Accom Thailand

May 28, 2009

Angkor World Heritage Site Cambodia by PG ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก


Tour Code INDO 01 (PG – World Heritage Site Cambodia)

ท่องแดน ศิลานคร เสียมราฐ ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ปราสาทนครวัต ชมเมืองพระนครธม ปราสาทบายน , ปราสาทบันทายสรี
ชมกลุ่มปราสาทหริหราลัย มหัศจรรย์ศิวลึงค์ใต้น้ำ 1,000 องค์ น้ำตกกบาลสะเปียน
ด้วย สายการบิน บางกอก แอร์เวยส์ (PG)
3 วัน 2 คืน กรุงเทพฯ – เสียมราฐ – กรุงเทพฯ

สุดเที่ยวสุดคุ้ม ช้อปปิ้งสบาย สบาย!!!
พักโรงแรม 4 ดาว อาหาร 7 มื้อ
กำหนดการเดินทาง
กำหนดการเดินทาง : 6-8 ก.ค. 52

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ พักห้องคู่
ราคา รวมตั๋วเครื่องบิน บางกอก แอร์เวย์ 21,900.- บาท

เงื่อนไขพิเศษ
ในการเดินทางในแต่ละครั้ง จะต้องมี จำนวนผู้เดินทาง 15 ท่าน ขึ้นไป
สำหรับคณะจอยทัวร์ บริษัทขอสงวนสิทธิ์กรณีที่กรุ๊ปไม่ถึง 15 ท่าน จะไม่มีหัวหน้าทัวร์จาก กรุงเทพฯ

อัตราค่าบริการรวม :
– ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ –เสียมราฐ– กรุงเทพฯ สายการบิน Bangkok Airway (PG)
– ค่าทำวีซ่า สำหรับเข้าประเทศกัมพูชา ท่านละ 20 USD.- (วีซ่าท่องเที่ยว) สามารถทำวีซ่า ARRIVAL ได้
– ค่าภาษีสนามบินกัมพูชา 25 USD.
– ค่ายานพาหนะนำเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามรายการที่ระบุไว้
– ค่าห้องพักโรงแรม จำนวน 2 คืน (รวมอาหารเช้า) ตามระดับที่กำหนด หรือเทียบเท่า
– ค่าอาหารทุกมื้อตามรายการที่ระบุไว้
– ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น (บรรยายภาษาไทย)
– ค่าเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามรายการ
– ค่าประกันภัย อุบัติเหตุ วงเงินประกัน 1,000,000.- บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ติดต่อขอโปรแกรม Viva Voyage (วีว่า โวยาจ ) 518/3 ชั้น 3 ถนนเพลินจิต กทม. 10330 โทร 02-2548381 , 026520702 หรือ E-Mail : viva.voyage@gmail.com
หรือ คลิกที่นี่ เพื่อ Download ข้อมูล หรือ ดูโปรแกรมของ วันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3
รายละเอียด เอกสารใช้ยื่นประกอบ การทำวีซ่า ราชอาณาจักร กัมพูชา


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

October 16, 2008

เปลวสีเงิน – พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


16 ตุลาคม 2551
กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เปลวสีเงิน – พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


ทหารไทย ปะทะ ทหารเขมร วานนี้ (๑๕ ต.ค.๕๑) ที่เชิงเขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือ ถือเสียว่า เป็นการ สะเดาะเคราะห์ คนไทย กับ คนไทย จะได้ ไม่ต้องฆ่ากันเอง ไงล่ะ ถึงอย่างไร


“สงครามไทย-เขมร” ไม่มีแน่ จะมีก็แต่ ซ่า..เข้ามา ก็จะถูกเตะ สั่งสอน กลับไปบ้าง เท่านั้น


สาเหตุที่ เขมร เหิมเกริมกับ ไทยเรา ก็อย่างที่รู้กันอยู่ ประเด็นแรก ก็คือ “สันดาน” เป็นอย่างนี้ มาตลอด


ประเด็นที่สอง เห็นรัฐบาลไทย อ่อนแอ และ คนไทยแตกแยก กันเอง สันดาน จึง สำแดง


ประเด็นที่สาม เพราะต้องการ พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร อันเป็นของไทย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ผนวกเข้าไป เป็นส่วนเดียว กับตัว ปราสาท ที่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลก ไปแล้ว


แต่คณะกรรมการมรดกโลก เขามีเงื่อนไขไว้ว่า การขึ้นทะเบียนนั้น จะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อ “ตัวปราสาทพระวิหาร” ต้องมี อาณาบริเวณ รอบๆ เป็น ภูมิทัศน์ด้วย เมื่อยังไม่ได้ จึงต้องดิ้นรน!


