Accom Thailand

May 28, 2009

Angkor World Heritage Site Cambodia by PG ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


Tour Code INDO 01 (PG – World Heritage Site Cambodia)

ท่องแดน ศิลานคร เสียมราฐ ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ปราสาทนครวัต ชมเมืองพระนครธม ปราสาทบายน , ปราสาทบันทายสรี
ชมกลุ่มปราสาทหริหราลัย มหัศจรรย์ศิวลึงค์ใต้น้ำ 1,000 องค์ น้ำตกกบาลสะเปียน
ด้วย สายการบิน บางกอก แอร์เวยส์ (PG)
3 วัน 2 คืน กรุงเทพฯ – เสียมราฐ – กรุงเทพฯ

สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม 4 ดาว อาหาร 7 มื้อ
กำหนดการเดินทาง
กำหนดการเดินทาง : 6-8 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน บางกอก แอร์เวย์ 21,900.- บาท

เงื่อนไขพิเศษ
ในการเดินทางในแต่ละครั้ง จะต้องมี จำนวนผู้เดินทาง 15 ท่าน ขึ้นไป
สำหรับคณะจอยทัวร์ บริษัทขอสงวนสิทธิ์กรณีที่กรุ๊ปไม่ถึง 15 ท่าน จะไม่มีหัวหน้าทัวร์จาก กรุงเทพฯ

อัตราค่าบริการรวม :
– ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ –เสียมราฐ– กรุงเทพฯ สายการบิน Bangkok Airway (PG)
– ค่าทำวีซ่า สำหรับเข้าประเทศกัมพูชา ท่านละ 20 USD.- (วีซ่าท่องเที่ยว) สามารถทำวีซ่า ARRIVAL ได้
– ค่าภาษีสนามบินกัมพูชา 25 USD.
– ค่ายานพาหนะนำเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามรายการที่ระบุไว้
– ค่าห้องพักโรงแรม จำนวน 2 คืน (รวมอาหารเช้า) ตามระดับที่กำหนด หรือเทียบเท่า
– ค่าอาหารทุกมื้อตามรายการที่ระบุไว้
– ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น (บรรยายภาษาไทย)
– ค่าเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามรายการ
– ค่าประกันภัย อุบัติเหตุ วงเงินประกัน 1,000,000.- บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า ราชอาณาจักร กัมพูชา


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

February 21, 2008

พระวิษณุ เทพเจ้าผู้รักษา (Vishnu – The Preserver)

วิษณุอวตาร หรือ นารายณ์อวตาร

พระวิษณุจะตื่นจากบรรทม เมื่อโลกตกอยู่ในอันตรายจากอำนาจความชั่วร้าย ทรงอวตารมาเกิดในโลกมนุษย์ด้วยปางต่างๆ เพื่อทำลายล้างความชั่ว รักษาคุณธรรมความดีงามในโลก ๑๐ ครั้ง นิยมเรียกว่านารายณ์อวตาร แบ่งเป็น ๔ ยุคตามคัมภีร์พระเวท ประกอบด้วย

กฤดายุค ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดมนุษย์มีความสุขที่สุด พระวิษณุอวตารมาเกิดในโลกมนุษย์ ๔ ปาง คือ

