Accom Thailand

February 10, 2009

World Heritage in China:Dazu Rock Carvings – หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง


World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻1/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻2/3 – June 30, 2008

World Heritage in China世界遗产在中国: Dazu Rock Carvings大足石刻3/3 – July 01, 2008

The Dazu Rock Carvings (Chinese: 大足石刻; pinyin: Dàzú Shíkè) are a series of Chinese religious sculptures and carvings, dating back as far as the 7th century A.D., depicting and influenced by Buddhist, Confucian and Taoist beliefs. Listed as a World Heritage Site, the Dazu Rock Carvings are made up of 75 protected sites containing some 50,000 statues, with over 100,000 Chinese characters forming inscriptions and epigraphs. The sites are located on the steep hillsides within Dazu County (near the city of Chongqing, China), with the high points being the carvings found on Mount Baoding and Mount Beishan.

กลุ่มหินสลักที่ ต้าจู๋ เป็นตัวแทนของความเชื่อใน เทพเจ้า ของสังคมชาวจีน โดยตลอดระยะเวลา ของวิวัฒนาการ ในความเชื่อเรื่องศาสนา ของสามัญชน ได้ถ่ายทอดออกมา ในงานศิลปะทั้ง ในแง่ความเชื่อในพุทธศาสนา ศาสนาเต๋า และ หลักคำสอนของ สำนักปรัชญาขงจื๊อ ซึ่งมีทั้งที่ขัดแย้งกัน และ สอดคล้องกลมกลืนกัน โดยทั้งผลงานแกะสลัก ตามความเชื่อ ในศาสนาเต๋า และ ตามหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น มีพื้นฐานศิลปะ ที่เจริญงอกงาม มาจากศิลปะถ้ำ แนวพุทธศิลป์ของจีน

The earliest carvings were begun in 650 A.D. during the early Tang Dynasty, but the main period of their creation began in the late 9th century, when Wei Junjing, Prefect of Changzhou, pioneered the carvings on Mount Beishan, and his example was followed after the collapse of the Tang Dynasty by local and gentry, monks and nuns, and ordinary people during the Five Dynasties and Ten Kingdoms Period (907-65). In the 12th century, during the Song Dynasty, a Buddhist monk named Zhao Zhifeng began work on the elaborate sculptures and carvings on Mount Baoding, dedicating 70 years of his life to the project.

The carvings were listed as a World Heritage Site in 1999, citing “…their aesthetic quality, their rich diversity of subject matter, both secular and religious, and the light that they shed on everyday life in China during this period. They provide outstanding evidence of the harmonious synthesis of Buddhism, Taoism and Confucianism.”


ข้อมูล


มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.1999
ที่ตั้ง : อำเภอต้าจู๋ ทางทิศตะวันตกเหนือใน นครฉงชิ่ง
สร้างเมื่อ : ราว ค.ศ.650 ปีแรก แห่งรัชสมัยหย่งฮุย ต้นราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) จนถึง ราชวงศ์หมิง-ชิง (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14-19)
อาณาเขต : กินอาณาบริเวณของหินสลัก ที่ภูเขาทั้ง 5 ได้แก่ เป่ยซัน เป๋าติ่งซัน หนันซัน สือจ้วนซัน และ สือเหมินซัน และ เทือกเขาอื่นๆโดยรอบ ในเขตปกครอง 28 หมู่บ้านของพื้นที่ 32 ตำบล ทั่วอำเภอต้าจู๋

ข้อมูลท่องเที่ยว
การเดินทาง เดินทางโดยรถไฟหรือรถบัสจากเมืองฉงชิ่ง ลงที่สถานีอำเภอต้าจู๋ และต่อรถโดยสารไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆได้ การเที่ยวชมหินสลัก อ.ต้าจู๋ จากตัวเมือง ฉงชิ่ง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้

ราคาบัตร (ปรับเมื่อปี 2003) ชมหินสลัก บนยอดเป๋าติ่ง 80 หยวน ชมทิวทัศน์ในเขต เป่ยซันจิ่งชีว์ 60 หยวน ราคาบัตรเหมา เข้าชมทั้ง 2 แห่ง 120 หยวน

ปฏิทินงานเทศกาล อ.ต้าจู๋

เทศกาลงานวัดบนยอดเป๋าติ่ง วันที่ 19 เดือนยี่ (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันเกิดของพระโพธิสัตว์กวนอิม

นิทรรศการดอกบัว เดือนกรกฎาคม-สิงหาคมทุกปี เป็นงานแสดงดอกบัว ที่ปลูกอยู่ใน อำเภอนี้ หลากหลายพันธุ์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับดอกบัว

นิทรรศการศิลปะหินสลักต้าจู๋ ชมศิลปะการแกะสลัก และงานแสดงดนตรีที่อำเภอต้าจู๋ ในเดือนตุลาคม