พูดง่ายๆ คือ มีแต่ตัวปราสาทโด่ๆ เป็นมรดกโลกไม่ได้ ต้องมีที่ดินรอบๆ ให้เขาทำมาค้าขายด้วย ทำเป็นที่ ปลูกสร้างอาคารทำการ ด้วย ปราสาทพระวิหาร จึงจะได้เป็น “มรดกโลก” สมบูรณ์ตามเงื่อนไข


นี่ก็ใกล้ กำหนดเวลาที่ คณะกรรมการ เขาให้ไว้แล้ว แต่เขมรยังมีแค่ ตัวปราสาทโด่ๆ ลอยอยู่ในอากาศ อย่างว่า ไม่มีที่ดินรอบๆ พัฒนา เพื่อการพาณิชย์ อย่างที่พวก “ประเทศกลุ่มทุน” หนุนหลัง เขามีแผนไว้แล้ว


กระทั่งที่จะขึ้นไปตัว ปราสาท และที่จะทำส้วม ให้นักท่องเที่ย วขี้-เยี่ยว ก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!


ถึงจะมีการตั้ง ๖-๗ ประเทศ ขึ้นเป็นกรรมการ หวังจะเข้ามา ไกล่เกลี่ย “หักคอ” เอาที่ดินของ ไทยรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปผนวก เข้ากับ ปราสาทพระวิหาร


แต่ “พระสยามเทวาธิราช” ท่านไม่ยอมให้ครับ!?


คือแผนงุบงิบ “ยกดินแดนไทยให้เขมร” ของไอ้รัฐบาล นอมินีทักษิณ แตกเสียก่อน เพราะ พันธมิตรฯ โวยวาย ขึ้น ศาลปกครอง บอกว่า แถลงการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่ นายนพดล ปัทมะ ไปเซ็นไว้นั้น “ผิดกฎหมาย” มติ ครม. ที่อนุมัติ ก็ผิดด้วย


ประกอบกับ ทหารไทย เรา และ ข้าราชการ กระทรวงการต่างประเทศ ไทยของเรา ในยามที่ ฝ่ายอำนาจบริหาร ล้มเหลว และ มีส่วน คิดไม่ซื่อ ต่อแผ่นดิน ท่านก็ทำหน้าที่ คัดท้าย “รักษาประเทศ” ทั้งในพื้นที่ และทั้งในเวทีโลก ได้ดี ที่ต้อง “ชมเชย” กันไว้ และ คนไทย เราควรต้อง “ขอบใจ” ท่านทั้งหลาย ในส่วนนี้ไว้ด้วย!


ฮุน เซน ถึงร้อนใจไงล่ะ เพราะผิดแผน ที่คงเคยตกลงกันไว้กับ ทักษิณ และ นอมินีทักษิณ


เมื่อผนวกรวมเอา ที่ดินรอบๆ ของไทย ไม่ได้ เส้นตายตามเงื่อนไข ก็ใกล้เข้ามา กลัวที่จดทะเบียนเป็น มรดกโลก ไว้จะเป็นโมฆะ เลยหน้ามืด กล้า “สร้างเหตุ” จะทำสงคราม กับเรา?


“กองทัพไทย” เรา หนักแน่นในประเด็น ในหน้าที่ และในเป้าหมายที่ เขมรสร้างเหตุ เพื่อลากไปสู่จุดนั้นดี ฉะนั้น การรับมือกับ “สันดานเขมร” ครั้งนี้ จึงไม่มีอะไรที่ “แนวหลัง” อย่างพวกเรา ต้องวิตก


ประเด็นคือ จะยอมให้เขมร หรือประเทศ ที่คณะกรรมการมรดกโลก ตั้งมา มาฮุบเอาที่ดิน รอบปราสาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปไม่ได้ ถึงจะอ้างว่า “รวยด้วยกัน” ก็ไม่ได้


ไทยจะปฏิบัติตาม เงื่อนไขสัญญา ที่ “ไทย-เขมร” ตกลงกันไว้ เมื่อปี ๒๕๔๓ ทุกอย่าง จนกว่า จะมีการปักปันเขตแดน พื้นที่บริเวณนี้ ให้แจ่มชัด ต่อจากนั้น ไทย-เขมร จะเป็น “หุ้นส่วนแห่งความรวย” ในการเป็นมรดกโลก ร่วมกันอย่างไร?


ก็ค่อยมาคุยกัน!


เขมรมีตัวปราสาท ไทยมีพื้นที่รอบปราสาท มีโบราณสถาน อันเป็นส่วนประกอบ ปราสาท มีทางขึ้น-ลงปราสาท เอามากองรวมกัน แล้วคุยกัน เป็น มรดกโลก ร่วมกัน ตกลง ผลประโยชน์ ทางท่องเที่ยวร่วมกัน จบแล้ว ค่อยพูดคำว่า “รวยด้วยกัน”


ส่วนตอนนี้ ถ้าผิดจาก ข้อที่ตกลงกันไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ และ แหยมล้ำดินแดน เข้ามา


ถล่มกะแม่งมันเลย!


ข้อสำคัญในเรื่องนี้ “งานการทูต” ต้องแข็ง ต้องไว และไว แค่ทันไม่พอ จะต้องไว ชนิดให้ข้อมูล แต่ละประเทศ ได้รู้ ได้เข้าใจ ต่อปัญหา เป็นวัคซีน ไว้ ก่อนที่ “โรคบ้า-พูดจาพกลม” ของ ฮุน เซน จะระบาดไปถึง


เขมร เขาคงลำพองว่า “นายฮอร์ นัมฮง” รัฐมนตรีต่างประเทศ ของเขา “เก๋า” ยิ่งเมื่อเทียบกับ “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีต่างประเทศ ของ ไทย เหมือนเด็กฝึกงาน


เลยซ่าใหญ่ คงคิดว่า จะเดินแต้มการเมือง ในเวทีโลกได้ “เหนือชั้นกว่า” ว่างั้นเถอะ!