ปางที่ ๑ มัตสยาวตาร ลงมาเกิดเป็นปลาชื่อ ศะผะริ เพื่อช่วยพระสัตยพจน์ หรือพระมนูกษัตริย์ครองกรุงอโยธยา ผู้เคารพพระองค์ให้พ้นจากภัยน้ำท่วมโลก และปราบยักษ์ชื่อ หัยครีพ ซึ่งกลืนพระเวทศักดิ์สิทธิ์ไปหลบซ่อนในมหาสมุทร
ปางที่ ๒ กูรมาวตาร ลงมาเกิดเป็นเต่ายักษ์ในเกษียรสมุทร เอาแผ่นหลังหนุนยอดเขามันทระไว่ไม่ให้ทิ่มแทงทะลุโลก ขณะที่เทวดากับอสูรซึ่งกำลังหมดกำลังใจช่วยกันฉุดดึงพญานาควาสุกรีที่ใช้ เป็นเชือกพันเขามันทระให้เคลื่อนไหวเพื่อกวนเกษียรสมุทร จนกลายเป็นน้ำอมฤตได้สำเร็จ
ปางที่ ๓ วราหาวตาร ลงมาเกิดเป็นหมูป่ามีเขี้ยวเพชร ชื่อ เศวตวราหะ เพื่อสังหารยักษ์ หิรัณยากษะ ซึ่งม้วนโลกเป็นก้อนกลมจับกดจมทะเล เศวตวราหะ ลงไปในบาดาลสังหาร หิรัณยากษะแล้วใช้เขี้ยวดุนโลกให้พ้นน้ำงัดแผ่นโลกให้แผ่ออกดังเดิม
ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร ลงมาเกิดเป็นสัตว์ครึ่งคนครึ่งสิงห์ เพื่อปราบยักษ์ชื่อ หิรัณยกศิปุ ซึ่ง ได้พรจากพระพรหมไม่มีใครทำลายได้ มีฤทธิ์เดชมาก ประกาศตนเป็นพระเจ้าอาละวาดสร้างความเดือดร้อนทั้ง ๓ โลกและห้ามไม่ให้มนุษย์นับถือพระวิษณุ

ไตรดายุค ความดีลดลงเหลือเพียง ๓ ส่วน พระวิษณุอวตารเกิดในโลกมนุษย์ ๒ ปาง คือ

ปางที่ ๕ วามนาวตาร ลงมาเกิดเป็นวามนะ พราหมณ์ค่อม เพื่อแย่งสวรรค์คืนจากกษัตริย์อสูรชื่อ ท้าวพลี ซึ่ง ได้ร่วมกวนเกษียรสมุทรแล้วถูกเทพสังหาร ทำให้พวกอสูรต้องหลบไปอยู่บาดาล ต่อมามีพราหมณ์ช่วยชุบชีวิตให้ ท้าวพลีบำเพ็ญตบะจนพระพรหมมาโปรดยกไตรภูมิให้ครอบครอง จึงยกกองทัพอสูรยึดครองสวรรค์ เหล่าเทพเดือดร้อนต้องตกเป็นข้าพวกอสูร จึงขอความช่วยเหลือจากพระวิษณุ โดยที่ท้าวพลีนั้นเป็นกษัตริย์ที่มีคุณธรรม และ สัจจธรรม พราหมณ์วามนะ ไม่ต้องการจะฆ่า จึงใช้อุบายโดยขอเนื้อที่บนโลกจาก ท้าวพลี เพียง ๓ ก้าว ก้าวแรกได้โลกมนุษย์ ก้าวที่ ๒ ได้โลกบาดาล ก้าวที่ ๓ ได้โลกสวรรค์ แล้วเนรเทศท้างพลีให้ไปอยู่ใต้บาดาล
ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร ลงมาเกิดเป็น ปรศุราม ถือขวานเป็นสัญลักษณ์ เพื่อปกป้องไม่ให้เหล่ากษัตริย์ครอบครองอาณาจักรเหนือพวกพราหมณ์ และ ปราบ อรชุนโอรสของกษัตริย์จิตวิริยะ ซึ่งทำร้ายพวกพราหมณ์ ให้พวกกษัตริย์อธรมสิ้นไป

ทวาปรยุค ความดีลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว พระวิษณุอวตารเกิดในโลกมนุณย์ ๒ ปาง คือ

ปางที่ ๗ รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร ลงมาเกิดเป็น พระราม ใน มหากาพย์รามายณะ เพื่อปราบ ทศกัณฐ์ หรือ ท้าวราพณ์
ปางที่ ๘ กฤษณาวตาร ลงมาเกิดเป็น พระกฤษณะ เพื่อปราบ ท้าวพณาสูร หรือ พระยากงส์ และเป็นสารถีขับรถม้าศึกของ อรชุนในมหากาพย์ภารตยุทธ์ เพื่อช่วยเหลือ อรชุน ปราบกษัตริย์ กังสะ และ ศิสุปาละ ผู้โหดร้ายทารุณมนุษย์