ติดตามข่าวท่องเที่ยว อ.ต้าจู๋ ที่ http://www.accomthailand.com


ปรับปรุง จาก ข้อมูล และ คลิป ของ juanpingz

คลิปจาก http://www.youtube.com



อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับ Dazu Rock Carvings from

  • Wikipedia , the free encyclopedia
    http://en.wikipedia.org/wiki/Dazu_Rock_Carvings
  • UNESCO World Heritage Centre
  • หินสลักยุคหลัง ที่ เมืองฉงชิ่ง ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤษภาคม 2547 12:06 น.
  • Dazu Rock Carving
  • About Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • Baodingshan of Dazu Rock Carving (in Englisch)
  • จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ http://www.cndz.net/english/


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
    Advertisements

    February 8, 2009

    ภูเขาทอง วัดสระเกศ – The Golden Mount at Wat Saket


    ภูเขาทอง วัดสระเกศ – The Golden Mount at Wat Saket


    ปรับปรุงจาก http://www.bangkoktourist.com – กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    วัดราชนัดดาราม – Wat Ratchanatdaram


    วัดราชนัดดาราม – Wat Ratchanatdaram


    ปรับปรุงจาก http://www.bangkoktourist.com – กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร


    ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    วัดระฆัง – Wat Rakhang (วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร)


    วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร – Wat Rakhang

    ประวัติ วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร


    วัดระฆังโฆสิตาราม เดิมเรียกว่า วัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณครั้ง กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี คู่กับ วัดบางหว้าน้อย คือ วัดอมรินทราราม ปี พุทธศักราช ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยา เสียกรุงแก่ พม่า

    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกู้อิสรภาพของไทยกลับคืนมาได้ และ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พร้อมกับตั้ง พระนครหลวงขึ้นใหม่ เรียกว่า กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑

    พุทธศักราช ๒๓๑๒ หลังจากที่ทรงขึ้น ครองราชย์แล้ว ก็ทรงใฝ่พระทัยเป็นธุระใน พระพุทธศาสนา พระราชทาน พระบรมราชูปถัมภ์ ยกวัด บางหว้าใหญ่ ซึ่งเดิมเป็น วัดราษฎร์ ขึ้นเป็น พระอารามหลวง และ

    ทรงมีพระราชปรารภว่า พระไตรปิฎก คงกระจัดกระจายเสียหาย เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ให้แก่พม่า เพราะ พม่า ได้เผาบ้านเมือง และ วัดวาอาราม พินาศลง

    จึงมีพระราชประสงค์ จะรวบรวมชำระสอบทาน พระไตรปิฎก นั้น ให้ถูกต้องครบถ้วน ตามเดิม และ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปอัญเชิญ พระไตรปิฎก จากเมือง นครศรีธรรมราช ซึ่งยังมีบริบูรณ์อยู่ เพราะพม่า ยังไปทำลายไม่ถึง ประจวบกับ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต้องเสด็จพระราชดำเนิน ไปทำสงคราม ที่เมือง นครศรีธรรมราช

    เมื่อเสร็จราชการสงครามแล้วได้ทรงพบ พระอาจารย์รูปหนึ่ง มีชื่อว่า พระอาจารย์สี แต่เดิม พระอาจารย์สี รูปนี้ อยู่ประจำที่ วัดพนัญเชิง แขวงเมือง กรุงเก่า เป็นผู้มีความสามารถแตกฉานใน พระไตรปิฎก ทั้งเป็นผู้ทรงคุณ ทางวิปัสสนาธุระ ซึ่งพระองค์ทรงรู้จักดี

    เมื่อกรุงศรีอยุธยา เสียแก่พม่าแล้ว ท่านได้หลีกไปอยู่ที่ เมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงให้รวบรวม พระไตรปิฎก จาก นครศรีธรรมราช ได้แล้ว เสด็จกลับกรุงธนบุรี

    พร้อมกันนั้นก็ได้ อาราธนา พระอาจารย์สี ร่วมมาในขบวนนั้น ด้วย และ โปรดเกล้าฯ ให้ครอง
    วัด บางหว้าใหญ่ พร้อมทั้ง ทรงตั้งให้เป็น สมเด็จพระสังฆราช ด้วย

    กาลต่อมา ได้มีพระราชดำรัสสั่งให้ พระเถรานุเถระมา ประชุมกันที่ วัดบางหว้าใหญ่ อีก แล้วทรงอาราธนาให้ พระเถรานุเถระ ทั้งหลาย มี สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นประธาน

    ทรงขอให้รับธุระสอบทานพระไตรปิฎก จึงได้มีการ สังคายนาพระไตรปิฎก จนสำเร็จ เรียบร้อยบริบูรณ์ เป็นต้นฉบับที่ถูกต้อง ตามพระราชประสงค์ ณ วัดบางหว้าใหญ่

    สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ขณะนั้น พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา รับราชการอยู่ใน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีบรรดาศักดิ์ เป็น พระราชวรินทร์ ตำแหน่ง เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา ทรงย้ายจาก บ้านอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มาตั้งนิวาสสถาน อยู่ใกล้ๆ กับพระราชวัง ของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (ปัจจุบันคือกรมอู่ทหารเรือ)

    ต่อมาได้รับพระกระแสรับสั่งของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้เป็นแม่ทัพ ไปตี เมืองโคราช ท่านจึงสั่งให้รื้อ หอพระตำหนัก กับ หอประทับนั่ง มาปลูกถวายไว้ที่ วัดบางหว้าใหญ่ ทางด้านทิศตะวันตก ของพระอุโบสถ หลังคามุงจาก ฝาสำหรวด กั้นห้องด้วยกระแชง

    ทั้งนี้ตาม ความตั้งพระทัยไว้แต่เดิมว่า จะยกถวายวัด (ปัจจุบัน พระอุโบสถหลังเก่า ยกขึ้นเป็น พระวิหาร เป็นสถานที่ ให้เช่าพระ)

    เมื่อล่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ ราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วได้ทรง ย้ายเมืองหลวง จาก กรุงธนบุรี มาตั้งใหม่ ทางฝั่งตะวันออก ของ แม่น้ำเจ้าพระยา เรียกชื่อว่า
    กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ

    และ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนา สมเด็จพระสังฆราช (สี) ที่ถูกถอดยศ ในสมัยของ พระเจ้ากรุงธนบุรี มาครอง วัดบางหว้าใหญ่ ตามเดิม และ รับสั่งให้ พระสงฆ์ วัดบางหว้าใหญ่ และ วัดโพธาราม (ปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพน อยู่ตรงท่าเตียน) เข้ารับบิณฑบาต ใน พระราชวัง ผลัดเวรกัน วัดละ ๗ วัน สมเด็จพระสังฆราช (สี) นี้ จึงนับว่าเป็น ปฐมสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


    ปรับปรุง จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร – http://www.watrakang.com/index.php

    คลิปจาก http://www.bangkoktourist.com – กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร



    อ่านเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับ วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร ได้จาก

  • ชมหอไตร ไหว้หลวงพ่อโต กราบพระยิ้ม ที่ “วัดระฆัง”
    จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 สิงหาคม 2548 15:23 น. – http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000106979
  • วัดระฆัง-เว็ป
  • ประวัติ วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร
  • ประวัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี)
  • พระคาถาชินบัญชร
    จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ วัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร
  • วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดประวัติศาสตร์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดย ด.ญ.เกศทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
    จาก ข้อมูล และ ภาพ ของ นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2515 ปีที่ 49 ประจำวัน อังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2545
  • Murals at Wat Rakhang Khositaram (in Englisch)
  • วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Wat Rakhang Kositaram Woramahaviharn deutsch Wikipedia – Enzyklopädie
  • Wat Rakhang Kositaram Woramahaviharn Tiếng Việt Bách khoa toàn thư mở Wikipedia

  • ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
    Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

    April 13, 2008

    สงกรานต์ ขนบธรรมเนียม และ ประเพณี – Songkran Cultural Traditon

    ยังไม่เสร็จ

    เพลงวันสงกรานต์
    ฟังเพลง รำวงวันสงกรานต์

    เนื้อเพลง เพลงรำวงวันสงกรานต์
    ศิลปิน ชาวคณะสุนทราภรณ์
    อัลบั้ม รำวงวันสงกรานต์
    วันนี้เป็นวันสงกรานต์
    หนุ่มสาวชาวบ้านเบิกบานจิตใจจริงเอย
    ตอนเช้าทำบุญ ทำบุญตักบาตร
    ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันเอย
    เข้าวัดแต่งตัว แต่งตัวสวยสะ
    ไปสรงน้ำพระ ณ วันสงกรานต์กันเอย
    ตอนบ่ายเราเริงกีฬา
    เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นสะบ้ากันเอย
    ทำบุญทำทานสนุกสนานกันแล้ว
    ขอเชิญน้องแก้วรำวงกันเอย
    (ซ้ำทั้งหมด)
    http://popmusic.igetweb.com/index.php?mo=3&art=128101
    http://profile.imeem.com/sDiK64r/music/6n4oTGqK/mp3/