แต่ “ดอน ปรมัตถวินัย” เอกอัครราชทูตไทยถาวร ประจำสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก จะไม่ปล่อยให้ เขมรทำอย่างนั้น ได้ง่ายๆ แน่ ป่านนี้ คงประสาน ข้อมูลกับ ทางปลัดฯ “วีระศักดิ์ ฟูตระกูล” ทำหน้าที่ใน UN ได้ดี อย่างที่เคยทำ ในครั้งก่อนแล้ว!


และทาง กระทรวงต่างประเทศเอง คิดว่า “นายธฤต จรุงวัฒน์” อธิบดีกรมสารนิเทศ และ โฆษก กระทรวงการต่างประเทศ คงจะ แถลงข่าวสารสู่ สังคมโลก รักษาบุคลิกภาพ และท่าทีไทย ได้ชนิด “ไม่เสียรังวัด” เพราะทันงาน ทันสันดานเขมร ดีมิใช่หรือ?


ถึงอย่างไร ผมก็ยังแปลกใจอยู่ดี ที่นายฮุน เซน กล้าเอา สถานภาพเขมร ทั้งประเทศ มาเป็นศัตรูกับไทย เพียงเพื่อ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลมตร


หรือ รับจ้างวาน “ใครบางคน” รบไทย ก่อนวันที่ ๒๑ ตุลา เป็นการเฉลิมฉลอง วันครบรอบ ปีที่ ๑๒ ของ ไทยโพสต์?


ข่าวเขมรซ่า มันมาพร้อมกับ ข่าวตัดสินคดี ทักษิณวันที่ ๒๑ มาพร้อมกับข่าว ทักษิณจะไปเป็น พลเมืองบาฮามาส มาพร้อมกับ ข่าว “ทุ่มทุนสร้าง” เช่าสนามกีฬา ระดมพล คนเสื้อแดง นับแสน สำแดงพลัง และมาพร้อมกับ ข่าว “ปราการด่านสุดท้าย” รัฐบาลน้องเขย กำลังแพ้พ่าย อาจเป็นอีกราย ที่ต้อง หอบครอบครัว ไปสมทบเป็น พลเมืองบาฮามาส ด้วย!


“เหตุ” เหล่านี้ ไม่ต้องตกใจครับ มันเกิดขึ้นเพราะ “ต้องเกิด” ตามเส้นทาง ประเทศที่กำลัง จะก้าวไป การลอกคราบ ครั้งยิ่งใหญ่ มันก็ต้องมีอะไร ให้ตื่นเต้น แปลก-ใหม่ ไปอย่างนี้แหละ


ผมอยากจะบอก พี่น้องไทย ไทยเสื้อเหลือง – ไทยเสื้อแดง ล้วนหินผา ปูลาด รองพระบาท พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์เดียวกัน การณ์อันใด ควรกระทำ – การณ์อันใด ควรระงับยับยั้ง ไว้ ชั่งใจ ชั่งสถานการณ์ และเห็นแก่บ้าน – แก่เมือง ในภาวะ “ศึกรุมเร้า” เข้ามาทุกด้าน กันไว้บ้าง


พันธมิตรฯ นั้น ผมอยากบอกด้วย เกรงใจว่า อย่าเพิ่งดาวกระจาย ไปทางไหนเลย และในการ พูดจาบนเวที ไม่ควรจะ หยาม ย่ำยีกองทัพ พร่ำเพรื่อ อย่าลืมว่า การด่าคน เป็นเรื่องหนึ่ง


แต่การ “หยามกองทัพ” ทำกัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ยันดึก ไปชนเช้า ไม่เกิดประโยชน์อะไร การหยามสถาบัน อันเป็นส่วนรวม นั้น เอาใจเขา – ใส่ใจเรา นิดหน่อย ครั้ง – สองครั้ง ก็พอเข้าใจกันได้


แต่ถ้า “มากไป” และทั้ง มันไม่มีอะไรเป็นจริง เข้าข่ายตามนั้น มันจะเกิด เรื่องน่าเสียใจ ฉะนั้น ควรใคร่ครวญ และยับยั้งชั่งใจ ด้วยวุฒิภาวะ กันไว้ด้วย


ผมว่า บ้านเมืองว่าด้วย เรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” มันเดินมาถึงจุด เข้าสู่กระบวนการ ของมันแล้ว คนที่จะทำ เรื่องใหญ่-เรื่องใหม่ ให้กับสังคมชาติได้ จะต้องไม่เป็น คนฉาบฉวย ไม่คิดอะไร-ทำอะไร เพียงเพื่อ สนอง ความสะใจ ชั่วมื้อ ชั่วคราว ของตัวเอง


พันธมิตรฯ ก็เช่นกัน ผมคิดว่า บรรดาแกนนำ ก็ต้องคิดคือ “มันใช่หรือ ที่ต้องจิ้มไช กองทัพตลอดไป ด้วยน้อยใจ แค่ไม่ออกมา ห้ามตำรวจ ฆ่าประชาชน ในวันนั้น” ?


