Accom Thailand

May 22, 2009

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 – India’s prime minister sworn in 2nd term


มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกฯ อินเดีย สมัยที่ 2

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอินเดีย สมัยที่ 2  ณ ทำเนียบประธานาธิบดี

มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี


เอเอฟพี – มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อินเดีย สมัยที่ 2 ณ พิธี ที่จัดขึ้น บริเวณ ทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันศุกร์(22) ที่ ผ่านมา

ซิงห์ วัย 76 ปี อ่านคำสัตย์สาบาน เข้ารับตำแหน่ง ต่อหน้า ประธานาธิบดีหญิง ประติภา ปาติล จากนั้น ก็เป็นขั้นตอน การสาบานตน ขอ คณะรัฐมนตรี 19 คน ของเขา

การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้ ทำให้ ซิงห์ กลายเป็น นายกรัฐมนตรีคนแรก ของประเทศ นับตั้งแต่ อดีตนายกรัฐมนตรี จาวาฮาร์ลัล เนรูห์ ก่อน อินเดีย ได้รับเอกราช ที่ได้รับเลือกตั้ง ให้กลับนั่งเก้าอี้ผู้นำ ต่อ อีกสมัย หลังจาก พ้นวาระ การดำรงตำแหน่ง 5 ปีเต็ม

พรรคคองเกรส และ พรรคพันธมิตร มี 262 เสียง จาก สมาชิกรัฐสภา ทั้งหมด 543 เสียง และ ต้องการเพียง 10 เสียง ก็ครองเสียงข้างมาก ในสภา ซึ่งไม่นาน ก็สามารถ รวบรวม เสียงสนับสนุน จาก พันธมิตร ได้ 322 ที่นั่ง มากพอ สำหรับจัดตั้ง รัฐบาลเสียงข้างมาก

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2552 00:40 น.

พิมพ์ ข่าวนี้ มานโมหัน ซิงห์ สาบานตน เข้ารับตำแหน่งนายกฯอินเดีย สมัยที่ 2



Related links : เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง


India’s Election Congress hails India poll victory

bangkokpost
India’s PM sworn in for 2nd term

header_blocks

India’s new government sworn in


India’s prime minister sworn in :


Indian Prime Minister Manmohan Singh and 19 Cabinet ministers were sworn in Friday, officials said. Singh is serving a second consecutive term.
While he and the ministers officially took office, an ally of India’s Congress said it was leaving the governing coalition.

Singh’s office said the Council of Ministers would be expanded over the next few days to include more ministers from different states, the Press Trust of India reported.

Officials of the DMK party, based in Tamil Nadu, said they were breaking off with the governing coalition because of disagreements over ministerial appointments,
the BBC reported.

The DMK said its 18 members of Parliament would not serve in the government but still would support the coalition legislatively.

Analysts say the DMK decision likely wouldn’t deprive the Congress-led alliance of a majority in Parliament, the British broadcaster said.
Published: May 22, 2009 at 8:51 AM by © 2009 United Press International, Inc.
upi_logo (120 x 41)


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below
Advertisements

May 16, 2009

India’s Election Congress hails India poll victory

Filed under: Election,India,photo,Politic,World News — accomthailand @ 19:07
Tags: , , , ,

Congress hails India poll victory

Voting in the Indian election takes place in five phases from 16 April – 13 May. The result is announced on Saturday 16 May. Click on the pictures below to see the phases of voting from BBC.
Battleground map

Battleground map


Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Congress Party coalition are celebrating in India. BBC.

Supporters of the governing Congress Party coalition are celebrating in India after the opposition Hindu nationalist party, the BJP, conceded defeat in the country’s general election.

Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Announcement after early results showed Congress and its allies had done much better than expected. BBC.

A party spokesman made the announcement after early results showed Congress and its allies had done much better than expected and established a clear lead.

Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Congress and its allies are thought unlikely, though, to win. BBC.

Despite the party atmosphere, Congress and its allies are thought unlikely, though, to win an outright majority.

Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Congress and its allies heading for victory in more than 260 seats. BBC.

The Congress alliance has won or is heading for victory in more than 260 seats

Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Prime Minister Manmohan Singh thanked the Indian people. BBC.

Prime Minister Manmohan Singh thanked the Indian people for returning his party to power, vowing Congress would “rise to the occasion”.

Congress hails India poll victory - Day in pictures 16 May. BBC.

Prime Minister Manmohan Singh said he wanted to find a position in his cabinet for Rahul Gandhi. BBC.

Mr Singh said he wanted to find a position in his cabinet for Rahul Gandhi, who is an heir to the powerful, Nehru-Gandhi political dynasty.


Page last updated at 15:37 GMT, Saturday, 16 May 2009 16:37 UK More Pictures of the Day from header_blocks


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

May 4, 2009

ฮิลลารี ป่วย! หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1


ฮิลลารี ป่วย! ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1 หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก

เอเอฟพี – นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ยกเลิก กำหนดนัดพบ บุคคลต่างๆ ของเธอใน วันนี้ (4) หลังมีอาการป่วยจาก โรคภูมิแพ้ เจ้าหน้าที่ ระบุ พร้อมยืนยันว่า เธอไม่ได้ติดเชื้อ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1


“เธอไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัด เธอแค่รู้สึกไม่สบาย” โรเบิร์ต วูด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว “เธอจะกลับมาทำงานในวันพรุ่งนี้ เธอล้มป่วยด้วยโรคภูมิแพ้”
นางฮิลลารี คลินตัน ไปเม็กซิโก พร้อมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามาเมื่อเดือนที่แล้ว

นางฮิลลารี คลินตัน ไปเม็กซิโก พร้อมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามาเมื่อเดือนที่แล้ว


คลินตัน มีกำหนดพบกับ คาร์ล บิลด์ท รัฐมนตรีต่างประเทศ สวีเดน และ เอดูอาร์ด นัลบานเดียน รัฐมนตรีต่างประเทศ ของ อาร์เมเนียใน วันจันทร์ที่ 4 เมษายน แต่ด้วย อาการป่วย ของเธอ ทำให้ต้องเลื่อนคิว นัดไปเป็น วันอังคาร (5)

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ รายนี้เพิ่งเดินทางไปเยือน เม็กซิโก — ศูนย์กลางของ การแพร่ระบาดของ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่– ในช่วงปลายเดือนมีนาคม และ

ทำเนียบขาว เปิดเผย เมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมาว่า หนึ่งในคณะตัวแทน ที่เดินทางไป เม็กซิโก พร้อมกับ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เมื่อเดือนที่แล้ว ถูกตรวจพบว่า ติดเชื้อ เอช1เอ็น1 แต่อาการดีขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ใน วันจันทร์(4) ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มากถึง 286 ราย ใน 36 รัฐทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของ สหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ มีอาการไม่รุนแรง แม้จะมี เด็กชายวัย 23 เดือน ชาวเม็กซิกัน ที่เดินทางข้ามพรมแดนมา พร้อมกับ ครอบครัวยัง รัฐเท็กซัส จะเป็น ผู้เสียชีวิต รายแรก ของประเทศ ก็ตาม และ การแพร่ระบาด ก็มีแนวโน้ม ไม่รุนแรง ไม่ต่างจาก ไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤษภาคม 2552 02:45 น.
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050069


พิมพ์ ข่าวนี้ ฮิลลารี ป่วย! ยันไม่ได้ติดเชื้อ H1N1 หลังเพิ่งไปเยือน เม็กซิโก


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 24, 2009

Thai Premier Abhisit Vejjajiva lifted state of emergency imposed in Bangkok

Filed under: การเมืองภาคประชาชน,การแก้ไข รธน.,ก่อความไม่สงบ,ข่าวการเมือง,ข่าวรอบโลก,ข่าวสังคม,ข่าวเมืองไทย,คดีอาญา,ความขัดแย้ง,ความมั่นคง,ความรุนแรง,คุณธรรม,จริยธรรม,ประวัติศาสตร์ไทย,พ.ร.ก.ฉุกเฉิน,พันธมิตรประชาชน,หมายจับ,หมิ่นเบื้องสูง,อาชญากรรม,เสื้อแดง,conflict,Constitution 2007,criminal,Crisis,Demonstration,PAD,Politic,state of emergency,Thailand,Violence — accomthailand @ 16:14
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva (C) addresses a press conference at the Government House in Bangkok on April 24, 2009


Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva (C) addresses a press conference at the Government House in Bangkok on April 24, 2009. Thai Premier Abhisit Vejjajiva lifted a nearly two-week-old state of emergency imposed in Bangkok amid violent protests, but the government said some troops would remain on the streets.

อ่าน Details in Thai – รายละเอียด
From daylife.com – 24 April 2009


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 23, 2009

FT’s Interview with Abhisit Vejjajiva – นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ FT

ftlogo23
Interview with Abhisit Vejjajiva

Published: April 23 2009 12:11 | Last updated: April 23 2009 12:11

Here is the full transcript of an interview with Abhisit Vejjajiva, prime minister of Thailand by Tim Johnston and David Pilling in Bangkok on 23 April 2009.

Listen to an audio version of the interview

The Financial Times: Thailand has always had this reputation of being a jewel in Asia, one of the strongest tigers, people were comparing it to Taiwan: now the comparison is much more with countries like the Philippines. Something seems to have gone seriously wrong. Have things really got that bad?

Abhisit Vejjajiva: I think there are some major challenges we have to face up to. First of all, I think the last couple of years have seen a trend where there’s a breakdown of law and order.

In the past I think we have had problems with enforcement of the law, but perhaps at street level, and maybe in terms of some loopholes and not so strict enforcement of the law. But for the bigger picture in terms of disorder in general that has not been the case. Clearly that changed over the last two to three years. And it’s one of the main reasons why I felt the government had to put that right.