กลียุค ความ ดีลดลงเหลือเพียง ๑ ใน ๕ ส่วน ทำให้โลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย เข้าสู่ยุคเข็ญ พระวิษณุอวตารเกิดในโลกมนุษย์เพียง ๑ ปาง คือ

ปางที่ ๙ พุทธาวตาร ลง มาเกิดเป็น พระพุทธเจ้า ศาสดาของพระพุทธศาสนา ทรงสอนให้มนุษย์ผู้หลงผิดได้เห็นความถูกต้องในอริยสัจสี่ มีความเชื่อเรื่องกรรม จัดเป็นยุคเสื่อมของศาสนาพราหมณ์ แต่มีเจตนาแสดงให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเป็นเพียงอวตารของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์เท่านั้น

และจะ อวตารเกิดในโลกมนุษย์ ในอนาคตอีก ๑ ปาง คือ

ปางที่ ๑๐ กัลกิยาวตาร หรือ อัศวาวตาร ลงมาเกิดเป็น กัลกี บุรุษขี่ม้าขาว ถือดาบมีประกายดังดาวหางเพื่อปราบเหล่าอธรรมและคนชั่วทั้งหลาย แล้วสถาปนาศาสนาขึ้นใหม่ โลกจะมีแต่ความสันติสุข ปางนี้ยังไม่บังเกิดและไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อได


การอวตารของพระนารายณ์ ในความเชื่อของศาสนาฮินดู
พระนารายณ์ หรือ วิษณุเทพ ทรงเป็น เทพผู้รักษาโลก
มีตำนานเล่าถึง การอวตารมาสู่โลก เพื่อปราบทุกข์เข็ญ มีครั้งสำคัญ ๑๐ ครั้ง หรือ นารายณ์สิบปาง คือ

มัตสยาวตาร เป็นปลาปราบหัยครีพอสูรที่บักคัมภีร์พระเวท
กูรมาวตาร เป็นเต่าเพื่อช่วยกวนเกษียรสมุทรของเทวดาและอสูร
วราหาวตาร เป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรัญยักษ์ที่ม้วนแผ่นดินโลกไปทิ้งบาดาล
นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ปราบหิรัญยกศิปุที่ข่มเหงเทวดา
วามนาวตาร เป็นพราหมณ์เตี้ยปราบท้าวพลี
ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ใช้ขวานปราบกษัตริย์อรชุน
รามจันทราวตาร เป็นพระรามปราบท้าวราพณ์ (ทศกัณฐ์)
กฤษณาวตาร พระกฤษณะปราบท้าวพณาสูร (พญากงส์)
พุทธาวตาร เป็นพระพุทธเจ้า ศาสดาของพระพุทธศาสนา ทรงสอนให้มนุษย์ผู้หลงผิดได้เห็นความถูกต้องในอริยสัจสี่
กัลกิยาวตาร เป็นมหาบุรุษขี่ม้าขาวถือดาบ อวตารปางนี้จะเกิดในอนาคต

หมายเหตุ ปรับปรุงข้อมูลใหม่จากที่ได้เขียนลงไว้ ที่นี่ เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2550


ข้อมูลเรียบเรยงมาจากจารึกสต๊อกก๊อกธม รหัสผ่านประวัติศาสตร์ขอม – อภิชาติ ทวีโภคา
The Stok Kok Thom Code ISBN : 974-94772-8-6ปราสาทพนมรุ้ง – Prasat Phnom Rung : 974-418-105-2อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ
Phnom Rung Historical Park Prasat Muang Tham ISBN 974-87194-4-8ปราสาทหินแห่งอีสานใต้ : ISBN 974-7383-41-1นิราศนครวัด พระนิพนธ์ ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพAngkor An Illustrated Guide – Jean Laur : ISBN 2-0801-0723-2Khmer Methology (Secrets of Angkr) –
Vittorio Roveda : ISBN 974-8225-37-2