ทำงานใหญ่ ต้องเป็นผู้ใหญ่ ที่สำคัญ “ต้องยกใจเหนือ” รัก-เกลียด-พยาบาท-ชิงชัง ซึ่งล้วนเป็น อารมณ์คลั่ง ที่จะทำให้ ทุกอย่าง พังด้วยโมหาคติ!


ชีวิตอยู่ด้วย ลมหายใจ กองทัพคือ “ลมหายใจ” ของชาติ งานกู้ชาติที่ เหล่าท่านหวัง ต่อจากนี้ ต้องใช้วุฒิภาวะ และ วิสัยทัศน์ ที่เหนือ เข้าตั้งรับปัญหา ให้สมกับที่ บอกกับผู้มาร่วมชุมนุมว่า “พวกเราพัฒนามาอีกขั้นหนึ่งแล้ว”!


ผมขอย้ำ กองทัพ กับ กระทรวงต่างประเทศ ในภาวะที่ รัฐบาลไร้ภาวะ ผู้นำบริหารอย่างนี้ เราต้องให้กำลังใจ และเป็น กองหนุน ให้เขาทำงาน อย่าง “พลโท วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล” แม่ทัพภาค ๒ เราได้เห็นแล้วว่า “สถานการณ์พิสูจน์คน” ท่านเป็น แม่ทัพครบเครื่อง ทั้งเรื่องบู๊ เรื่องบุ๋น และ เรื่องนักเลง ในขณะ มีศึกนอก พักศึกในเอาไว้ ชั่วขณะ ก็น่าจะสวยนะ.. พวกเราพันธมิตรฯ?

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 16 ตุลาคม 2551
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=16/Oct/2551&news_id=165344&cat_id=200


พิมพ์ ข่าวนี้ บทความนี้ พันธมิตรฯ กับ สถานการณ์ ศึกประชิดแดน


ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
SPECIAL REPORT รายงาน…นับเวลาลมหายใจรัฐบาล”สมัคร”
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

October 15, 2008

Fighting erupts on Thai-Cambodia border

Filed under: Cambodia,conflict,Indochina,Thailand,World News — accomthailand @ 14:50
Tags: , , , ,

Fighting erupts on Thai-Cambodia border:
reports By SE Asia correspondent Karen Percy and wires

Posted 44 minutes ago (15:30 local time) 15 Oct 2008

There are reports of gunfire on the Thai-Cambodian border, where the countries are engaged in a prolonged border dispute.

Hundreds of soldiers from Thailand and Cambodia are believed to be in the area.

The ABC has been told that people near the Preah Vihear temple in north-western Cambodia have heard machine gun fire from within the 4.5 square kilometre disputed zone.

“Cambodian and Thai troops are opening fire at each other now,” Cambodia army commander Bun Thean told news agency AFP.

A Reuters photographer at the scene confirmed that fighting had broken out, saying he had to take cover amid rocket and small arms fire.

“I heard gun-fire all over the place in this area,” Photographer Chor Sokunthea said by telephone.

“One rocket flew from Thailand over my head and landed. Now you can hear the fighting. They’ve opened fire.

“I have to find a safe place to hide,” he said, before hanging up.

A Cambodian official said Thai soldiers fired first in the exchange of gunfire.

“I can confirm there was fighting between Cambodians and Thais, the Thais fired at us first,” Preab Tan, Governor of Cambodia’s northern Preah Vihear province, told Reuters.

On Monday, Cambodia’s Prime Minister, Hun Sen, threatened that the area would become a “life-and-death battle zone” unless Thailand pulled its soldiers out.

Thailand maintains that its soldiers were not on Cambodian land and refused to retreat.

Local villagers were evacuated from the area when tensions flared in July.

Thai Foreign Minister Sompong Amornvivat urged Thai nationals in Cambodia to leave as soon as possible.

“Thai businessmen who have no need to be in Cambodia now, please rush back to Thailand,” Mr Sompong told reporters.

“We have our evacuation plan ready,” he added.
Read full story
– ABC/AFP/Reuters
http://www.abc.net.au/news/stories/2008/10/15/2392242.htm

ข้อแถลง “ประสาทพระวิหาร” จากคณะวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คลิกอ่าน ข้อมูล ข่าวและบทความเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร


ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below


July 18, 2008

The Thai Prime Minister calls on both sides to exercise restraint on situation along the Thai-Cambodian Border

Ministry of Foreign Affairs

Ministry of Foreign Affairs

Situation along the Thai-Cambodian Border in the Area Immediately Adjacent to the Temple of Preah Vihear
July 18, 2008

On 18 July 2008, the Ministry of Foreign Affairs invited H.E. Mr. Ung Sean, Cambodian Ambassador to Thailand to hand over the letter from H.E. Mr. Samak Sundaravej, Prime Minister of Thailand, to H.E. Samdech Akka Moha Sena Padei Techo Hun Sen, Prime Minister of Cambodia, in reply to the latter’s Note of 17 July 2008.