    สงกรานต์ ตำนาน และ คำทำนาย – Songkran Water Festival


    ยังไม่เสร็จ

    นางสงกรานต์ เป็น คติความเชื่ออยู่ในตำนานสงกรานต์ ซึ่งรัชกาลที่ ๓ ให้จารึกลงในแผ่นศิลาติดไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) เป็นเรื่องเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีดังกล่าว ซึ่งเป็นอุบายเพื่อให้คนโบราณ ผู้ไม่รู้หนังสือได้รู้ว่า วันมหาสงกรานต์ คือ วันที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ซึ่งสมัยนั้นถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามสุริยคติตรงกับวันใด และ เวลาใด โดย สมมุติผ่านนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ นางสงกรานต์เป็นใคร ทำไมจึงเรียก “ นางสงกรานต์ ” กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำตำนานโดยย่อ พร้อมคำทำนายทายทักของโบราณมาเสนอให้ทราบเป็นแนวคิดดังต่อไปนี้

    นาง สงกรานต์มีด้วยกันเจ็ดนาง เป็นเทพธิดาลูกสาวท้าวกบิลพรหม และเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ ตามตำนานเล่าว่า ท้าวกบิลพรหมแพ้พนันธรรมบาลกุมาร ต้องตัดเศียรออกบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญา แต่เนื่องจากพระเศียรของพระองค์ตกไปอยู่ที่ใด ก็จะเป็นอันตรายต่อที่นั้นไม่ว่าจะเป็นบนอากาศ บนดินหรือในน้ำ ดังนั้น ธิดาทั้งเจ็ดจึงต้องนำพานมารองรับ และนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธชุลี ณ เขาไกรลาส ครั้นถึงกำหนด ๓๖๕ วัน ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นปีหนึ่งเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้งเจ็ดก็จะทรงพาหนะของตน ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของบิดาออกแห่ โดยที่เทพธิดาทั้งเจ็ดนี้ปรากฏในวันมหาสงกรานต์เป็นประจำ จึงได้ชื่อว่า “ นางสงกรานต์ ” ส่วนท้าวกบิลพรหมนั้น โดยนัยก็คือ พระอาทิตย์ นั่นเอง เพราะกบิล หมายถึง สีแดง

    นางสงกรานต์แต่ละนาง จะมีนาม อาหาร อาวุธ และสัตว์ที่เป็นพาหนะ ตามวันต่างๆกันดังนี้
    คำทำนายนางสงกรานต์

    1.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันอาทิตย์ นางสงกรานต์จะมีนามว่า “ทุงษะเทวี” ทัดดอกทับทิม ประดับอาภรณ์ด้วยปัทมราช ภักษาหารผลมะเดื่อ(อุทุมพร) พระหัตถ์ขวาทรงจักรซ้ายทรงสังข์ และทรงครุฑเป็นพาหนะ ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารในเลือกสวนไร่นาไม่สู้งอกงามนัก

    2.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันจันทร์ นางสงกรานต์จะมีนามว่า “โคราษะเทวี” ทรงทัดดอกปีบ ประดับอาภรณ์ด้วยมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมันงา พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ ซ้ายทรงไม้เท้า ทรงเสือเป็นพาหนะ ปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และราชบริพารจะเรืองอำนาจ

    3.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันอังคาร นางสงกรานต์จะมีนามว่า “ราษสเทวี” ทรงทัดดอกบัวหลวง ประดับอาภรณ์ด้วยโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล ซ้ายทรงธนู ทรงหมูเป็นพาหนะ ปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

    4.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันพุธ นางสงกรานต์จะมีนามว่า “มณฑาเทวี” ทรงทัดดอกจำปา ประดับอาภรณ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม ซ้ายทรงไม้เท้า ทรงลาเป็นพาหนะ ปีนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้ยศถาบรรดาศักดิ์จากต่างประเทศ

    5.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันพฤหัสบดี นางสงกรานต์จะมีนามว่า “กีริณีเทวี” ทรงทัดดอกมณฑา ประดับอาภรณ์ด้วยแก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงพระขอ ซ้ายทรงปืน ทรงช้างเป็นพาหนะ ปีนั้นจะแพ้ผู้เป็นใหญ่และเจ้าไททั้งมวล

    6.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันศุกร์ นางสงกรานต์จะมีนามว่า “กิทิมาเทวี” ทรงทัดดอกจงกลนี ประดับอาภรณ์ด้วยแก้วมรกต ภักษาหารกล้วยน้ำว้า พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ ซ้ายทรงพิณ ทรงกระบือเป็นพาหนะ ปีนั้นพืชพรรณธัญญาหารอุดม ฝนหนัก พายุร้าย จะเจ็บตากันมาก