Angkor – Dawn Rooney : ISBN 962-217-683-6

Along the Royal Road to Angkor – Yoshiaki Ishizawa / Hitoshi Tamura : ISBN 0-8348-0472-7

Ancient Angkor –
Michael Freeman / Claude Jacques : ISBN 974 8225 275

Angkor and The Khmer Civilization –
Michael D. Coe : ISBN 0-500-02117-1

Ruins of Angkor Cambodia in 1909 – P. Dieulefils : ISBN 974-8225-80-1

Passage Through Angkor – Mark Standen : ISBN 974-8303-28-4

ชาติ ศาสนา วัฒนธรรม – เสฐียรโกเศศ
อุปกรณ์รามเกียรติ – เสฐียรโกเศศ
การศึกษาศิลปและประเพณี ของ เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน)

Reporting Angkor – Robert Philpotts ISBN 0 946623 96 1

จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของ บาทหลวงตาชารด์
แปล โดย นาย สันต์ ท. โกมลบุตร

เล่าเรื่องรามเกียรติ จากจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
The Story of Ramakian : ISBN 974-7588-35-8

ไตรภูมิพระร่วง หรือ ไตรภูมิกถา
พระราชนิพนธ์ ใน พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) : ISBN 974-350-137-1

ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ ของ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ : ISBN 974-872-147-7

http://www.gurjari.net/

http://www.webonautics.com/

February 4, 2008

โคอุสุภราช

โคอุสุภราช หรือ พระนนทิ หรือ พระนนที เป็นเทพซึ่งมีร่างเป็นวัวเป็นพาหนะของพระอิศวรยามเสด็จไปไหนมาไหน
บางครั้งก็จะมีพระอุมาตามเสด็จไปด้วย เวลาเป็นพาหนะมีรูปร่างเป็นวัวแต่เวลาอยู่บนสวรรค์ก็กลับร่างเป็นเทวดา
ในหนังสือ สามัคคีเสวก มีภาพวาดพระนนที เป็นคนแต่มีศีรษะเป็นวัว ยกพระอิศวรและพระอุมาไว้บนมือแต่ละข้าง

เทวตำนานเรื่อง การกวนเกษียรสมุทร

ประติมากรรม “เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร”
Scene of the Churning of the Milk Ocean


สถานที่ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของน้ำอมฤตเป็นสถานที่อมตะ มั่งคง ยืนยงสถาพร เช่นเดียวกับ สุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง เป็นอมตะ ความหมายก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด


ในการสร้างประติมากรรมโลหะปิดทองประดับกระจก กว้าง 3 เมตร ยาว 21 เมตร สูง 5.50 เมตรโดยใช้งบประมาณ 48 ล้านบาท


กรมศิลปากรต้องระดมทั้งช่างเอกและศิลปินแห่งชาติร่วม 50 ท่าน ร่วมในการออกแบบและก่อสร้าง และมีขั้นตอน การดำเนินงานที่สำคัญ เช่น 9 ม.ค. 2549 พิธีหล่อหมู่หุ่นนาฏกรรม ณ โรงหล่อพระบุญเรือน จังหวัดปทุมธานี โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และนายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธี


24 ก.พ. 2549 เคลื่อนย้ายหมู่หุ่นนาฏกรรม จากโรงหล่อพระบุญเรือน สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
28 ก.พ. 2549 เวลา 19.09 น. ภูมิปโลฤกษ์ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ของกำลังแผ่นดิน ทำพิธีอัญเชิญพระวิษณุ (พระนารายณ์) ขึ้นประดิษฐานบนยอด มันทรคีรี