นายธฤต จรุงวัฒน์ �ธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

Spokeman MfA นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

In his Note, Prime Minister Samak reiterates the Royal Thai Government’s resolve to seek a just and peaceful solution to the situation in the area immediately adjacent to the Temple of Preah Vihear. In this regard, he has instructed the Supreme Commander of the Royal Thai Armed Forces to lead a Thai delegation to the Special Session of the Thai-Cambodian General Border Committee (GBC) to be held in Sa Kaeo Province on 21 July 2008 with a view to discussing issues surrounding the situation with the Cambodian side in the spirit of friendship and cooperation. He also affirmed that the two countries should use every effort to prevent the escalation of the situation.

The Thai Prime Minister also stresses that the area of Keo Sikha Kiri Svara Pagoda (known as Preah Vihear Pagoda) mentioned in the Cambodian Prime Minister’s Note is within the Thai territory. The establishment of the Cambodian community, including construction of a temple and houses, and the stationing of the Cambodian military personnel in the area constitute a continued violation of Thailand’s sovereignty and territorial integrity. The Royal Thai Government has issued four written protests to the Cambodian side regarding this matter in 2004, 2005, 2007 and April 2008 respectively.

Meanwhile, the deployment by Cambodia of more than 1,000 troops, in addition to around 200 troops stationed there earlier, has caused the situation to deteriorate. The Thai Prime Minister calls on both sides to exercise restraint and hopes that the Thai-Cambodian Joint Boundary Commission will accelerate its work to survey and demarcate the entire stretch of the Thai-Cambodian border so that similar problems would not arise in the future. In addition, pending completion of the JBC’s work in this area, the Thai side is ready to jointly explore with Cambodia possible interim measures.

Later on the same day, the Ministry of Foreign Affairs invited the other eight ASEAN Ambassadors to the Ministry to keep them informed of the situation and hand over copies of the Note dated 17 July 2008 from the Cambodian Prime Minister to the Thai Prime Minister, the Note dated 18 July 2008 from the Thai Prime Minister to his Cambodian counterpart, including the attached copies of the four Aide-Memoires which Thailand sent to protest Cambodia, as well as copies of the Memorandum of Understanding (MOU) between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Survey and Demarcation of Land Boundary dated 4 June 2000. The Ministry of Foreign Affairs has also circulated all of the afore-mentioned documents to other foreign missions in Bangkok.

Director-General Tharit further explained that the four protests by Thailand to Cambodia were made on the basis of Article 5 of the 2000 MOU, under which both sides agree not to carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone, pending the survey and demarcation of the common land boundary. However, to date, no action whatsoever has been undertaken by Cambodia to address Thailand’s concerns, protests and requests.

The four protests were made, respectively, on 25 November 2004 to protest against the expansion of the Cambodian community and the building of Cambodian local authorities’ offices in such area; on 8 March 2005 to protest against the Cambodia’s activities to construct and improve the road from Komui Village, Chom Ksan District, Preah Vihear Province, to the Temple of Preah Vihear; on 17 May 2007 to object to Cambodia’s nomination file for the inscription of the Temple of Preah Vihear on the World Heritage List and to Cambodia’s Décret Royal on Délimitation du site protégé du temple de Preah Vihear, which encroached into the Thai territory; and on 10 April 2008 to reiterate all of the three preceding protests and request Cambodia’s immediate withdrawal of its military and police forces stationed in the areas under overlapping territorial claims between Thailand and Cambodia.

The overall situation at present remains stable.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ตามเว็บไซต็กระทรวงการต่างประเทศ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.mfa.go.th/web/2642.php?id=25758
อ่านข่าวนี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

July 16, 2008

Demining team kicked off near Preah Vihear Temple area – การเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
Demining team kicked off near Preah Vihear Temple area
July 16, 2008


Demining team kicked off

Demining team kicked off


1. ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ทหารพรานของไทย เหยียบกับระเบิดในการปฏิบัติการในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยมีความกังวลว่า
จะมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ ในบริเวณดังกล่าวและจะเป็นอันตรายทั้งต่อพลเรือนและทหาร อีกทั้งไทยยังมีข้อผูกพันตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ที่จะต้องทำลายหรือดำเนินการให้แน่ใจว่า มีการทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจ หรือการควบคุมของไทย โดยเร็วที่สุดให้เสร็จภายใน 10 ปีหลังจากวันที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับไทย ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2552 กองบัญชาการกองทัพไทย จึงได้ส่งหน่วยเก็บกู้ระเบิด ไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบริเวณที่ตรวจสอบแล้วเป็นดินแดนของไทย


1. On 15 July 2008, a Thai paramilitary ranger stepped on a landmine, resulting in a loss of his right leg, during an operation along the Thai-Cambodian border near the Preah Vihear Temple on 15 July 2008. The incident has caused concern to the Thai authorities as more landmines could remain in the area, posing danger to both civilians and military personnel.
Demining team kicked off 16-7-08

Demining team kicked off 16-7-08

In addition, Thailand also has an obligation under the 1997 Ottawa Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on their Destruction to destroy all anti-personnel mines in mined areas under its jurisdiction or control, as soon as possible but not later than 10 years after the entry into force for Thailand, which will be in 2009. In this regard, the Royal Thai Armed Forces Headquarters has dispatched a demining team into the area, which is confirmed to be within the Thai territory, to clear remaining landmines.