Secondly, I think there has been a division that has run throughout the last four or five years of political conflict where we try to get to grips with what democracy entails.

I have always maintained that to say that the conflict at the moment is a rural-urban divide, or some kind of class divide, is not identifying the problem right. There may be elements of that, just as you see different views of urban rural voters everywhere.

But you cannot say, for instance, that the people who support Thaksin do not include the very rich, the middle class. At the same time, clearly opposition to him, say people who joined the PAD, include a lot of rural people. Even the voting for the democrat, or Puea Thai , or PPP or Thai rak Thai in regions where each party wins overwhelmingly – that means rural supporters.

That’s missing the point. The real point is the expectations that people have of what democracy entails. And one group clearly stresses the will of the majority, which of course is correct. Therefore they think that once there’s an election outcome that’s that.

The other group does not necessarily deny this but maintains, and I think correctly too, that democracy entails a limited government: a majority does not give you the licence to put yourself above the law, whether it is election law or whether it is corruption law.

Of course when you resolve the issues who has broken or violated the law or not, you rely on the courts or other such organizations. Which in all democracies are not elected.

So there seems to be a confusion of this.

And essentially what has made things perhaps worse is that one group goes too far to say you can use political solutions for what is strictly legal problems and the other group goes so far as to say you can use legal solutions for political problems.

So that’s where we’re at and that’s what my government wants to put right.

FT: Your problem in terms of perception, certainly international perception, is that you would appear to be on legal not the democractic side?

Abhisit: I don’t think that’s fair. For one thing, I have been in electoral politics for almost two decades now, and my stance on every single issue throughout the 18 years that I have been in politics is clear: I do not support undemocratic means.

But when things were breaking down prior to the last coup it was clear that we had an elected government that clearly violated democratic principles. You are talking over 2,000 people dead, from policies that clearly violate human rights. You have seen blatant interferences with the various organizations that are supposed to be neutral including the electoral commission. So we voiced opposition to that. I myself have stuck with the parliamentary system. And I have never moved out of that realm. When the protest took place last year, every time the protestors did things that I felt were not right, I voiced my disagreement.

After the coup, my position was also clear. I disagreed with it, but I thought the quickest and smoothest way of returning to things back to normalcy was not to have violence in the street but to make sure that the coup leaders stuck to their pledge that they would return power to the people in a timeframe of say a year, which they did.

And the constitution itself passed a referendum, and although we don’t like all the provisions in it, it received the support of the majority of the Thai people and it should be amended once we return to normalcy.

And the constitution itself may have provisions that parties might think inappropriate. But they accepted it, they accepted the rules when they participated in the elections and when they violate the rules they have to accept the consequences.

FT: Which provisions do you find unacceptable?

Abhisit: We said that a number of sections or articles which we feel should certainly be amended, on the role of MPs, on the senate and so on.

FT: Would you like to see an elected senate?

Abhisit: Yes

FT: Would you like to scrap the provision that has political parties disbanded for the misdemeanours of single officials?

Abhisit: I disagree with this disbanding parties but I think that we have to also get the balance right in that sometimes the executive committee knows what’s going on and is basically party to the violation and they should accept the consequences.

You may recall when the Thai rak Thai party was disbanded, I was of the opinion that a new party set up should be able to be called Thai rak Thai, if the members so wished. My stance on this has always been clear.

But it is one thing to say that’s a problematic provision and it should be amended, and another to say that somebody who has direct vested interest should be pushing for that as almost personal agenda, which obviously will only provoke opposition, which is what happened last year.

Which is why, when I took over, my offer was that it was best to have a neutral organization — maybe academics — who can begin setting the ball rolling about what should be or not be in the constitution to remove any suspicion that politicians are doing this for ourselves.

Unfortunately, the opposition turned that offer down. It wasn’t us that stopped the process going, it was the opposition who refused the offer. So I was in the process of trying to find a new process and then all these events took place.

At the same time it is also clear that, while the majority of protestors had these genuine feelings of injustice and wanted a better form of democracy, it cannot be denied that a core group of people leading the protests also wanted violence and were more interested in their personal agenda.

FT: It seems on the surface that the country is entirely divided and when one party is in power the other feels entirely unrepresented. How do you convince the red shirts that you represent their interests?

Abhisit: There is a clear difference. When Thaksin was PM, he said that he would look after the interests of people who voted for him first. I have never done that, and in all my time in office I have never discriminated against any group of people and when they have peaceful protests and when they voice opposition through various media I never interfered. I listend to them. I took the cause of constitutional amendments which I was not so keen on last year, given these circumstances, and I actually conceded to get the process going.

That’s just one issue that proves that I am here to work for everybody and all the policies that I have implemented and designed in no way discriminate against one group or another. In fact it could even be argued that the package that we put through in terms of the economic stimulus, particularly how much money were are putting to support agricultural prices, giving income support to low income people, you could even argue that these were addressing the people who traditionally didn’t vote for us.

FT: That is precisely what you should have been doing, isn’t it?

Abhisit: Which I have done, which is why I think I have proved that I am not here to protect any group’s interest. I am here to work for everybody.

FT: In which case, why don’t you call an election?

Abhisit: Two reasons, the first is that the opposition do not accept the current rules. Now, if I called an election and say a party was involved in election fraud and they got disbanded again, then what’s going to happen? We just back to where we are.

And you know much is made of me. I read stories saying I lose elections by a landslide: actually there was just 100,000 votes separating us and them, out of 30m. In January we won 21 out of 27 byelections, almost all in rural constituencies. The issue is not whether I would win or not, but first, would the rules be accepted, would we not just end up in another cycle of election fraud, disbanding of parties, feelings of injustice and adding anger to the cycle.

Second issue is the protestors have openly stated that they would not allow us to campaign in certain areas, That is not a condition for free, fair and democratic elections. We saw glimpses of that during the byelections. It doesn’t help if elections turn violent, if you are going to divide a country into regions where one party can campaign and one cannot. I wanted to make sure that these feelings die down before we move to the elections.

That’s leaving aside the previous three months where it was clear it was time for Thailand to have some stability, get some medicine for the economic downturn and address the concerns of the majority of people, which are actually economic.

FT: You said that some of the protesters had a genuine feeling of injustice. Do you think that was justified or do you think it was a problem of perception?

Abhisit: A little bit of both. I think there are cases where they have the right to feel injustice. I can understand them feeling the cases against PAD have been slow.

But the problem is that PAD action didn’t take place during my administration and the process that began to investigate.

FT: It not just that you are or are not prosecuting the yellow shirts, they see the system being stacked against them.

Abhisit: That can’t be right given that the police have been accused of being on… certainly not on the government’s side. So it is not the system. The cases where there was clear violence during the PAD protest – one famous picture on international media was use of gunfire into a group of protestors. That took place in if I remember correctly, August. When I came in there was not progress, and the first thing I did when I came in was call in the chief of police and said, look: that’s a blatant instance where somebody has to be prosecuted and arrest warrants were issued after that.

The people who oppose my government, might feel why did it take four or five months. But they forget that I wasn’t in power.

FT: You were voted in on December 15. The airport protests ended two weeks before you came to power, but four months on nothing has been done.

Abhisit: I have summoned the police chief and expressed my concern that the case is ruling slowly and they have made some progress. They dealt with the Government House occupation first and they have now issued warrants and summons for people involved and they are moving on to the airport case. Frankly speaking, all these issues I said I would try to clear up after what was supposed to be the East Asia summit, because I put clear priorities about getting the economic package in place and finalizing the details of next year’s annual budget and then we have this very important summit coming up and I said that after that was cleared up we would be talking about the constitution and clearing up all the pending cases as quickly as possible. But unfortunately all these events took place before.

FT: You are on record saying during the airport siege that it would not be a good idea for the army to go in, yet you put the army on the streets last week. What changed?

Abhisit: I am not to sure that the degree of violence as expressed during the two protests was the same. If you listen to the protestors on these occasions. But leaving that aside, the difference is this: once people were in government house, once people were in the airport any kind of military operation I think would have been extremely risky. And I took a similar decision on night of 13th (April) when there were about 4,000 people at most, and maybe less than 2,000 in the end people surrounding government house. My decision was not, at the end, for the military to go in, but to negotiate.

But the incidents that took place before that, you know, the various intersections in Bankok, the gas truck and so on: they had to be cleared. They were basic rioting, while the protest at government house was not. So what I did was I cleared the points of riots, but not the mass protests. So nothing’s changed.

FT: Moving on: the blue shirts?

Abhisit: I have already said we should not create a new colour.

FT: Was someone in your party trying to create a new colour?

Abhisit: Not in my party. The interior ministry wanted to run a campaign about protecting the monarchy. So they had these volunteers, blue shirts, but since there is now a suspicion that this would transform into something else.

The colour blue, I guess they took it from the flag.

FT: So the blue shirts down in Pattaya were organized by the interior ministry?

Abhisit: In Pattaya was another story. It was local people, volunteers and so on. Whatever. But now that it’s created a suspicion and fear that it would transform into something else, I say, look lets put an end to this.

FT: Who were the ones down in Pattaya: Khun Newin was seen down there on the back of a bike with his hat pulled down over his eyes…

There were lots of politicians down there.

FT: There is prima facie evidence that he was involved in organising a group of thugs with masks, sticks and at least one gun.

Abhisit: My instructions were clear that there should be no violence and the following incident that took place where there had been violence from both colours will be investigated and treated fairly.

FT: Have you got assurances from Khun Newin that he wasn’t involved in that incident.

Abhisit: I haven’t talked to him. Investigations will continue and whoever is involved will have to be investigated.

FT: Including Khun Newin if he is shown to be involved?

Abhisit: If he is involved, yes.