airport_bangkok
การกวนเกษียรสมุทร

ตามเทวตำนานการกวนเกษียรสมุทรนั้น พระวิษณุได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน แล้วตรัสให้เหล่าเทวาอสูรช่วยกัน ถอนภูเขามันทรคีรี อันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งมณีนพรัตน์ มาตั้งลงในท่ามกลางทะเลน้ำนมที่สถิตย์ อยู่ใน ไวกูณฑ์สวรรค์ แล้วให้ช่วยกัน เก็บหาสมุนไพรนานาชนิด มาผสมลงในเกษียรสมุทร และมอบหมายให้จอมนาควาสุกรี ใช้ลำตัวมาเป็น เสมือนเชือกพันรอบมันทรคีรีต่างสายชักโยง โดยออกอุบายยกยอให้เกียรติอสูร ว่าพวกใดมีกำลังเข้มแข็งที่สุดใน ไตรภพ(สามโลก) ให้มาชักทางฝั่งเศียรนาค เหล่าอสูรหลงกลรีบตรง เข้ายึด ชักทางเศียรพญานาควาสุกิทันที ฝ่าย เทวดาก็มาชักทางหาง ทั้งเทวดาและอสูรช่วยกัน ชักดึงมันทรคีรีกันอย่างเต็มกำลัง ให้ภูเขานั้นหมุนเพื่อกวนสมุนไพรให้ เข้ากับน้ำนมในทะเล ระหว่างนั้น พญาวาสุกรีนาคราชซึ่งเจ็บและเหนื่อยล้า จากการ ที่ร่างกาย ถูกเสียดสีจากการพัน รอบภูเขา ตลอดเวลา ก็อ้าปากคายพิษเป็นไฟกรดออกมาทีละน้อย ยังผลให้เหล่าอสูรอ่อนแรงไปตามๆ กัน พวกอสูร สำรอกพิษออกมา พระศิวะ ต้องกลืนพิษไว้เองหมด เพราะถ้าพิษ ลงไปโลกมนุษย์แล้ว สัตว์โลก จะตาย กันหมด เหล่าเทวดาที่ไม่โดนไอร้อนของไฟกรด เพราะฉุดทางฝั่งหาง ซ้ำยังมีพระลักษมีปติช่วยบันดาลฝน ให้โปรยปรายชุ่มชื่น ตลอดเวลา

ในระหว่างการกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น มันทรคีรี ซึ่งได้ถูกแรงดึงเสียดสีมานานก็เริ่มเอียงคลอน พระนารายณ์ ทราบความ จึงรีบ อวตารไปเป็น เต่า กูรมาวตาร เพื่อหนุนก้นภูเขาให้ตั้งตรงขึ้นดังเดิมอีกครั้ง พิธีระหว่างเทวดา และ อสูร นี้กินเวลายาวนานนับพันๆ ปี การกวนเกษียรสมุทร ทำให้เกิดของ ทิพย์วิเศษสุด 14 อย่างทยอยกันผุดขึ้นมา ตามลำดับ สิ่งที่ 13 และ 14 ที่ผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน คือ ธันวันตริ ผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ผุดขึ้นมาทูนหม้อน้ำทิพย์อมฤต ในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรต่างแย่งชิง ของวิเศษ 12 อย่าง ที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พระนารายณ์ก็ทรงแบ่งอวตารพระกาย เป็นสตรีรูปงามราวกับพระศรีลักษมี นามว่า โมหิณี ตรงมาคอยยั่วยวน เหล่าอสูร เป็นกุศโลบายให้เหล่า เทวดาได้ดื่มน้ำยมฤตหนึ่งในสี่ส่วนก่อน แล้วที่เหลืออีกสามในสี่ส่วน จะให้เหล่าอสูรได้ดื่มบ้าง ในภายหลัง ในฝ่ายอสูรนั้นมีเพียง ราหู ตนเดียวที่ไม่สนใจนางอัปสร และได้แปลงร่างเป็นเทพเข้ามาดื่มน้ำอมฤต แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ซึ่งเห็น ราหู ปลอมตัวมาเป็นเทพจึงได้ไปฟ้องพระนารายณ์ เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบ จึงขว้างจักรสุทรรศน์ออกไปตัดร่างราหูออกเป็นสองท่อน ในขณะที่กำลังดื่มกินน้ำอมฤตอยู่ แต่ราหูก็ไม่เสียชีวิตด้วยได้ ดื่มน้ำอมฤตเป็นอมตะไปแล้ว ดังนั้น ราหู จึงโกรธแค้นพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก และจะจับกินทุกครั้งที่เจอกัน จากนั้นพระนารายณ์จึงมอบหม้อน้ำอมฤตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่พระอินทร์ เพื่อนำไปเก็บรักษายังสวรรค์ ห้ามมิให้ผู้ใด แตะต้องอีก สุดท้ายฝ่ายเทวดาซึ่งได้ดื่มน้ำอมฤตเรียบร้อยแล้ว ก็ขับไล่ฝ่ายอสูรทั้งหมดลงจากสวรรค์ไปได้สำเร็จของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่าง