2. ขณะนี้ กองทัพไทยได้ประสานกับฝ่ายกัมพูชา และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะเรียกประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งเป็นกลไก ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของทั้งสองฝ่ายหรือผู้แทนเป็นประธานร่วมและมีการประชุมกันเป็นปกติ ให้มาประชุมกันเป็นสมัยพิเศษ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ที่จังหวัดสระแก้ว เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยประเด็นต่างๆ กันฉันเพื่อนบ้านที่ดี


2. The Royal Thai Armed Forces and its Cambodian counterpart have agreed to convene a special session of the General Border Committee (GBC) on 21 July 2008 in Sa Kaew Province, so that both sides can discuss issues together in a spirit of neighbourliness. The GBC – a bilateral mechanism which is co-chaired by the Thai and Cambodia Ministers of Defence, or their representatives, and meets on a regular basis, was initially scheduled to hold its next session in August 2008.


3. ระหว่างนี้ กองทัพของทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด


3. In the meantime, the armed forces of both sides are in close contact.

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ ตามเว็บไซต็กระทรวงการต่างประเทศ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
http://www.mfa.go.th/web/2662.php?id=25744
http://www.mfa.go.th/web/2642.php?id=25745
อ่านข่าวนี้ จาก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
จับโกหก’หุ่นเชิด’ขายชาติ กรณี ”เขาพระวิหาร”


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

March 21, 2008

อดีตกษัตริย์กัมพูชา ทรงสนับสนุนการรักษาความสงบของ จีน หลังเกิดเหตุในทิเบต


สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของพระองค์ในวันนี้ ว่า


พระองค์สนับสนุนจีนในการรักษาความสงบในทิเบต หลังเกิดเหตุจลาจลจากการประท้วงต่อต้านการปกครองของจีนในทิเบตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมย้ำว่าทิเบตไม่ควรจะแยกตนเป็นเอกราชจากจีน


สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ พระชนมายุ 85 พรรษาได้เสด็จไปรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งในจีนหลายครั้ง และปัจจุบันก็ทรงประทับอยู่ในกรุงปักกิ่งเพื่อตรวจพระวรกาย.


จาก ช่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

February 4, 2008

เทวตำนานเรื่อง การกวนเกษียรสมุทร

ประติมากรรม “เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร”
Scene of the Churning of the Milk Ocean


สถานที่ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของน้ำอมฤตเป็นสถานที่อมตะ มั่งคง ยืนยงสถาพร เช่นเดียวกับ สุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง เป็นอมตะ ความหมายก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด


ในการสร้างประติมากรรมโลหะปิดทองประดับกระจก กว้าง 3 เมตร ยาว 21 เมตร สูง 5.50 เมตรโดยใช้งบประมาณ 48 ล้านบาท


กรมศิลปากรต้องระดมทั้งช่างเอกและศิลปินแห่งชาติร่วม 50 ท่าน ร่วมในการออกแบบและก่อสร้าง และมีขั้นตอน การดำเนินงานที่สำคัญ เช่น 9 ม.ค. 2549 พิธีหล่อหมู่หุ่นนาฏกรรม ณ โรงหล่อพระบุญเรือน จังหวัดปทุมธานี โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และนายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธี


24 ก.พ. 2549 เคลื่อนย้ายหมู่หุ่นนาฏกรรม จากโรงหล่อพระบุญเรือน สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
28 ก.พ. 2549 เวลา 19.09 น. ภูมิปโลฤกษ์ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ของกำลังแผ่นดิน ทำพิธีอัญเชิญพระวิษณุ (พระนารายณ์) ขึ้นประดิษฐานบนยอด มันทรคีรี