    7.ปีใดวันสงกรานต์เป็นวันเสาร์ นางสงกรานต์จะมีนามว่า “โมหะทรเทวี” ทรงทัดดอกสามหาว ประดับอาภรณ์ด้วยนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงพระจักร์ ซ้ายทรงตรีศูล ทรงนกยูงเป็นพาหนะ ปีนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก
    ตามปกติ เราจะเรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “ วันมหาสงกรานต์ ” วันที่ ๑๔ เมษายน ว่า “ วันเนา ” และวันที่ ๑๕ เมษายนว่า “ วันเถลิงศก ” เพื่อให้จำได้ง่าย แต่ในประกาศสงกรานต์ ซึ่งเป็นการคำนวณทางโหราศาสตร์ วันมหาสงกรานต์ อันเป็นวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนสู่ราศีเมษ และเป็นวันบ่งบอกว่านางสงกรานต์ปีนั้นชื่ออะไร อาจจะไม่ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน เสมอไป ทั้งนี้ ขึ้นกับการคำนวณดังกล่าว ( วันมหาสงกรานต์ หมายถึง วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่นๆแล้วจนครบ ๑๒ เดือน วันเนา แปลว่า วันอยู่ หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เข้าเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอันเป็นราศีตั้งต้นปี เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ส่วน “ วันเถลิงศก ” คือ วันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่

    ใน สมัยโบราณยังมีความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องนางสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศกที่น่าสนใจ ซึ่งได้นำมาจากหนังสือตรุษสงกรานต์ ขอ งอ.สมบัติ พลายน้อย ดังนี้

    ความเชื่อเกี่ยวกับ อิริยาบถของนางสงกรานต์ เชื่อว่า

    ๑.ถ้านางสงกรานต์ ยืนมา จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้

    ๒.ถ้านางสงกรานต์ นั่งมา จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตาย และเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ

    ๓.ถ้านางสงกรานต์ นอนลืมตา ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข

    ๔.ถ้านางสงกรานต์ นอนหลับตา พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี

    นอกจากนี้ ยังมีคำทำนายเกี่ยวกับวันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก ดังนี้

    ๑. ถ้าวันอาทิตย์ เป็น วันมหาสงกรานต์ ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่สู้จะงอกงามนัก ถ้าวันอาทิตย์เป็น วันเนา ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ถ้าวันอาทิตย์เป็น วันเถลิงศก พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทุกทิศ

    ๒. ถ้าวันจันทร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนคุณหญิง คุณนายทั้งหลายจะเรืองอำนาจ ถ้าวันจันทร์เป็น วันเนา มักเกิดความไข้ต่างๆ และเกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ ถ้าวันจันทร์เป็น วันเถลิงศก พระราชินีและท้าวนางฝ่ายในจะมีความสุขสำราญ

    ๓. ถ้าวันอังคาร เป็น วันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง แต่ถ้าวันอังคารเป็น วันเนา ผลหมากรากไม้จะแพง ถ้าวันอังคารเป็น วันเถลิงศก ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล

    ๔. ถ้าวันพุธ เป็นวัน มหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็น วันเนา ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่หม้ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็น วันเถลิงศก บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ

    ๕. ถ้าวันพฤหัสบดี เป็น วันมหาสงกรานต์ ผู้น้อยจะแพ้ผู้เป็นใหญ่ และเจ้านาย ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น วันเนา ผลไม้จะแพง ราชตระกูลจะมีความร้อนใจ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น วันเถลิงศก สมณชีพราหมณ์จะปฏิบัติกรณียกิจอันดีงาม

    ๖. ถ้าวันศุกร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ฝนชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมาก ถ้าวันศุกร์เป็น วันเนา พริกจะแพง แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แม่หม้ายจะมีลาภ ถ้าวันศุกร์เป็น วันเถลิงศก พ่อค้าคหบดีจะทำมาค้าขึ้น มีผลกำไรมาก

    ๗. ถ้าวันเสาร์ เป็น วันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันเสาร์เป็น วันเนา ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางจะต้องโทษ ถ้าวันเสาร์เป็น วันเถลิงศก บรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู

    ประกาศสงกรานต์
    ปี ๒๕๕๑

    ปีนี้ วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เมษายน
    ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๑๘ นาฬิกา ๒๔ นาที

    ปีชวด เทวดาผู้ชาย ธาตุน้ำ สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๓๗๐ ทางจันทรคติ
    เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นอธิกสุรทิน

    อธิกสุรทิน คือ ปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี ๒๙ วัน
    สัมฤทธิศก คือ ปีที่จุลศักราชลงท้ายด้วย ๐ ศูนย์

    นางสงกรานต์ปี ๒๕๕๑ ทรงนามว่า ทุงสะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราค ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑ เป็นพาหนะ

    วันที่ ๑๕ เมษายน เวลา ๒๒ นาฬิกา ๕๓ นาที ๒๔ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๗๐ ปีนี้ วันพุธเป็นธงชัย วันอังคารเป็นอธิบดี วันอังคารเป็นอุบาทว์ วันพฤหัสบดีเป็นโลกาวินาศ