FT: You mentioned earlier on the class war aspect, which seems to be a new and disturbing element.

Abhisit: It is part of the propaganda.

FT: Do you think it is getting traction?

Abhisit: It is something that resonates with groups of people, but I maintain that if you look at the policies of this government, there is certainly no class bias in any of the policies that we implement or design.

FT: What about the ‘democracy of the rich’ that some commentators like Thitinan Pongsudhirak have posited?

Abhisit: He must prove his case. What policies have I adopted and designed that have favoured the rich. The complete opposite is true. It is odd to accuse a government of being a government for the rich when most of the policies are designed for the poor. It just doesn’t make sense. And how can you explain the voters in the south? Are they rich? That is the second poorest region from the northeast and they have consistently supported us. I really can’t understand why these very basic facts are conveniently ignored.

FT: You said it resonates with certain groups, why do you think that is?

Abhisit: It resonates everywhere.

FT: Do you think it could become a problem for you?

Abhisit: Of course it could become a problem such divisions, or any kind of divisions took place: class, ethnic, religious… all very dangerous. Which is why we need to address this very basic fact that why would we want to support anybody who wants to divide the country. Why not support someone who wants to unite and why not take a little care to analyse the truth or verify what is being claimed: just as I have mentioned, very basic facts about the rural/urban rich/poor divide. How you explain the voters in the south, how do you explain the voters in Bangkok? Bangkok has not consistently voted for us, we’ve lost two previous general elections in Bangkok. We’ve only won the gubernatorial elections and the last general elections.

FT: Another disturbing development: a number of businesses seem to have been targeted. Thailand’s business life hasn’t really been affected by the political upheavals in the past: is this bleed into commercial side worrying you?

Abhisit: It certainly goes to show that the person who wants to divide a country will not stop at any point, they will drag everybody into conflict.

FT: Do you think Khun Thaksin is that person?

Abhisit: He has openly said so.

FT: Do you think he is the ideological leader of the red shirts?

Abhisit: I wouldn’t say ideological, he is the leader.

FT: What is his role?

Abhisit: You can ask the protesters.

FT: What about the pursuit: are you talking to Nicaragua, the United Arab Emirates?

Abhisit: Yes. We want every Thai to be under the same law.

FT: So you would like to get him in Thailand?

Abhisit: I have always said so.

FT: Would that not be destabilising, to have him in a court in central Bangkok?

Abhisit: It is our responsibility to handle that and I think more and more people who have legitimate causes concerning injustice and democracy are now going to distance themselves from people who want to provoke violence and have their own personal agenda.

FT: You have had to clamp down on democracy to hold this situation together…

Abhisit: I would not clamp down on democratic rights. I have asked and in the parliamentary debate I am participating in now, I am saying that the emergency decree will be lifted very soon and protest demonstrations can resume. The only thing we will not allow is inciting violence and rioting.

FT: When will the emergency be lifted, can you give us a time scale?

Abhisit: A few days time.

FT: By early next week?

Abhisit: Possible.

FT: Does that mean that some of the radio stations and websites that have been blocked will be allowed to reopen?

Abhisit: Yes, so long as they don’t violate the law.

FT: And that is incitement to violence?

Abhisit: Yes. I am sure you wouldn’t allow people in your country to go on radio and television and say ‘let’s to and burn that place down, let’s go and kill that person’. I’m sure not.

FT: What about the economic fallout. You said yesterday possibly five per cent contraction this year?

Abhisit: Yes

FT: Is that a worst case scenario or is that a realistic scenario?

Abhisit: Much depends on the global economy itself, which again I’m not sure anybody can make predictions with certainty, but I think a range of –3 to –5 is realistic for us.

FT: The central Bank just dropped to 3.5. Is 3.5 with risks on the downside what you are looking at?

Abhisit: Yes.

FT: Khun Korn said you might boost your stimulus package to try and mitigate some of the effects of this crisis.

Abhisit: We have already outlined the basic framework for the second round of stimulus, I don’t think that needs to be changed. We have to work out all the details, particularly the source of financing?

FT: What percentage of GDP would that be roughly?

Abhisit: It’s a funny game, because it depends on how you lump things, and we are talking about a stimulus that runs on for three years. I see lots of these between-country comparisons, and I don’t think they are comparable.

FT: But could you give a rough figure?

Abhisit: Do you want the three years or the one year?

FT: One year?

Abhisit: But that’s not how other countries do it.

FT: How about three years?

Abhisit: If it is three years… It is almost 15 per cent. But over three years, so that would be 5 per cent a year.

FT: Do you get any impression that business is running shy because of these problems?

Abhisit: Of course all these events will raise real concerns.

FT: Have you had concerns from the Japanese: they used to see Thailand in a sense as an insurance policy against China – China + 1 – and that one was often Thailand, but that kind of political security might be fast disappearing. Have you had expressions of concern?

Abhisit: I’m sure there are concerns everywhere, and we will have to move very swiftly to address those concerns. The steps to doing that for me are clear: I think on the economic policy side we’ve been very good touch with these people about what needs to be done, so that is not so much the concern, and again the fundamentals in terms of the financial system here, the basics are OK. The political situation for me is first restore law and order and two seek a political solution.

FT: Fairly chaotic scenes yesterday, do you get the impression that….

Abhisit: It wasn’t too bad compared to other occasions and a lot of people thought it was pretty subdued.

FT: Do you have the feeling that the other side are willing to bridge this divide?

Abhisit: Parts. Or Some. Or maybe a majority, I don’t know. Not all of them obviously.

FT: Do you think it is a possible task?

Abhisit: I do. I do. I still believe the majority of people don’t want to see violence, don’t want to see neverending conflict, don’t want to see their pockets hurt by dragging this on.

FT: Could we talk about the king?

Abhisit: We can.

FT: I am aware this is a sensitive topic, but Mr Thaksin has obviously made some accusations that the king is much more involved in politics?

Abhisit: He’s accusing everybody. Who hasn’t he accused? And I don’t know whether he was correctly reported in your paper…

FT: Yes is the answer…

Abhisit: But we checked up on the answer and the meeting referred to did not in any way discuss the coup. We checked on that. So we are very concerned with that interview so we checked on the facts and clearly it was not true. And its odd that he should be referring or citing someone who wasn’t at the meeting to make such claims and again it is part of his agenda.

FT: So what he said was purely fictitious?

Abhisit: Not true, yes.

FT: Thailand has a great deal of love and emotion invested in his majesty. When the time comes for a succession, there is going to be a flood of emotion, it is going to be very difficult to handle, it is going to be a very unsettling time for Thailand. How do you see that working out?

Abhisit: I think we have to see the institution as an institution and the monarchy remains above politics and the monarchy continues to be involved in a lot of work for the people. Obviously his Majesty the King in six decades of wisdom and efforts for the Thai people, and just as in any country organisation if and when there should be a process of succession, the situation will evolve. Sixty years ago when his majesty acceded to the throne, again, the role of the monarchy was again different from what it subsequently became.

FT: And you think that process of evolution will continue?

Abhisit: It is something that I’m sure that Thais can work out.

FT: As you say, His Majesty has withdrawn from politics…

Abhisit: He hasn’t withdrawn from politics. He’s always remained above politics.

FT: Do you see the king, do you discuss the political situation?

Abhisit: In parliamentary systems you report.

FT: So you have regular meetings?

Abhisit: All prime ministers do.

FT: What is the tone of those meetings?

Abhisit: You report

FT: When was the last time you saw the king?

Abhisit: It was in February I think. But obviously I have had some audiences with His Majesty and his family on other occasions, but officially to go and report, that was February.

FT: But not since the Pattaya…

Abhisit: Not yet

FT: But that is something that needs to be….

Abhisit: I have to carry out my duties.

FT: The PAD dressed itself up as the great defenders of the monarchy in a very polarised political situation and in some ways they dragged the monarchy into the centre of the political debate. Is that a concern that you have?

Abhisit: I said on the first day of assuming office that one of my key objectives is to make sure that nobody should drag the monarchy down into conflict, whatever intentions they may have.

FT: What about the Lese Majeste law? It has caused Thailand some very bad publicity, do you think it needs to be changed?

Abhisit: I think the way it is enforced needs to be managed.

FT: What does that mean?

Abhisit: It means that there has to be clear guidance as to what the law says and how people who violate the law or are suspected of violating the law should be treated. I think the problem has been either too liberal an interpretation of what it means and also some actions that only create more confusion and conflict surrounding the law.

FT: Can you give me specifics on that?

Abhisit: The latest case with Prachatai website was definitely mishandled and certainly went against my policy and apparently action was taken by people who were not supposed to be in charge of this issue.

FT: That wasn’t under the Lese Majeste law, it was under the computer crimes act?

Abhisit: That’s what I mean. People went to the people who handle the computer crimes and used this and that reason and it turned out like that.

FT: And your ability to influence and control that…?

Abhisit: Before the prachatai case I thought that there had been quite a good working relationship between people who run websites, the police who are working on this.

FT: And that broke down?

Abhisit: I hope that was an isolated incident and would be put right

FT: What happens next: what’s the next few weeks and months?

Abhisit: Emergency decree lifted, I hope that parliament has some mechanism to move forward with a political solution that is acceptable to all.

FT: What might that look like?

Abhisit: Talks of some kind of commission on political reform, constitutional amendments.

FT: Talking to people like Khun Thaksin?

Abhisit: What about?

FT: So you want an institutional solution?

Abhisit: Yes. Sure.

FT: And the time frame?

Abhisit: And that should also involve a clear time frame.

“FT” and “Financial Times” are trademarks of the Financial Times.
© Copyright The Financial Times Ltd 2009.