1. ดวงจันทร์ พระศิวะหยิบมาปักไว้บนเกศ
2. เพชรเกาสตุภะ
3. ดอกบัวลอยขึ้นมาพร้อมพระลักษมี
4. วารุณี เทวีแห่งสุรา
5. ช้างเผือกเอราวัณ
6. ม้าอุจฉัยศรพ
7. ต้นปาริชาติ
8. โคสุรภี หรือ โคอุสุภราช พร้อมของหอม
9. หริธนู
10.สังข์
11.ปวงเทพีอัปสรสวรรค์
12.พิษร้าย ฝูงนาคและงูสูบพิษไว้
13.ธันวันตริ แพทย์สวรรค์
14.หม้อน้ำทิพย์อมฤต

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 2, 2008

The Churning of the Ocean of Milk

The Churning of the Ocean of Milk or Samudra manthan
by Michael Buckley (excerpted from the Vietnam, Cambodia and Laos Handbook by Moon Publications).
http://www.veloasia.com/library/buckley/churning_milk.html
ไมเคิล บักลีย์

Every culture has its legends of the origin of the species. The Hindu creation myth Churning the Sea of Milk is shown in the bas-relief panel at the East gallery (panel 4) of Angkor Wat. In Hindu mythology, 13 precious things including the elixir of immortality were lost in the churning of the cosmic sea. Finding them again required a joint dredging operation between gods and demons. WallpaperAssisting in this endeavor was the giant serpent Vasuki, who offered himself as a rope to enable twirling of a “churning stick.” The serpent was yanked back and forth in a giant tug-of-war that lasted for a thousand years.

See full size Painting from Painter Harish Johari.

In the bas-relief panel, the front end of the serpent is being pulled by 91 surly-looking asuras (demons), anchored by the 21-headed demon king Ravana; on the right are 88 almond-eyed devas (gods) pulling on the tail, anchored by monkey-god Hanuman. The central pivot, or churning stick, is a complicated piece of imagery. Vasuki has wrapped himself around Mount Mandara, represented by a tower. At one point Mount Mandara started to sink, and had to be propped up by a giant tortoise, an incarnation of Vishnu. The Sea of Milk, or the Ocean of Immortality, is represented by innumerable fish and aquatic creatures, torn to shreds as they swim close to powerful air currents near the churning stick.

The Churning of the Ocean of Milk ที่ ปราสาทนครวัดDirecting operations at the center is the large four-armed figure of Vishnu, closely associated with Angkor Wat’s builder, Suryavarman II. The smaller figure above Vishnu is Indra, god of the sky. The actions of the gods and demons cause Vasuki to rotate the tower-mountain and churn the sea into foam, like a giant cosmic blender. This releases a seminal fluid that creates a divine ambrosia, amrita, the essence of life and immortality. Many other treasures are also flung up. Born of this action are apsaras, or celestial dancers, a purely Khmer innovation. The seductive apsaras promise a joyful existence for those who attain the ultimate incarnation; it is assumed that higher incarnations will be male in form.

According to Angkorologist Eleanor Mannikka, who has been studying the place for over 20 years, the bas-relief has a practical function in marking the number of days between the winter and summer solstices. Mannikka maintains that the 91 asuras mark the 91 days between the winter solstice and spring equinox in March, while the 88 devas represent the 88 days to the summer solstice after the equinox period. Mannikka says this is just one of the hidden cosmological meanings coded at Angkor Wat, and that the temple is remarkably attuned to the movement of the sun and moon.