    ปีนี้ วันอาทิตย์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหินพานต์ ๑๒๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๔ ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อวิบัติ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผลกึ่ง เสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีวาโย (ลม) น้ำน้อย

    จากประกาศสงกรานต์ข้างต้น และดูตามคำพยากรณ์โบราณ จะเห็นได้ว่าวันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ท่านว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่สู้งอกงามนัก ส่วนวันจันทร์เป็นวันเนา มักจะเกิดความไข้ต่างๆ เกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ วันอังคารเป็นวันเถลิงศก ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล ส่วนทางล้านนาว่า ถ้าวันสังกรานต์ล่อง (หรือวันมหาสงกรานต์) ตรงกับวันอาทิตย์แล้ว ปีนั้นข้าว หมากเกลือจักแพง คนจักเป็นพยาธิ ข้าศึกจะมีแก่บ้านเมือง หนอนแมลงจักกินพืชไร่ แถมนางสงกรานต์ท่านเสด็จมา“ท่านั่ง” ซึ่งอิริยาบถนี้ เขาก็ว่าจะนำมาซึ่งความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและจะเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ อ่านโดยรวมแล้ว ดูท่าว่าจากวันปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่แบบไทยคือวันสงกรานต์ปีนี้ มีแต่เรื่องชวนหดหู่ไม่น้อย ส่วนดีมีนิดเดียว และแม้จะไม่ดูคำทำนาย แต่จากสภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนดินฟ้าอากาศที่ผ่านมาก็บ่งบอกอนาคตได้อยู่แล้ว ยิ่งมีความเชื่อสมัยก่อนมาตอกย้ำเช่นข้างต้น หลายคนคงแทบหมดหวัง หรือเกิดอาการท้อแท้ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูนางทุงสะเทวี นางสงกรานต์ปีหนูนี้ ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า พระนางนั้นนอกจากจะดูไม่ดุแล้ว ยังทรงครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ผู้เป็นหนึ่งในสามมหาเทพของพราหมณ์ และในพระหัตถ์ยังทรงจักรและสังข์ ที่เป็นอาวุธของพระนารายณ์อีกเช่นกัน ดังนั้น หากจะมองในด้านบวก นางทุงสะเทวีก็เป็นเสมือน “นอมินี” ของพระนารายณ์ที่ทรงมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองโลก และปราบปรามเหล่ายักษ์อสูรที่คอยมาสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์ ส่วนภักษาหารที่เป็นผลมะเดื่อนี้ ทางฮินดูถือเป็นไม้มงคล และตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เป็นผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง สัตว์ต่างๆจึงชอบกินผลมะเดื่อ อีกทั้งเปลือก รากและผลของมะเดื่อ ก็มีสรรพคุณทางยา โดยสามารถแก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล สมานแผล ถอนพิษไข้ และเป็นยาระบายอีกด้วย ดังนั้น หากเรามีความเชื่อมั่นว่า “เมืองไทยไม่สิ้นคนดี” พร้อมยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางในการดำเนิน ชีวิต คือ รู้จัก “พอ” ในการกิน การอยู่ และใช้ชีวิตแล้ว ก็เชื่อว่า เหล่ามารทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ฯลฯ ก็มิอาจมาทำร้ายเราได้


    Songkran is a Thai traditional New Year which starts on April 13 every year and lasts for 3 days. Songkran festival on April 13 is Maha Songkran Day or the day to mark the end of the old year, April 14 is Wan Nao which is the day after and April 15 is Wan Thaloeng Sok which the New Year begins. At this time, people from the rural areas who are working in the city usually return home to celebrate the festival. Thus, when the time come, Bangkok temporarily turns into a deserted city.

    Songkran is a Thai word which means “move” or “change place” as it is the day when the sun changes its position in the zodiac. It is also known as the “Water Festival” as people believe that water will wash away bad luck.

    The Songkran tradition is recognized as a valuable custom for the Thai community, society and religions. The value for family is to provide the opportunity for family members to gather in order to express their respects to the elders by pouring scented water onto the hands of their parents and grandparents and to present them gifts including making merits to dedicate the result to their ancestors. The elders in return wish the youngsters good luck and prosperity.

    Abstract from Thanapol Chadchaidee (1994) ‘s Essays on Thailand.