แปลและเรียบเรียงจาก – FT : Interview with Abhisit Vejjajiva
เขียนโดย kan · หมวดหมู่ การเมือง
นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ FT : การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง ความล่าช้าคดีพันธมิตรฯ และเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เชื่อความแตกแยกไม่ใช่สงครามชนชั้น

April 26, 2009

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ประเทศไทยเคยมีชื่อเสียงว่าเป็นดังมณีของเอเชีย, หนึ่งในพยัคฆ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง, ผู้คนมักจะเปรียบเทียบกับไต้หวัน : แต่ตอนนี้การเปรียบเทียบประเทศเริ่มละม้ายฟิลิปปินส์เข้าไปทุกที มีบางอย่างที่ดูเหมือนจะผิดพลาดอย่างร้ายแรง มีอะไรที่ผิดพลาดเช่นนั้นหรือไม่?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามีความท้าทายใหญ่ๆที่เราต้องรับมือ อันดับแรกสุดเลย เราเห็นแนวโน้มของการทำลายระบบนิติรัฐในสองสามปีที่ผ่านมา

ในอดีตผมคิดว่าเรามีปัญหากับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งบางทีอาจเป็นที่ระดับท้องถนน หรือบางทีอาจจะเป็นช่องโหว่ หรือไม่ก็เป็นเพราะการผ่อนคลายในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในภาพใหญ่ เราไม่ได้มีปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในภาพรวม เป็นที่แน่ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วจากเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ภาพอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ที่มา - PoliticalBase

ภาพอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ที่มา - PoliticalBase

ประการที่สอง, ผมคิดว่าเรามีความแตกแยก จากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากที่เราต้องทำความเข้าใจผลลัพธ์จากกระบวนการประชาธิปไตย

ผมยังคงยืนยันเสมอว่า ความเชื่อที่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องการแบ่งแยกระหว่าง เมืองและชนบท หรือเป็นเรื่องของการแบ่งแยกทางชนชั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มันอาจมีส่วนอยู่บ้าง ดังที่เราเห็นภาพของผลการเลือกตั้งในเมืองและชนบทที่เกิดขึ้นทั่วๆไป

แต่คุณไม่สามารถพูดได้ว่าผู้คนที่สนับสนุนคุณทักษิณไม่มีคนรวย หรือคนชั้นกลางร่วมอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกันฝ่ายตรงข้าม คือคนที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีคนชนบทอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน และก็มีกระทั่งคนที่ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์, หรือเพื่อไทย หรือพลังประชาชน/ไทยรักไทย ในท้องที่ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้งโดยภาพรวมมาก นั่นก็หมายถึงผู้สนับสนุนที่เป็นคนชนบทเช่นกัน

นั่นจึงเป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อกระบวนการประชาธิปไตย กลุ่มหนึ่งเน้นถึงเจตจำนงค์ของคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ต้องยอมรับ

ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้ถึงกับปฏิเสธ แต่ก็ยืนยันว่า, ซึ่งผมก็คิดว่าถูกต้องนะ, กระบวนการประชาธิปไตยหมายถึงการที่รัฐบาลมีอำนาจจำกัด ผลลัพธ์จากคนส่วนใหญ่ไม่ได้มอบอำนาจให้คุณทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการเลือกตั้ง หรือกฎหมายการคอรัปชั่น

แน่นอนว่าเมื่อคุณแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการละเมิดกฎหมาย คุณต้องเชื่อใจศาลหรือองค์กรอ่น ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยมักจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้นมันจึงมีความสับสนในเรื่องเหล่านี้

และที่สำคัญ ที่ทำให้เรื่องเลวร้ายลงก็คือ มีบางกลุ่มไปไกลขนาดที่ว่าให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แก้ปัญหาด้านกฎหมาย ในขณะที่อีกกลุ่มก็ไปไกลขนาดที่ว่าให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายแก้ปัญหาทางการเมือง

นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และรัฐบาลของผมก็จะต้องพยายามแก้ไขให้ถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ปัญหาของคุณในแง่ภาพลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ คือดูเหมือนว่าคุณจะอยู่ข้างกฎหมาย ไม่ได้อยู่ข้างหลักประชาธิปไตยหรือไม่?

อภิสิทธิ์ : ผมว่ามันไม่เป็นธรรมเท่าไหร่นะที่มองกันเช่นนั้น อย่างน้อยผมก็อยู่ในการเมืองแบบเลือกตั้งมาเกือบสองทศวรรษ จุดยืนหนึ่งของผลตลอดเวลา 18 ปีในการเมืองก็ชัดเจน : คือผมไม่สนับสนุนกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนรัฐประหารครั้งก่อน มันชัดเจนว่าเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย คุณกำลังพูดถึงผู้เสียชีวิตจำนวน 2,000 คน จากนโยบายที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน คุณได้เห็นการแทรกแซงองค์กรอิสระซึ่งถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นกลาง อาทิเช่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้นเราจึงคัดค้านเรื่องดังกล่าว ผมติดอยู่ในระบอบรัฐสภา และผมก็ไม่เคยออกนอกแนวทางนี้ เมื่อการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อปีกลาย ทุกครั้งที่ผู้ประท้วงทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ผมก็จะพูดในสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย

หลังการรัฐประหาร จุดยืนผมก็ชัดเจน ผมไม่เห็นด้วยกับมัน แต่ผมก็คิดว่าวิธีที่เร็วที่สุด และราบรื่นที่สุดในการกลับคืนมาสู่สภาวะปกติไม่ใช่เป็นการสร้างความรุนแรงในท้องถนน แต่คือการทำให้ผู้นำการรัฐประหารต้องยึดมั่นในคำสัญญาว่าพวกเขาจะคืนอำนาจให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่บอกไว้ว่าประมาณ 1 ปี

ตัวรัฐธรรมนูญเองก็ผ่านการลงประชามติ แน่นอว่าเราอาจไม่ชอบเงื่อนไขทั้งหมด แต่มันก็ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และมันก็ควรจะได้รับการแก้ไขเมื่อเรากลับคืนสู่สภาวะปกติ

และตัวรัฐธรรมนูญเองก็อาจมีเงื่อนไขที่พรรคการเมืองมองว่ามันไม่เหมาะสม แต่พวกเขาก็ยอมรับมัน พวกเขายอมรับกติกาเมื่อพวกเขาเข้าร่วมการลงสมัครเลือกตั้ง และเมื่อพวกเขาละเมิดกติกาพวกเขาก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เงื่อนไขใดที่คุณมองว่าไม่สามารถยอมรับได้

อภิสิทธิ์ : เราได้พูดว่ามีบางมาตราที่เรารู้สึกว่าจะต้องแก้ไข เช่นบทบาทของ ส.ส. หรือ วุฒิสมาชิก และอื่นๆ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณอยากให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งไหม?

อภิสิทธิ์ : แน่นอน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณอยากจะขัดเกลาเงื่อนไขที่ให้มีการยุบพรรคการเมือง จากการความผิดลหุโทษทางอาญาของเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค แต่ผมคิดว่าเราต้องวางสมดุล กับการที่คณะกรรมการบริหารพรรครู้ว่าการละเมิดกฎหมายของพรรค และพวกเขาต้องยอมรับผลพวงจากการกระทำนั้น

หากคุณยังจำได้เมื่อตอนที่มีการยุบพรรคไทยรักไทย ผมเป็นเสียงหนึ่งที่บอกว่าพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นต้องสามารถใช้ชื่อไทยรักไทยได้ หากสมาชิกปรารถนา จุดยืนผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจนมาตลอด

แต่สิ่งที่สามารถพูดได้ก็คือเงื่อนไขที่เป็นปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไข และอีกอย่างที่ควรตระหนักก็คือคนที่มีผลประโยชน์โดยตรง และต้องการผลักดันเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นวาระส่วนตัว จะสร้างเงื่อนไขให้มีการต่อต้าน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีกลาย

นี่จึงเป็นสิ่งที่ เมื่อผมเข้รับตำแหน่งผมจึงอยากให้องค์กรที่เป็นกลาง — บางทีอาจจะเป็นสถาบันการศึกษา — เป็นคนเริ่มกระบวนการ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่านักการเมืองทำเรื่องเหล่านี้เพื่อตัวพวกเขาเอง

น่าเสียดายที่ฝ่ายค้านปฏิเสธข้อเสนอนี้ มันไม่ใช่เราที่ยุติกระบวนการดังกล่าว มันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ปฏิเสธข้อเสนอ ดังนั้นผมจังอยู่ในกระบวนการที่จะค้นหาแนวทางใหม่ เพื่อให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น

ในเวลาเดียวกันในขณะที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่มีความรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ถึงความไม่เป็นธรรม และต้องการรูปแบบประชาธิปไตยที่ดีขึ้น แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกนนำผู้ชุมนุมประท้วงต้องการความรุนแรง และสนใจผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เมื่อมองจากผิวหน้า ดูเหมือนว่าประเทศถูกแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ในขณะที่พรรคหนึ่งได้อำนาจ แต่อีกฝ่ายมองว่าไม่มีใครเป็นตัวแทนของพวกเขาเลย คุณจะทำอย่างไรเพื่อชักจูงให้คนเสื้อแดงมองว่าคุณเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพวกเขาด้วย?