Bas Relief Angkor Wat

The above image of bas-relief from Angkor Wat,Cambodia, shows Vishnu in the centre, his turtle avatar Kurma below, asuras and devas to left and right.Vishnu in two forms in the story of the Churning of the Ocean of Milk.
Vishnu is seen as a tortoise and in his anthropomorphic form. South section, east gallery of Angkor Wat, Cambodia. Also at South section, east gallery of Angkor Wat Asuras pulling serpent in the story of the Churning of the Ocean of Milk.

See more The Churning of the Ocean of Milk or Samudra manthan at Beng Melea
and lintel from Prasat Phnom Da which today in Musée Guimet
Also the bridge of South Gate of Angkor Thom.

January 25, 2008

เขมรเลิกพึ่งไทย จีนช่วยตัดถนนไปพระวิหาร

ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2551 23:56 น.
บริษัทก่อสร้างจากจีนแห่งหนึ่งกำลังจะเริ่มสร้างถนนความยาว 32 กม. เพื่อตัดตรงไปยังจุดที่ตั้งของปราสาทพระวิหารที่อยู่ติดชายแดนไทย หลังจากมีปัญหาเกี่ยวกับการขึ้นลงมาตลอด เนื่องจากทางขึ้นอยู่ในดินแดนของไทย

การตัดถนนสายนี้เป็นความพยายามที่จะลดการพึ่งพาไทยในการขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทที่มีความเก่าแก่ 1,000 ปี ตามที่นายกรัฐมนตรีสมเด็จฯ ฮุนเซนประกาศเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว และยังมีขึ้นในขณะที่กัมพูชากำลังพยายามจดทะเบียนปราสาทพระวิวหารแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อให้เป็นแหล่งมรดกโลก

ตามรายงานของสำนักข่าวเอเคพี (Agence Kampuchean-Presse) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาล ผู้บริหารบริษัทเซี่ยงไฮ้กรู๊ปจากจีนได้เซ็นสัญญารับเหมาก่อสร้างในวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมากับนายสุ่นจันทูล (Sun Camtho) รัฐมนตรีกระทรวงการโยธาการและก่อสร้าง โดยมีนายเกียชน รมว.การคลังเป็นสักขีพยาน
จากทางหลวงเลข 62 ช่วงจาก อ.ตะแบงมีชัย (Tbeng Meanchey) เมืองเอกของ จ.พระวิหาร (Preah Vihear) ตรงไปยังเทือกเขาพนมดงรัก อันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารมีความยาวตลอดสาย 116.31 กม. แต่เซี่ยงไฮ้กรู๊ปจะสร้างระยะทาง 32 กม.ที่เหลืออยู่เท่านั้น เอเคพีกล่าว

การก่อสร้างถนนช่วงดังกล่าวใช้เงินกู้จากรัฐบาลจีนรวม 57.5 ล้านดอลลาร์ จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 45 เดือน สำนักข่าวทางการกล่าว
ตามรายงานของสื่อกัมพูชาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร กับองค์การการศึกษาสังคมวิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ การประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้กำลังจะมีขึ้นในแคนาดาอีกไม่นานข้างหน้า

การประชุมเรื่องนี้ในเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ได้แจ้งให้ทางการกัมพูชาจัดเตรียมเอกสารให้พร้อม รวมทั้งจัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกพระวิหารโดยละเอียดด้วยและนำกลับไปพิจารณาอีกครั้งในปีนี้

รัฐบาลไทยมีความเห็นแตกต่างไปจากรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องนี้ และได้พยายามเจรจาขอให้รวมเอาอาณาบริเวณปราสาท พระวิหาร ที่อยู่ในดินแดนไทยเข้ารวมเป็นแหล่งมรดกโลกด้วย นอกจากนั้นสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างเจรจาเส้นแบ่งเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจนในเขตใกล้กับปราสาทพระวิหาร

ปีที่แล้วสื่อในกัมพูชาได้รายงานในหลายโอกาสเกี่ยวกับความไม่สะดวกในการขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเนื่องจากทางการไทยปิดประตูทางขึ้นอยู่บ่อยๆ