    ประกาศสงกรานต์ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙

    “ ปีจอ ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุดิน อัฐศก จุลศักราช ๑๓๖๘ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร

    ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน

    วันที่ ๑๔ เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ ณ วันศุกร์ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๖ นาฬิกา ๓๐ นาที ๓๑ วินาที

    นาง สงกรานต์ ทรงนามว่า กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จยืนมาเหนือหลังมหิงสา(ควาย) เป็นพาหนะ

    วัน ที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๐ นาฬิกา ๒๘ นาที ๑๒ วินาที เปลี่ยนจุลศักราช เป็น ๑๓๖๘ ปีนี้ วันพฤหัสบดีเป็นธงชัย วันอาทิตย์เป็นอธิบดี วันพุธเป็นอุบาทว์ วันอังคารเป็นโลกาวินาศ

    ปี นี้ วันศุกร์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๖๐๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๔๐ ห่าตกในป่าหิมพานต์ ๑๘๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๒๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๖๐ ห่า นาคให้น้ำ ๑ ตัว

    เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๗ ชื่อปาปะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล ๑ ส่วน เสีย ๙ ส่วน

    เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย

    หากจะดูจากประกาศสงกรานต์ปี ๒๕๔๙ ก็พอจะสรุปได้ว่า วันมหาสงกรานต์ ปีนั้น(๒๕๔๙) ตรงกับวันศุกร์ มีคำทำนายว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ฝนจะชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมา (ธัญญาหารคือ อาหารที่ได้จากเมล็ดพืช) ส่วน วันเนาตรงกับวันเสาร์ ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางจะต้องโทษ และ วันเถลิงศกตรงกับวันอาทิตย์ พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทิศ และการที่นางสงกรานต์ เสด็จยืน มาเหนือหลังมหิสา (ควาย) จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ส่วน ตำราทางล้านนาทำนายว่าวันสังกรานต์ล่อง(อ่านว่า สัง-ขาน-ล่อง)ตรงกับวันศุกร์ ฝนตกหัวปีดี กลางปีบ่มีหลาย เพลี้ย บุ้งจักกัดกินทำร้ายข้าวนาพืชไร่ อันตรายจักเกิดมีแก่สมณพราหมณ์ ปีนี้ผู้หญิงจักมีเคราะห์ สัตว์น้ำจักแพง พืชผักจะถูก คำทำนายโบราณข้างต้น เป็นเรื่องความเชื่อในสมัยก่อนซึ่งก็คงสอดคล้องกับสภาพสังคมสมัยนั้น แต่สำหรับปัจจุบันคนสมัยนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ ก็คงขึ้นกับความคิด ความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะเป็นคำทำนายในอดีตที่เกี่ยวเนื่องกับสงกรานต์หรือคำทำนายดวงใน ปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นการเตือนให้คนเราดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท และให้รู้จักเตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้าทั้งสิ้น

    อย่างไรก็ดี สำหรับปีนี้ มหาสงกรานต์ตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทัด ดอกจงกลนี คือ ดอกบัว เครื่องประดับบุษราคัม อาหารคือกล้วยน้ำ มือขวาถือพระขรรค์ (ดาบ) มือซ้ายถือพิณ ยืนมาบนหลังมหิงสา (ควาย) หากเราจะคิดตามหลักธรรมอิงความเป็นจริงของชีวิต เราอาจจะพอจะอนุมานได้ว่า การเริ่มต้นปีใหม่(วันมหาสงกรานต์)ด้วยวันศุกร์ ซึ่งมีเสียงพ้องกับความสุข ถือเป็นสิ่งที่ดี ส่วนอาวุธของนางสงกรานต์ที่เป็นดาบและพิณ ก็เสมือนบอกเป็นนัยว่า การดำเนินชีวิตของคนเราจะต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือ ต้องเดินไปในทางสายกลาง เหมือนพิณที่สายต้องไม่ตึงหรือหย่อนไป จึงจะดีดได้ไพเราะ ขณะเดียวกันดาบก็คือความแน่วแน่เด็ดขาดที่จะกล้าฟาดฟันความชั่วร้ายให้หมดไป ส่วนพาหนะคือควาย ที่แม้จะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความโง่ แต่จริงๆแล้วควายเป็นสัตว์ที่ซื่อ และมีบุญคุณต่อคนไม่น้อย เพราะช่วยทำไร่ไถนาทำให้เรามีข้าวกิน ดังนั้น จึงเหมือนการเตือนให้เรามีความซื่อทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น และไม่ลืมคนที่มีบุญคุณต่อเรา ส่วนบุษราคัม เป็นพลอยสีเหลืองที่ฝรั่งเรียกว่า โทพาซ ( Topaz ) เป็นหินเครื่องประดับที่เชื่อกันว่าจะช่วยให้มองโลกในแง่ดี มีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองสูง สร้างความรื่นรมย์ให้แก่จิตใจ