อภิสิทธิ์ : มีความแตกต่างที่ชัดเจน เพราะเมื่อคุณทักษิณเป็นนายกฯ เขาได้กล่าวว่าจะดูแลประโยชน์ของคนที่ลงคะแนนให้เขาก่อน ผมไม่เคยทำเช่นนั้น และตลอดเวลาที่ผมรับตำแหน่งผมไม่เคยแบ่งแยกใคร เมื่อมีการประท้วงแบบสันติ หรือมีการคัดค้านต่อสื่อที่หลากหลาย ผมไม่เคยเข้าไปแทรกแซง ผมรับฟังพวกเขา ผมผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่ผมไม่เคยต้องการเมื่อปีกลายเลย ถ้ามองแบบนี้ความจริงผมควรจะยุติไม่ให้กระบวนการเดินหน้าไป

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่พิสูจน์ว่าผมอยู่ที่นี่เพื่อทำงานให้ทุกคน และทุกมาตรการที่ผมได้ออกไป ก็ไม่เคยมีการแยกเขาแยกเรา ในความเป็นจริงแล้วมันสามารถมองได้ว่าแพ็คเกจที่เราได้ผลักดันในแง่ของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจำนวนเงินที่เราได้ใส่ลงไปในการพยุงราคาพืชผล ให้เงินสนับสนุนคนที่มีรายได้น้อย คุณสามารถมองได้ว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ให้กับคนที่ไม่เคยลงคะแนนให้เรา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการทำใช่ไหม?

อภิสิทธิ์ : อะไรที่ผมทำ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมได้พิสูจน์ตัวว่าผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของใคร ผมอยู่ในตำแหน่งเพื่อทำงานให้กับทุกคน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่ยุบสภาด้วยเหตุผลอะไร?

อภิสิทธิ์ : ด้วยสองเหตุผล, ประการแรกฝ่ายค้านไม่ได้ยอมรับกติกาปัจจุบัน หากผมยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
หากมีการกระทำผิดและมีการยุบพรรคเกิดขึ้นอีก อะไรจะเกิดขึ้น? เราก็ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีก

มีคนพูดถึงผมมาก ผมอ่านเรื่องราวที่บอกว่าผมแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย : ความจริงมันก็มีเพียง 100,000 คะแนนที่เป็นส่วนต่างระหว่างพวกเขากับพวกเรา จากทั้งหมด 30 ล้านคะแนน ในช่วงเดือนมกราคมเราชนะการเลือกตั้งซ่อมถึง 21 จาก 27 ที่นั่ง ทั้งหมดก็อยู่ในพื้นที่ชนบทด้วย ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าผมจะชนะหรือไม่ แต่สิ่งแรกคือกติกาต้องได้รับการยอมรับ เราต้องไม่ไปตกอยู่ในวงจรที่ว่า มีการทำผิดกติการเลือกตั้ง มีการยุบพรรค คนรู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรม แล้วก็เพิ่มความโกรธแค้นต่อไป

ประเด็นที่สอง คือผู้ประท้วงมีการปราศรัยอย่างเปิดเผยว่าจะไม่ยอมให้พวกเราหาเสียงในบางพื้นที่ นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ประชาธิปไตยที่เสรี และเป็นธรรม เราเห็นแนวโน้มนี้ในช่วงการเลือกตั้งซ่อม ถ้าคุณแบ่งประเทศออกเป็นส่วนๆ ให้พรรคการเมืองหาเสียงได้เฉพาะในพื้นที่ของตัวเอง มันไม่ได้ช่วยอะไร หากการเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ผมต้องการให้ความรู้สึกนี้จางหายไปก่อนที่เราจะมีการเลือกตั้ง

นอกจากนี้มันก็ชัดเจนว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เป็นเวลาของประเทศไทยที่ต้องการเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถใช้ยารักษาความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และทำตามความต้องการคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณบอกว่ามีผู้ประท้วงบางส่วนรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ถึงความไม่เป็นธรรม คุณคิดว่ามันมีข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงความรู้สึก?

อภิสิทธิ์ : ผมมองว่ามันมีทั้งสองส่วน ผมคิดว่ามันมีบางกรณีที่พวกเขามีสิทธิที่จะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ผมเข้าใจถึงความรู้สึกพวกเขาต่อคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า

แต่ปัญหาคือคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ และการสอบสวนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นขณะผมรับตำแหน่ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เมื่อคุณไม่มีการฟ้องร้องพวกเสื้อเหลือง คนก็มองว่าคุณทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป

ปกหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับที่ 24 หน้าปกเป็นภาพการ์ดกลุ่มพันธมิตรขณะใช้อาวุธปืน, ที่มา - สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ปกหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับที่ 24 หน้าปกเป็นภาพการ์ดกลุ่มพันธมิตรขณะใช้อาวุธปืน, ที่มา - สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

อภิสิทธิ์ : มันไม่ใช่หรอกครับ ตำรวจกำลังดำเนินการฟ้องร้องอยู่… แต่แน่นอนว่าปัญหาไม่ได้มาจากซีกรัฐบาล ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เป็นปัญหาจากระบบ คดีหนึ่งที่เป็นความรุนแรงอย่างชัดเจนในช่วงการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ — คือรูปที่เป็นที่รู้จักดีในสื่อต่างชาติ ที่มีคนใช้ปีนในกลุ่มผู้ประท้วง นั่นเกิดขึ้นเมื่อ…หากความจำผมไม่ผิด คือเดือนสิงหาคม เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งผมยังไม่เห็นความคืบหน้าเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อผมเข้ามารับหน้าที่ คือเรียกผบ.ตร. เข้ามาแล้วพูดว่า นั่นเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งมากเลยนะ ใครสักคนจะต้องฟ้องคดีนี้ และหมายจับก็ถูกออกหลังจากนั้น

คนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลอาจมองว่าทำไมมันจึงใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือน แต่พวกเขาลืมไปว่าผมไม่ได้มีอำนาจตอนนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้รับเลือกเป็นนายกฯเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม การประท้วงที่สนามบินสิ้นสุดลงสองอาทิตย์ก่อนคุณเข้ามามีอำนาจ แต่สี่เดือนผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : ผมเรียก ผบ.ตร. เข้ามาแล้วบอกถึงความกังวลว่าคดีดำเนินไปได้ช้ามาก พวกเขาก็จึงเริ่มดำเนินการไปบางอย่าง พวกเขาดำเนินคดีเรื่องการยึดทำเนียบก่อน ตอนนี้พวกเขาก็ออกหมายเรียก คนที่เกี่ยวข้องตอนนี้พวกเขาก็เริ่มดำเนินคดีสนามบินแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมตั้งใจจะเคลียร์คดีเหล่านี้หลังการประชุมอาเซียนซัมมิต เพราะผมวางลำดับความสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจไว้สูงสุด และจำต้องทำงบประมาณของปีหน้าให้เสร็จ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และจัดการคดีที่ยังคั่งค้างให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โชคร้ายที่เหตุการณ์เช่นนี้ (เหตุการณ์ จราจลช่วงสงกรานต์) เกิดขึ้นเสียก่อน

ภาพการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์, ที่มา - GettyImages

ภาพการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์, ที่มา - GettyImages


ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงการยึดสนามบินว่า การส่งทหารเข้าไปไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แล้วตอนนี้คุณก็ให้ทหารลงไปบนท้องถนนเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำไมถึงเปลี่ยนความคิดไป?

อภิสิทธิ์ : ผมไม่คิดว่าระดับความรุนแรงในการประท้วงที่เกิดขึ้นสองครั้งจะเหมือนกัน ถ้าคุณฟังผู้นำการประท้วง แต่หากยกเรื่องนี้ออกไป ข้อแตกต่างก็คือ เมื่อคนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อคนอยู่ในสนามบิน การใช้ปฏิบัติการทางทหารไม่ว่ากรณีใดผมคิดว่ามันมีความเสี่ยงอย่างมาก ผมจึงใช้การตัดสินที่คล้ายกันในคืนวันที่ 13 เมษา เมื่อมีคนอย่างมากที่สุด 4,000 คน และบางทีอาจมีต่ำกว่า 2,000 คนรอบทำเนียบ การตัดสินใจของผมคือไม่ให้ทหารเข้าไป (สลายการชุมนุม) แต่ให้ทำการเจรจา

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนนี้ ดังที่คุณทราบดี การปิดถนนตามแยกต่างๆ รถขนแก๊ส และอื่นๆ เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องมีการดำเนินการจัดการ มันเป็นเรื่องจราจล ไม่ใช่การประท้วง ดังนั้นผมไม่ได้เปลี่ยนความคิดอะไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วพวกเสื้อน้ำเงินล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ผมพูดได้พูดไปอย่างชัดเจนแล้วว่า เราจะต้องไม่สร้างสีใหม่ขึ้นมาอีก

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีใครในพรรคของคุณพยายามสร้างสีใหม่ขึ้นมาไหม?

อภิสิทธิ์ : ไม่ใช่คนในพรรคของผม รมต. มหาดไทยต้องการรณรงค์เกี่ยวกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเหล่าอาสาสมัคร ใส่เสื้อสีน้ำเงิน แต่ตอนนี้มีข้อสงสัยว่ามันอาจจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

ผมคิดว่าพวกเขาเอาสีน้ำเงินมากจากสีในธงชาติ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วเรื่องคนเสื้อน้ำเงินในพัทยาล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ในพัทยามันเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย มันเป็นคนท้องถิ่น อาสาสมัคร และอื่นๆ อย่งไรก็ตามตอนนี้ก็มีข้อสงสัยและความกังวลว่ามันอาจจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ผมจึงได้บอกให้ยุติการดำเนินการดังกล่าวเสีย

ภาพเนวิน ชิดชอบ ขณะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ที่พัทยา, ที่มา ประชาไท

ภาพเนวิน ชิดชอบ ขณะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ที่พัทยา, ที่มา ประชาไท

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีคนเห็นคุณเนวิน (ชิดชอบ) ซ้อนมอเตอร์ไซค์ สวมหมวกพรางเฝ้าสังเกตการณ์ที่พัทยา…

อภิสิทธิ์ : มีนักการเมืองอีกหลายคนปรากฎตัวที่นั่น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : มีพยานหลักฐานพอเพียงที่จะสรุปได้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคนคลุมหน้า ใช้ไม้หน้าสาม และอย่างน้อยก็มีปืนหนึ่งกระบอก

อภิสิทธิ์ : คำสั่งผมชัดเจน คือไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากทั้งสองสี พวกเขาจะถูกสอบสวนและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้รับคำยืนยันจากคุณเนวินว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมยังไม่ได้คุยกับเขา การสอบสวนจะมีการดำเนินการต่อป ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกสอบสวนด้วย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : รวมทั้งคุณเนวิน ถ้าหากเขามีส่วนเกี่ยวข้อง?

