว่า 200 คน เพื่อเดินทางไปสมทบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้นัดชุมนุม ในวันที่ 25 พ.ค.2551 เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 นอกจากนั้นกลุ่มสมัชชาที่เดินทางไปร่วมชุมนุม จะเตรียมเอกสารหลักฐาน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อยื่นถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้ลงชื่อยื่นยัติแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้กลุ่มสมัชชายังได้ชี้ว่ารัฐบาลควรลองใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน ยังไม่ควรที่จะไปแก้ เพราะที่ร่างและตราเป็นกฎหมายมายังไม่ได้ใช้เลย ควรเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน เพราะปัจจุบันประชาชนต้องประสบปัญหาค่าครองชีพสูง ซึ่งเรื่องแรกที่รัฐบาลควรดูแลไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ลงมติเห็นชอบโดยประชาชนทั้งประเทศ หากแก้ไขก็ต้องให้ประชาชนทั้งประเทศได้ลงมติเห็นชอบก่อน

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.