airport_bangkok
การกวนเกษียรสมุทร

ตามเทวตำนานการกวนเกษียรสมุทรนั้น พระวิษณุได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน แล้วตรัสให้เหล่าเทวาอสูรช่วยกัน ถอนภูเขามันทรคีรี อันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งมณีนพรัตน์ มาตั้งลงในท่ามกลางทะเลน้ำนมที่สถิตย์ อยู่ใน ไวกูณฑ์สวรรค์ แล้วให้ช่วยกัน เก็บหาสมุนไพรนานาชนิด มาผสมลงในเกษียรสมุทร และมอบหมายให้จอมนาควาสุกรี ใช้ลำตัวมาเป็น เสมือนเชือกพันรอบมันทรคีรีต่างสายชักโยง โดยออกอุบายยกยอให้เกียรติอสูร ว่าพวกใดมีกำลังเข้มแข็งที่สุดใน ไตรภพ(สามโลก) ให้มาชักทางฝั่งเศียรนาค เหล่าอสูรหลงกลรีบตรง เข้ายึด ชักทางเศียรพญานาควาสุกิทันที ฝ่าย เทวดาก็มาชักทางหาง ทั้งเทวดาและอสูรช่วยกัน ชักดึงมันทรคีรีกันอย่างเต็มกำลัง ให้ภูเขานั้นหมุนเพื่อกวนสมุนไพรให้ เข้ากับน้ำนมในทะเล ระหว่างนั้น พญาวาสุกรีนาคราชซึ่งเจ็บและเหนื่อยล้า จากการ ที่ร่างกาย ถูกเสียดสีจากการพัน รอบภูเขา ตลอดเวลา ก็อ้าปากคายพิษเป็นไฟกรดออกมาทีละน้อย ยังผลให้เหล่าอสูรอ่อนแรงไปตามๆ กัน พวกอสูร สำรอกพิษออกมา พระศิวะ ต้องกลืนพิษไว้เองหมด เพราะถ้าพิษ ลงไปโลกมนุษย์แล้ว สัตว์โลก จะตาย กันหมด เหล่าเทวดาที่ไม่โดนไอร้อนของไฟกรด เพราะฉุดทางฝั่งหาง ซ้ำยังมีพระลักษมีปติช่วยบันดาลฝน ให้โปรยปรายชุ่มชื่น ตลอดเวลา

ในระหว่างการกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น มันทรคีรี ซึ่งได้ถูกแรงดึงเสียดสีมานานก็เริ่มเอียงคลอน พระนารายณ์ ทราบความ จึงรีบ อวตารไปเป็น เต่า กูรมาวตาร เพื่อหนุนก้นภูเขาให้ตั้งตรงขึ้นดังเดิมอีกครั้ง พิธีระหว่างเทวดา และ อสูร นี้กินเวลายาวนานนับพันๆ ปี การกวนเกษียรสมุทร ทำให้เกิดของ ทิพย์วิเศษสุด 14 อย่างทยอยกันผุดขึ้นมา ตามลำดับ สิ่งที่ 13 และ 14 ที่ผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน คือ ธันวันตริ ผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ผุดขึ้นมาทูนหม้อน้ำทิพย์อมฤต ในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรต่างแย่งชิง ของวิเศษ 12 อย่าง ที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พระนารายณ์ก็ทรงแบ่งอวตารพระกาย เป็นสตรีรูปงามราวกับพระศรีลักษมี นามว่า โมหิณี ตรงมาคอยยั่วยวน เหล่าอสูร เป็นกุศโลบายให้เหล่า เทวดาได้ดื่มน้ำยมฤตหนึ่งในสี่ส่วนก่อน แล้วที่เหลืออีกสามในสี่ส่วน จะให้เหล่าอสูรได้ดื่มบ้าง ในภายหลัง ในฝ่ายอสูรนั้นมีเพียง ราหู ตนเดียวที่ไม่สนใจนางอัปสร และได้แปลงร่างเป็นเทพเข้ามาดื่มน้ำอมฤต แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ซึ่งเห็น ราหู ปลอมตัวมาเป็นเทพจึงได้ไปฟ้องพระนารายณ์ เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบ จึงขว้างจักรสุทรรศน์ออกไปตัดร่างราหูออกเป็นสองท่อน ในขณะที่กำลังดื่มกินน้ำอมฤตอยู่ แต่ราหูก็ไม่เสียชีวิตด้วยได้ ดื่มน้ำอมฤตเป็นอมตะไปแล้ว ดังนั้น ราหู จึงโกรธแค้นพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก และจะจับกินทุกครั้งที่เจอกัน จากนั้นพระนารายณ์จึงมอบหม้อน้ำอมฤตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่พระอินทร์ เพื่อนำไปเก็บรักษายังสวรรค์ ห้ามมิให้ผู้ใด แตะต้องอีก สุดท้ายฝ่ายเทวดาซึ่งได้ดื่มน้ำอมฤตเรียบร้อยแล้ว ก็ขับไล่ฝ่ายอสูรทั้งหมดลงจากสวรรค์ไปได้สำเร็จของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่าง


1. ดวงจันทร์ พระศิวะหยิบมาปักไว้บนเกศ
2. เพชรเกาสตุภะ
3. ดอกบัวลอยขึ้นมาพร้อมพระลักษมี
4. วารุณี เทวีแห่งสุรา
5. ช้างเผือกเอราวัณ
6. ม้าอุจฉัยศรพ
7. ต้นปาริชาติ
8. โคสุรภี หรือ โคอุสุภราช พร้อมของหอม
9. หริธนู
10.สังข์
11.ปวงเทพีอัปสรสวรรค์
12.พิษร้าย ฝูงนาคและงูสูบพิษไว้
13.ธันวันตริ แพทย์สวรรค์
14.หม้อน้ำทิพย์อมฤต

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

February 3, 2008

Cambodian Children’s Ray of Hopes

Filed under: Uncategorized — accomthailand @ 08:14
Tags: , , ,

Scott Neeson is executive director of the Cambodian Children’s Fund (CCF), a safe house for Cambodia’s orphaned, abandoned, and abused children. Created by Neeson in 2003, the CCF serves 240 children from amongst the most impoverished and uneducated of Cambodia’s population, those at greatest risk of child trafficking. Most of CCF’s children were rescued from Stoeng Meanchey, Phnom Penh’s notorious rubbish dump. It is there that hundreds of other children continue to live and work, picking through the refuse for recyclable metals and hard plastics.