อภิสิทธิ์ : ถ้าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง, ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณพูดถึงแง่มุมเกี่ยวกับสงครามชนชั้น ซึ่งเป็นมุมมองใหม่และเป็นประเด็นที่รบกวนอยู่มาก

อภิสิทธิ์ : มันเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda)

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเรื่องนี้ยังมีพลังอยู่ไหม?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นสิ่งที่ถูกส่งเสียงสะท้อนไปมาในคนบางกลุ่ม แต่ผมยืนยันว่าถ้าคุณมองนโยบายของรัฐบาล มันไม่มีความลำเอียงทางชนชั้นเลย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเห็นอย่างไรกับความเห็นเรื่อง ‘ประชาธิปไตยของคนรวย’ (democracy of the rich) จากนักวิเคราะห์การเมืองอย่าง คุณฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์?1

อภิสิทธิ์ : เขาต้องหาข้อพิสูจน์เรื่องนี้ มีนโยบายใดที่ผมเอื้อประโยชน์ให้คนรวยบ้าง ความจริงแล้วมันตรงข้ามกันเลย มันเป็นเรื่องผิดปกติหากจะกล่าวหารัฐบาลว่าเป็นรัฐบาลของคนรวยในเมื่อนโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อคนยากจน มันไม่มีเหตุผลเอาเลย แล้วคุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนเสียงในภาคใต้ว่าอย่างไร? พวกเขาร่ำรวยไหม? ภาคใต้เป็นพื้นที่ยากจนอันดับสองของประเทศรองจากภาคอีสาน แล้วพวกเขายังคงสนับสนุนเราอย่างต่อเนื่อง ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้อเท็จจริงพื้นฐานเช่นนี้จึงได้ถูกมองข้ามไป

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณมองว่าเรื่องนี้ถูกส่งเสียงสะท้อนไปมากับคนบางกลุ่ม ทำไมคุณถึงคิดเช่นนี้?

อภิสิทธิ์ : มันก็มีการพูดกันทั่วไปนั่นแหละ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่ามันจะเป็นปัญหากับคุณไหม?

อภิสิทธิ์ : แน่นอนมันต้องเป็นปัญหาแน่หากมีการแบ่งแยกเช่นนั้นเกิดขึ้น หรือแม้แต่การแบ่งแยกใดก็ตามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชนชั้น, เผ่าพันธ์, ศาสนา… ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งอันตราย นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องประกาศถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า ทำไมเราต้องไปสนับสนุนคนที่ทำให้มีการแบ่งแยกเกิดขึ้นในชาติ ทำไมไม่สนับสนุนคนที่ทำให้เกิดการสามัคคี และทำไมจึงไม่ใช้ความพยายามเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์สิ่งที่คนกล่าวอ้าง คุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนในภาคใต้ได้อย่างไร คุณจะอธิบายผู้ลงคะแนนในกรุงเทพได้อย่างไร? คนกรุงเทพไม่ได้เลือกเราทุกครั้ง เราแพ้การเลือกตั้งสองครั้งก่อนในกรุงเทพ เราเพิ่งได้รับชัยชนะในกรุงเทพ จากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งครั้งก่อน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ตอนนี้เรื่องที่น่ากังวลก็คือดูเหมือนมีกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มตกเป็นเป้าหมายด้วย ภาคธุรกิจของเมืองไทยไม่เคยต้องตกเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองโดยตรงมาก่อน ปัญหานี้รบกวนคุณบ้างไหม

อภิสิทธิ์ : มันชัดเจนว่าคนที่ต้องการแบ่งแยกประเทศจะไม่ยอมยุติ พวกเขาจะลากทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าคุณทักษิณคือบุคคลคนนั้น?

อภิสิทธิ์ : เขาก็ยอมรับอย่างเปิดเผยนี่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเขาเป็นผู้นำอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมจะไม่บอกว่าเป็นเรื่องอุดมการณ์ แต่เขาเป็นผู้นำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เขามีบทบาทอะไร?

อภิสิทธิ์ : คุณต้องไปถามผู้ชุมนุมประท้วงดู

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วการตามหาตัวเขาไปถึงไหนแล้ว คุณได้คุยกับประเทศนิการากัว และสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์แล้วหรือยัง?

อภิสิทธิ์ : เรียบร้อยแล้ว, เราต้องการให้คนไทยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณจะให้เขากลับมาประเทศไทยงั้นหรือ?

อภิสิทธิ์ : ผมเคยบอกอย่างนั้นเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่คิดว่ามันจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นหากนำเขามาขึ้นศาลในกรุงเทพหรือ?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะต้องดูแลเหตุการณ์นี้ ผมคิดว่าผู้คนที่มีเหตุมีผล และคำนึงถึงความไม่ธรรม และหลักการประชาธิปไตย จะถอยห่างออกจากคนที่ต้องการปลุกปั่นความรุนแรง และมีวาระส่วนตัว

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณจะจำกัดประชาธิปไตยเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้…

อภิสิทธิ์ : ผมจะไม่จำกัดสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ผมถูกตั้งกระทู้ซักถามในสภา ผมกำลังสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย ผมพูดว่า พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องถูกยกเลิกโดยเร็วที่สุด การประท้วงตามระบอบประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เราไม่ยอมรับคือการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และการจราจล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณพอจะให้ช่วงเวลาที่จะมีการยกเลิก พรก. ฉุกเฉินได้ไหม

อภิสิทธิ์ : ไม่เกินสองสามวัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ต้นอาทิตย์หน้า?

อภิสิทธิ์ : เป็นไปได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นี่หมายถึงว่าวิทยุุชุมชนบางแห่งและเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นไป จะกลับมาเปิดใหม่ได้ด้วย?

อภิสิทธิ์ : ใช่ ตราบใดที่พวกเขาไม่ละเมิดกฎหมาย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ซึ่งรวมถึงการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง?

อภิสิทธิ์ : ใช่ ผมไม่คิดว่าคุณจะอนุญาตให้คนในประเทศของคุณไปออกวิทยุหรือทีวี แล้วพูดว่า ไปเผาที่นั่นที่นี่กันเถอะ ไปฆ่าใครสักคนกันเถอะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบไปเท่าไหร่ คุณพูดเมื่อวานนี้ว่าราว 5%?

อภิสิทธิ์ : ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นเป็นการคาดการณ์แบบเลวร้ายที่สุด หรือเป็นการคาดการณ์ที่คิดว่าจะเป็นจริงที่สุด?

อภิสิทธิ์ : ขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีใครทำนายได้ถูกต้อง แต่ผมคิดว่า -3 ถึง -5 น่าจะใกล้เคียง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ธนาคารกลางเพิ่งลดการประมาณการเป็น -3.5 คุณคิดว่า -3.5 เป็นสิ่งที่คุณคิดไว้แล้วไหม?

อภิสิทธิ์ : ใช่

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณกรณ์บอกว่าคุณจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และพยายามบรรเทาผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ?

อภิสิทธิ์ : เราเพิ่งวางกรอบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง ผมไม่คิดว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เรายังจะต้องแต่งเติมรายละเอียดอื่นๆ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงินทุน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : (จะมีการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ) ประมาณกี่เปอร์เซนต์ของ GDP?

อภิสิทธิ์ : มันเป็นเกมส์ของตัวเลขนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะคิดรวมๆไปเท่าไหร่ และเรากำลังพูดถึงแผนการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาสามปี ผมเห็นตัวเลขของประเทศต่างๆ ผมไม่คิดว่ามันจะเปรียบเทียบอะไรกันได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แต่คุณให้ตัวเลขคร่าวไม่ได้หรือ

อภิสิทธิ์ : คุณต้องการตัวเลขสามปี หรือหนึ่งปีล่ะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : หนึ่งปี?

อภิสิทธิ์ : แต่ประเทศอื่นเขาไม่ได้คิดกันแบบนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้างั้นสามปีล่ะ?

อภิสิทธิ์ : ถ้าเป็นสามปี ตัวเลขก็ราว 15% นี่คือตัวเลขตลอดสามปี ดังนั้นมันก็เท่ากับปีละ 5%

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดไหมว่าธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงจากปัญหาเหล่านี้?