ตามรายงานของ “เกาะสันติภาพ” (Koh Santepheap) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาเขมร เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ผู้นำกัมพูชาได้สั่งตัดถนน 2 สาย จาก จ.กัมปงธม (Kampong Thom) และ จาก จ.พระวิหารไปยังปราสาทพระวิหาร เพื่อหาทางขึ้นไปยังปราสาททางฝั่งกัมพูชา

อย่างไรก็ตามปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนยอดเขาและด้านที่เป็นดินแดนกัมพูชาเป็นหน้าผาลาดชันระยะทางกว่า 500 เมตร ยังไม่มี คำอธิบายว่าเมื่อตัดถนนไปถึงที่นั่นแล้ว จะมีวิธีขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทได้อย่างไร

“ในปัจจุบันท้องถิ่นดังกล่าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากฝ่ายไทยได้สั่งปิดด่านชายแดนตามอำเภอใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้เนื่องจากอาหารรวม ทั้งน้ำดื่มจะต้องซื้อจากไทย”

สมเด็จฯ ฮุนเซนได้ประกาศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดหนึ่งกรณีที่ไทยปิดด่านชายแดนพระวิหาร บ่อยๆ โดยได้เตือนว่า ถ้าหากมีการปิดด่านพรมแดนที่นั่นครั้งต่อไป ก็จะเป็นการปิดครั้งสุดท้าย จะไม่มีการเปิดใช้ด่านที่นั่นอีก เกาะสันติภาพกล่าว.

คัดลอกมาจาก ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2551 23:56 น.
อ่านข่าวนี้ จากผู้จัดการออนไลน์

ต้องรีบๆ ไปชม..ก่อนเขมรจะปิดนครวัด!?

ทางการกัมพูชากำลังเตรียมแผนการที่จะปิดกั้นมิให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในเขตปราสาทนครวัด หลังจากมีสภาพเสื่อมโทรมลงทุกวันๆ จากน้ำหนักตัวของนักท่องเที่ยวปีละนับล้านๆ คนจากทั่วโลก
       
หมายความว่า นักท่องเที่ยวรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสเข้าไปชมถึงชั้นในองค์ปราสาท และทำได้แค่ชมความยิ่งใหญ่อลังการจากภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปชมระเบียงคด และภาพสลักงดงามความยาวรวมกันกว่า 600 เมตรได้
       
ทางการกัมพูชาได้ห้ามนักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปยังชั้นบนขององค์ปราสาทมาระยะหนึ่งแล้ว ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้มีมาตรการเข้มงวดมากกว่านี้ เพื่ออนุรักษ์องค์ปราสาทที่มีอายุ 1,000 ปี รวมทั้งป้องกันศิลปะล้ำค่าต่างๆ จากการถูกทำลาย หรือได้รับความเสียหาย
       
รูปสลักนางอัปสร (Apsara) บนผนังนครวัดหลายรูปได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกัดกร่อนของความเค็มจากมือของนักท่องเที่ยว ที่ลูบคลำติดต่อกันมาเป็นเวลา 20 ปี นับตั้งแต่กัมพูชาเปิดปราสาทนครวัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หลังสงครามกลางเมืองสงบลง
       
นายทองคูน (Thong Khon) รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยว เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ในเร็วๆ นี้กำลังจะมีการออกมาตรการเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับการเที่ยวชมปราสาทนครวัด
       
ตามรายงานของสื่อในกัมพูชา มาตรการในชั้นแรกอาจจะยังไม่ถึงกับปิดตาย ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าไปในชั้นใน แต่อาจจะเปิดให้เข้าชมได้เป็นบางเวลา และใช้เวลาในการเที่ยวชมสั้นลง มิให้เดินเที่ยวได้อย่างเสรีอย่างเช่นในปัจจุบัน
       
นอกจากนั้น ทางการอาจจะจัดเก็บค่าเข้าชมปราสาทในราคาแพงอีกด้วย
อ่านต่อ จากผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2551 14:39 น.

Create a free website or blog at WordPress.com.