Neeson left a successful career as an executive at 20th Century Fox and Sony, and moved to Phnom Penh in 2004 to work full-time on the charity. The CCF offers shelter, nutritional meals, a comprehensive education that includes English and Khmer reading and writing, math, computer training plus in-house medical services a cultural program of dance and drama, and a vocational training program.Scott Neeson at CCF

“Scott Neeson’s selfless, remarkable commitment to the children of Cambodia represents a genuine profile in courage,” Quincy Jones said in a statement. “I am humbled by what Scott Neeson has done, and am privileged to recognize his contribution by presenting him with the first-ever Q Prize.”
Press Release

Scott Neeson lived a life people dream about. He flew first class all over the globe, hung out with movie stars, and made blockbuster films. But during a vacation in Cambodia, he took a side trip to the massive garbage dumps around Phnom Penh. That’s where he saw hundreds of children picking through the garbage to make a living off recyclables. A year later, he quit his dream job, moved to Phnom Penh and launched the Cambodia Children’s Fund. It provides education, healthcare, and vocational training to more than 200 children.

Watch a video about the children you will work with in Cambodia. The video features Scott Neeson, a former Hollywood executive who changed his life through yoga. He now directs the Cambodian Children’s Fund.
Ray of Hopes

Donations can be made at www. cambodianchildrensfund.org

February 2, 2008

The Churning of the Ocean of Milk

The Churning of the Ocean of Milk or Samudra manthan
by Michael Buckley (excerpted from the Vietnam, Cambodia and Laos Handbook by Moon Publications).
http://www.veloasia.com/library/buckley/churning_milk.html
ไมเคิล บักลีย์

Every culture has its legends of the origin of the species. The Hindu creation myth Churning the Sea of Milk is shown in the bas-relief panel at the East gallery (panel 4) of Angkor Wat. In Hindu mythology, 13 precious things including the elixir of immortality were lost in the churning of the cosmic sea. Finding them again required a joint dredging operation between gods and demons. WallpaperAssisting in this endeavor was the giant serpent Vasuki, who offered himself as a rope to enable twirling of a “churning stick.” The serpent was yanked back and forth in a giant tug-of-war that lasted for a thousand years.

See full size Painting from Painter Harish Johari.

In the bas-relief panel, the front end of the serpent is being pulled by 91 surly-looking asuras (demons), anchored by the 21-headed demon king Ravana; on the right are 88 almond-eyed devas (gods) pulling on the tail, anchored by monkey-god Hanuman. The central pivot, or churning stick, is a complicated piece of imagery. Vasuki has wrapped himself around Mount Mandara, represented by a tower. At one point Mount Mandara started to sink, and had to be propped up by a giant tortoise, an incarnation of Vishnu. The Sea of Milk, or the Ocean of Immortality, is represented by innumerable fish and aquatic creatures, torn to shreds as they swim close to powerful air currents near the churning stick.

The Churning of the Ocean of Milk ที่ ปราสาทนครวัดDirecting operations at the center is the large four-armed figure of Vishnu, closely associated with Angkor Wat’s builder, Suryavarman II. The smaller figure above Vishnu is Indra, god of the sky. The actions of the gods and demons cause Vasuki to rotate the tower-mountain and churn the sea into foam, like a giant cosmic blender. This releases a seminal fluid that creates a divine ambrosia, amrita, the essence of life and immortality. Many other treasures are also flung up. Born of this action are apsaras, or celestial dancers, a purely Khmer innovation. The seductive apsaras promise a joyful existence for those who attain the ultimate incarnation; it is assumed that higher incarnations will be male in form.

According to Angkorologist Eleanor Mannikka, who has been studying the place for over 20 years, the bas-relief has a practical function in marking the number of days between the winter and summer solstices. Mannikka maintains that the 91 asuras mark the 91 days between the winter solstice and spring equinox in March, while the 88 devas represent the 88 days to the summer solstice after the equinox period. Mannikka says this is just one of the hidden cosmological meanings coded at Angkor Wat, and that the temple is remarkably attuned to the movement of the sun and moon.

Bas Relief Angkor Wat

The above image of bas-relief from Angkor Wat,Cambodia, shows Vishnu in the centre, his turtle avatar Kurma below, asuras and devas to left and right.Vishnu in two forms in the story of the Churning of the Ocean of Milk.
Vishnu is seen as a tortoise and in his anthropomorphic form. South section, east gallery of Angkor Wat, Cambodia. Also at South section, east gallery of Angkor Wat Asuras pulling serpent in the story of the Churning of the Ocean of Milk.

See more The Churning of the Ocean of Milk or Samudra manthan at Beng Melea
and lintel from Prasat Phnom Da which today in Musée Guimet
Also the bridge of South Gate of Angkor Thom.

Blog at WordPress.com.