อภิสิทธิ์ : แน่นอน เหตุการณ์เหล่านี้จะเพิ่มระดับความวิตกกังวล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดไหมว่าจากมุมมองของญี่ปุ่น : พวกเขาเคยมองประเทศไทยในฐานะประเทศรองรับการลงทุนนอกจากจีน – จีน + 1 – ซึ่งมักเป็นประเทศไทย แต่ปัญหาจากความมั่นคงทางการเมืองอาจคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว คุณเคยอธิบายต่อข้อกังวลเช่นนี้หรือไม่

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามีความกังวลอยู่ทั่วไป และเราก็ต้องพูดถึงประเด็นเหล่านี้อย่างรวดเร็ว กระบวนการของผมค่อนข้างชัดเจน : ในด้านนโยบายทางเศรษฐกิจผมได้ให้นโยบายไปแล้วถึงสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ดังนั้นจึงไม่มีข้อวิตกกังวลเรื่องมดอีก และพื้นฐานด้านการเงินของระบบที่นี่ก็อยู่ในแง่ดี ส่วนปัญหาด้านการเมืองสำหรับผม ก่อนอื่นเลยก็คือการฟื้นฟูระบบนิติรัฐ ส่วนอันดับสองคือการค้นหาทางออกทางการเมือง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ภาพความวุ่นวายเมื่อวาน คุณไม่คิดว่ามันจะ…

อภิสิทธิ์ : มันไม่ได้ถึงกับเลวร้ายเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อื่นๆ หลายคนมองว่ามันเป็นการควบคุมสถานการณ์ที่ยอมรับได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่าจะมีคนจากฝ่ายตรงข้าม พยายามเชื่อมความแตกแยกนี้หรือไม่

อภิสิทธิ์ : อาจจะมีบางส่วน หรือบางคน หรืออาจจะส่วนใหญ่ ผมไม่ทราบหรอก แต่คงไม่ทุกคน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่านี่เป็นงานที่เป็นไปได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมเชื่อ ผมเชื่อแบบนั้นนะ ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งโดยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ต้องการเห็นเงินในกระเป๋าต้องสูญเสียไปจากการลากสถานการณ์เช่นนี้ออกไป

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เราพูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ได้สิ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เราตระหนักดีถึงหัวข้อที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ แต่คุณทักษิณได้กล่าวหาว่าในหลวงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น?2

อภิสิทธิ์ : เขาก็กล่าวหาทุกคนนั่นแหละ มีใครที่เขาไม่กล่าวหาบ้าง? ผมไม่คิดว่าคุณรายงานข่าวเขาถูกต้องในหนังสือพิมพ์ของคุณ…

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ใช่คำตอบที่ว่า…

อภิสิทธิ์ : เราตรวจสอบคำตอบคำสัมภาษณ์นั้นแล้ว การเข้าพบ3 ที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่ได้เป็นการถกเถียงเกี่ยวกับการรัฐประหาร เราได้ตรวจสอบแล้ว ดังนั้นเราจึงกังวลเกี่ยวกับการสัมภาษณ์นั้น เราจึงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นฐานและมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องแปลกที่เขาอ้างหรือกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม4 แล้วนำไปกล่าวอ้างเช่นนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของวาระส่วนตัวของเขา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เขากุเรื่องขึ้น?

อภิสิทธิ์ : มันไม่ใช่เรื่องจริง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความเคารพรักกับพระมหากษัตริย์อย่างสูง เมื่อมีการสืบราชสันตติวงศ์ จะมีความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นี่จะไม่เป็นเรื่องยากลำบากที่จะจัดการหรือ มันจะไม่เป็นช่วงเวลาไม่สงบในประเทศหรือ คุณจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเราต้องมองสถาบันในฐานะของสถาบัน และพระราชวงศ์จะคงอยู่เหนือการเมือง ราชวงศ์จะยังคงเกี่ยวข้องกับงานหลายอย่างที่ทำเพื่อราษฎร เห็นได้ชัดจากภูมิปัญญาและความพยายามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดหกทศวรรษที่มีให้กับราษฎรไทย มันก็เหมือนกับประเทศอื่นที่มีสถาบันฯ ซึ่งมีกระบวนการของการสืบราชสันตติวงศ์ เหตุการณ์จะมีการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อหกสิบปีก่อนที่ในหลวงทรงขึ้นครองราชสมบัติ บทบาทของพระมหากษัตริย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลพวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณคิดว่ากระบวนการพัฒนาการจะดำเนินต่อไปไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมเชื่อว่าคนไทยจะทำให้เป็นเช่นนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เหมือนที่คุณพูดว่า ในหลวงทรงถอนตัวจากการเมือง…

อภิสิทธิ์ : พระองค์ไม่ได้ทรงถอนตัวจากการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมืองตลอดมา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าอยู่หัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานสถานการณ์ทางการเมืองกับพระองค์หรือไม่?

อภิสิทธิ์ : คุณก็ได้รายงานไปแล้วว่า มันเป็นกระบวนการทางรัฐสภา

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้างั้นคุณมีการเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรายงานกับพระองค์บ่อยครั้งไหม?

อภิสิทธิ์ : ก็ นายกฯทุกคนก็ทำเช่นนั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : เนื้อหาในการประชุมเป็นเช่นไร?

อภิสิทธิ์ : คุณก็ได้รายงานไปแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณเข้าเฝ้าฯพระองค์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเป็นช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าผมมีประจักษ์พยานคนอื่นเข้าเฝ้าฯ อยู่ด้วย รวมทั้งพระราชวงศ์ท่านอื่นก็ทรงอยู่ด้วย การเข้าเฝ้าฯอย่างเป็นทางการ และที่มีรายงานก็เมื่อเดือนกุมภาพันธ์5

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แต่คุณไม่ได้เข้าเฝ้าฯ เลยนับแต่เหตุการณ์ที่พัทยา?

อภิสิทธิ์ : ยังไม่เลย

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณไม่จำเป็นต้องทูลเกล้าฯ…

อภิสิทธิ์ : ผมมีภาระหน้าที่ ที่จำต้องกระทำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้างว่าพวกตนปกป้องพระราชบัลลังก์ ในสถานการณ์ที่มีการแตกแยกในสถานการณ์ทางการเมือง พวกเขาก็ได้ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ในการอภิปรายทางการเมือง คุณมีความกังวลกับเรื่องนี้ไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมพูดตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งว่า หนึ่งในภารกิจหลักของผมคือ ไม่ต้องการให้ใครดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาในความขัดแย้ง ไม่ว่าฝายไหนจะมีความตั้งใจอย่างไรก็ตามที

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพล่ะ? กฎหมายนี้ทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยย่ำแย่อย่างมาก คุณคิดว่าจะต้องมีการแก้ไขไหม?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่ามันจะต้องมีการแก้ไขกระบวนการบังคับใช้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณหมายความว่าอย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ผมหมายความว่ามันจะต้องมีแนวทางชัดเจนว่า คนที่ละเมิดกฎหมายหรือถูกตั้งข้อสงสัยว่าละเมิดกฎหมายได้รับการปฏิบัติอย่างไร ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่การตีความในด้านที่เป็นเสรีภาพมากเกินไป รวมทั้งกระบวนการที่ทำให้เกิดความสับสนและความขัดแย้งที่เกิดจากตัวกฎหมาย ก็เป็นปัญหาเช่นกัน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : คุณยกตัวอย่างได้ไหม?

อภิสิทธิ์ : เหตุการณ์ล่าสุดก็คือกรณีเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งมีการจัดการผิดพลาดอย่างชัดเจน และมันก็เป็นเรื่องขัดแย้งกับนโยบายของผม มีการกระทำบางอย่างที่ไม่ควรจะเป็นเกิดขึ้นในคดีนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นไม่ใช่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เป็น พรบ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์?

อภิสิทธิ์ : ผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน มีคนไปหาคนที่ใช้ พรบ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์ แล้วก็ใช้กฎหมายนี้แทน นี่ก็เป็นสาเหตุและสิ่งที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : สิ่งที่คุณทำและควบคุมได้คือ?

อภิสิทธิ์ : ก่อนจะเกิดคดีประชาไท ผมคิดว่าก่อนหน้านี้เรามีการทำงานร่วมกันที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับคนที่ดูแลเว็บไซต์

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : แล้วมันมีปัญหาเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : ผมหวังว่ามันเป็นเรื่องที่แยกจากกัน และมีการทำสิ่งที่ถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป อาทิตย์หน้าและเดือนหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น?

อภิสิทธิ์ : จะมีการยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ผมหวังว่ากระบวนการทางรัฐสภาจะก้าวหน้าต่อไป มีทางออกทางการเมืองเกิดขึ้นและทุกคนก็ยอมรับมันได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : นั่นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์ : ต้องมีการปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะมีการพูดคุยกับคนอย่างคุณทักษิณไหม

อภิสิทธิ์ : จะให้ผมคุยเรื่องอะไรล่ะ

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคุณต้องการ ทางออกในเชิงสถาบัน?

อภิสิทธิ์ : ใช่ แน่นอน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ : จะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่?

อภิสิทธิ์ : จะมีการพูดคุยกันถึงกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนด้วย
http://www.siamintelligence.com/ft-interview-with-abhisit-vejjajiva/
http://www.ft.com/cms/s/0/55e5ef2c-2fe4-11de-a2f8-00144feabdc0,s01=1.html?nclick_check=1

April 19, 2009

“Sondhi” Assassination plot linked to Thai military – แผนฆ่า “สนธิ-สุริยะใส” มีจริง! ค่าหัวพุ่ง 3 ล้าน


“Sondhi” Assassination plot linked to Thai military
แผนฆ่า “สนธิ-สุริยะใส” มีจริง! ค่าหัวพุ่ง 3 ล้าน

The powerful Thai military is under intense scrutiny amid concerns that elements loyal to exiled former prime minister Thaksin Shinawatra plotted to disrupt a regional leaders’ summit in the resort city of Pattaya.

The use of high powered military-issue automatic weapons in the attempted assassination last Friday of controversial political figure Sondhi Limthongkul has also thrown suspicion on security forces.

Thai Prime Minister Abhisit Vejjajiva has blamed the army and police for failing to protect 12 leaders at the ASEAN summit, but is resisting calls to move immediately against the commanders responsible.

Mr Abhisit told journalists at the weekend the Government faced many tough challenges and now was not the time to make personnel changes.

“I feel the policemen and soldiers did not do their jobs to the best of their ability,” Mr Abhisit said in his first public comment about security flaws that allowed anti-Government protesters to storm the Royal Cliff Hotel where the summit was being held on April 11.