    กล่าว โดยสรุป ถ้าเราดำรงชีวิตด้วยการมองโลกในแง่ดี เหมือนที่นางสงกรานต์ที่มีบุษราคัมเป็นอาภารณ์ ตั้งมั่นทำกิจการงานต่างๆด้วยความซื่อ ดังที่นางกิมิทายืนอยู่บนมหิงสา และมีจิตใจที่จะใช้ชีวิตอยู่บนทางสายกลางไม่มาก ไม่น้อย พอเหมาะกับสภาพของเราดังพิณที่จะไพเราะเพราะสายที่พอดีๆ อีกทั้งมีความเด็ดขาดเสมือนดาบที่นางถือมา รวมทั้งใช้สติปัญญาเป็นบัว(จงกลนี)พ้นน้ำ ไม่ว่าปีใดๆ เราก็จะมีชีวิตที่ประสบความสุข และความสำเร็จรับปีใหม่ (สงกรานต์) อย่างแน่นอน

    February 17, 2008

    MAKHA BUCHA DAY – วันมาฆบูชา

    Filed under: พุทธศาสนา,buddhism — accomthailand @ 05:54
    Tags: ,

    MAKHA BUCHA DAY

    It was 9 full months after the Buddha got the Enlightenment, on the full moon day of 6th lunar month, 45 years before the Buddhist era. On the full moon day of the 3rd lunar month, Makha, of the year, 4 special events happened:
    1. There were 1,250 Sangha followers, that came to see the Buddha that evening without any schedule.
    2. All of them were “Arhantas’, the Enlightened One, and all of them were ordained by the Buddha himself.
    3. The Buddha gave those Arhantas the principles of the Buddhism, called “The Ovadhapatimokha”. Those principles are: – To cease from all evil, – To do what is good, – To cleanse one’s mind;
    4. It was the full moon day.
    Another important event, which happened on the same days (the full moon day of the 3rd lunar month) 44 years later, the last year of the Buddha’s life, he decided to ‘Parinibbhana’, nirvana, leave the mind from the body or die. 3 months after that day (on the full moon day of the six lunar month — we known as ‘Wisakha Bucha Day’).

    ACTIVITIES TO BE OBSERVED ON MAKHA BUCHA DAY
    TAM BUN‘: Making merit by going to temples for special observances, making merit, listening to Dhamma preaching, giving some donations and join in the other Buddhist activities.
    RAB SEEHN‘: Keeping the Five Precepts, including abstinence from alcoholic drinks and all kinds of immoral acts.
    TAK BAARD‘: Offering food to the monks and novices (in the alm bowl).
    Practice of renuciation: Observe the Eight Precepts, practice of meditation and mental discipline, stay in the temple, wearing white robes, for a number of days.
    WIEN THIEN‘: Attending the Candle Light Procession around the Uposatha Hall, in the evening of this full moon day.

    This year will be held on 21st February 2008
    Article adapted from : http://www.dhammathai.org



    วันมาฆบูชา
    ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๓

    พระภิกษุ จำนวน๑,๒๕๐ รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายมาก่�น

    “มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า”มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาต ครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง โอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไป ประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้ เจริญรุ่งเรืองต่อไป
    คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ “จาตุร” แปลว่า ๔ “องค์” แปลว่า ส่วน “สันนิบาต” แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ ๔” กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้น พร้อมกันในวันนี้ คือ
    ๑. เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหาร
    ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
    ๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
    ๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์
    ๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ

    การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ
    การทำบุญ ตักบาตรใน ตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่าย ฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำ พิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึก พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี
    คัดลอกมาจาก http://www.dhammathai.org


    ในปีนี้วันมาฆบูชาซึ่งตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551

    กรมการศาสนา ได้ร่วมกับ องค์กรเครือข่ายพระพุทธศาสนา จัดงานมาฆบูชาขึ้น ระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2551 ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร บริเวณรอบๆ เจดีย์ภูเขาทอง แทนที่การจัด ณ มณฑลท้องสนามหลวง วันมาฆบูชา วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร บริเวณร�บๆ เจดีย์ภูเขาท�งเหมือนที่เคยจัดทุกปี เพราะขณะนี้ท้องสนามหลวงกำลังมีการก่อสร้าง พระเมรุ สำหรับพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

    กิจกรรมในงานวันมาฆบูชาในปีนี้ ช่วงเช้า จะมีพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 99 รูป และในช่วงค่ำเวลา 18.00 น. ของทุกวัน จะนิมนต์พระสงฆ์ 99 รูป ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และให้ประชาชนเวียนเทียน บนเจดีย์ภูเขาทอง รอบพระสถูปที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกมากมาย เช่น นิทรรศการเกี่ยวกับวันมาฆบูชา เกมธรรมะ การสวดทำนองสรภัญญะ การบรรยายพิเศษเรื่อง “พระพุทธศาสนาเชิงเศรษฐกิจพอเพียง” การสาธิตการจัดโต๊ะหมู่บูชา และมีร้านหนังสือธรรมะ เข้าร่วมออกร้าน จำหน่ายหนังสือธรรมะที่ ลดราคาเป็นพิเศษ เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสซื้อหนังสือธรรมะไปอ่านในราคาประหยัด

    Create a free website or blog at WordPress.com.