The comments have fuelled speculation about the future of army commander Anupong Paochinda and police chief Patcharawat Wongsuwan. Neither was in Pattaya to supervise security for the leaders, some of whom fled the hotel by rooftop helicopter.

Prime Minister Kevin Rudd was travelling to Thailand as the violence erupted and his plane turned back to Australia mid-air.

Thai Government ministers and officials were humiliated by the failure of between 4000 and 5000 security forces deployed in Pattaya to prevent several hundred protesters storming the summit venue.

The protesters had publicly declared days before that they would try to disrupt the summit.

Thai media have reported that Mr Abhisit sidelined General Anupong after the summit’s cancellation as red-clad protesters moved from Pattaya to Bangkok where they rampaged through the streets.

Thanong Khanthong, editor of the English-language newspaper The Nation, described the Pattaya security failure as a “dark plot” against Mr Abhisit, who has led a fragile coalition Government for four months.

“In the wake of the incident, Abhisit hastily assembled a special command centre under his direction,” said Mr Thanong, a well-connected analyst.

“Veterans and some retired generals came to his rescue. Anupong’s troops and the police could not be trusted and were edged out of the scene.”

Mr Abhisit has been praised for his handling of the Bangkok violence that killed two people and injured more than 120.

The soldiers avoided killing anyone — the deaths were caused by civilians — and forced the protesters to give up their fight and surrender.

Mr Sondhi’s People’s Alliance for Democracy has accused the military of being behind the assassination attempt, during which five gunmen used AK-47 and M-16 rifles.

But a Government spokesman said the weapons did not necessarily indicate state involvement.

Mr Sondhi, founder of the “yellow shirts” royalist movement, is recovering in hospital after surgery to remove bullet fragments from his skull.

From Lindsay Murdoch, Bangkok
theage.com.au Assassination plot linked to Thai military April 20, 2009
SMH.com.au Thai Army linked to summit violence April 20, 2009



แผนฆ่า “สนธิ-สุริยะใส” มีจริง! ค่าหัวพุ่ง 3 ล้าน


สะพัดค่าหัวแกนนำพันธมิตรฯ พุ่ง 3 ล้าน แฉหวังกุดหัว “2 ส” ส.ใหญ่-ส.เล็ก “สนธิ-สุริยะใส” หวังตัดแขนตัดขาพันธมิตรฯ ปลุกสงครามกลางเมือง เผยกลุ่มคนร้ายวางแผนตั้งแต่ 8 เม.ย.วันเสื้อแดงนัดดีเดย์ ตำรวจยัง “งมโข่ง” อ้างรู้เบาะแสแล้ว แต่ทำได้แค่สั่งนอกเครื่องแบบหาข่าว และประกบแกนนำ พธม.สกัดมือปืน

หลังจากที่ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยบนเวทีคอนเสิร์ตการเมือง ที่จังหวัดภูเก็ต ระบุว่า มีการวางแผนที่จะให้แกนนำพันธมิตรฯ 2 คน 2 ส.เสียชีวิต คนแรก คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และคนต่อไป คือ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ โดยหวังให้พันธมิตรฯ ทั่วประเทศลุกฮือจนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมานั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยวันนี้ (19 เม.ย.) ว่า มีการวางแผนกันก่อนที่กลุ่ม นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการดังกล่าวเพื่อต้องการปลุกปั่นสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง ควบคู่ไปกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดความไร้ระเบียบทางการเมือง และปลุกให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวเผชิญหน้ากับกลุ่ม นปช.

“แหล่งข่าวบอกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากช่วงชุมนุมของ นปช.แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 2 ส.มีการระมัดระวังตัวสูง และมีระดับรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นจนยากที่จะลงมือในช่วงเวลาดังกล่าว แต่คนร้ายต้องเดินหน้าปฏิบัติการลอบสังหาร แม้การชุมนุมจะยุติก็เพราะปฏิบัติการดังกล่าวมีคนจ้างมีคนรับงานกันเรียบร้อยแล้ว การปฏิบัติการลอบสังหารนายสนธิจึงต้องเกิดขึ้น แต่ผิดคาดเพราะนายสนธิรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ทำให้ค่าหัวของ 2 ส.เพิ่มจาก 5 แสน เป็น 3 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตามหาข่าวของกลุ่มคนร้าย และติดตามประกบแกนนำพันธมิตรฯ โดยเฉพาะทั้งสองที่ถูกระบุถึงเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นซ้าอีก” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวอ้างว่า มีการวิเคราะห์กันภายในทีมติดตามหากลุ่มคนร้าย เข้าใจว่า 2 ส.ที่ถูกระบุถึงคนแรก คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ส่วนอีกคนน่าจะเป็น นายสุริยะใส กตะศิลา เพราะทั้งสองถือเป็นกลไกสำคัญของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะนายสนธินั้นเป็นแกนนำคนสำคัญ ประกอบกับเป็นเจ้าของ ASTV ซึ่งเป็นกระบอกเสียงและหัวใจสำคัญในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ หากไม่มีนายสนธิ ไม่มี ASTV พันธมิตรฯ ก็จะระส่ำระสาย และอ่อนกำลังไปในที่สุด

ส่วน นายสุริยะใส นั้นเป็นผู้ประสานงานที่มีบทบาทสำคัญในการประสานเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรฯ เพื่อเคลื่อนไหวกดดันระบอบทักษิณในวงกว้าง และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ข่าวตอบโต้เปิดโปงแผนของฝ่ายตรงกันข้ามมาโดยตลอด

แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และส่งนอกคเรื่องแบบคอยดูแลแกนนำพันธมิตรฯ รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะถูกลอบทำร้ายด้วยเช่นกัน

astv_mgr-200ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 เมษายน 2552 17:15 น.
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000043796


พิมพ์ ข่าวนี้ แผนฆ่า “สนธิ-สุริยะใส” มีจริง! ค่าหัวพุ่ง 3 ล้าน


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

April 17, 2009

ด่วน สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกถล่มยิง ด้วยปืนอาการ์ รถพลุนกว่า 100 นัด

ด่วน สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกถล่มยิง ด้วย
ปืนอาการ์ และ เอ็ม 16 รถพลุนกว่า 100 นัด
คนขับสาหัส สนธิรอดตายหวุดหวิด
รถยนต์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รถยนต์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


ด่วน “สนธิ” ถูก “สัตว์นรก” ลอบกัด ใช้ปืนกระหน่ำยิงกว่า 100 นัด ใส่รถยนต์ขณะเดินทางเข้า “เอเอสทีวี” เผยรถถูกยิงพรุนไปทั้งคัน-พบรอยเลือดที่บริเวณเบาะด้านหน้า เบื้องต้น “สนธิ” ได้รับบาดเจ็บ แต่เข้ารับการรักษาตัวจนอยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณปั๊มคาลเท็กซ์ หน้าวัดเอี่ยมวรนุช สี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น นายสนธิ ได้รับบาดเจ็บ แต่เข้ารับการรักษาตัวจนอยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว ส่วนการ์ดที่นั่งมาด้วยอาหารหนัก 1 คน

พยานที่เห็นเหตุการณ์ให้การเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขณะที่รถของนายสนธิขับมาตามถนนสามเสนมุ่งมาทางบางลำภู ได้มีรถของคนร้ายขับตามประกบ เป็นรถปิกอัพ โตโยต้าวีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง เมื่อมาถึงบริเวณใกล้กับปั๊มคาลเท็กซ์ สี่แยกบางขุนพรหม มือปืนซึ่งอยู่ด้านหลังของรถกระบะได้ยิงใส่ล้อรถนายสนธิเพื่อให้ยางแตก ก่อนที่จะระดมยิงเข้าใส่รถของนายสนธิ นับ 100 นัด จากนั้นจึงขับรถหลบหนี โดยใช้เส้นทางถนนเทเวศร์

ส่วนในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนตกอยู่นับ 100 นัด เป็นปลอกกระสุนปืนอาก้า ทั้งนี้ พยานระบุว่า คนร้ายสวมเสื้อสีขาวกางเกงลายพรางสันนิษฐานเบื้องต้นว่ามือปืนน่าจะเป็นมือ อาชีพ และมุ่งหวังจะเอาชีวิตเป้าหมาย

นายสนธิได้รับบาดเจ็บถูกกระสุน ปืนถากบริเวณใกล้ขมับขวา 1 นัด และถากที่หน้าอก 1 นัด

นายสนธิได้รับบาดเจ็บถูกกระสุน ปืนถากบริเวณใกล้ขมับขวา 1 นัด และถากที่หน้าอก 1 นัด


อ่าน รายละเอียด
พิมพ์ ข่าวนี้ สนธิถูกลอบสังหาร

จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 เมษายน 2552 06:10 น.

แพทย์กำลังผ่าตัดนำเศษกระสุนออกจากศีรษะ

แพทย์กำลังผ่าตัดนำเศษกระสุนออกจากศีรษะ

อาการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกลอบยิง บริเวณใกล้แยกบางขุนพรหม ขณะเดินทางมา เอเอสทีวี เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 17 เม.ย. โดยคนร้าย นั่งรถกระบะโตโยต้า วีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ระดมยิงด้วย อาวุธสงครามร่วม 100 นัด ส่งผลให้ รถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด ที่นายสนธินั่งมา กระจกด้านหน้าเป็นรูพรุน กระจกหลัง และข้างซ้าย แตกเสียหายหมด ส่วน นายสนธิ ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุน ปืนถาก บริเวณใกล้ขมับขวา 1 นัด และ ถากที่หน้าอก 1 นัด ล่าสุด อาการปลอดภัยแล้ว และ แพทย์กำลังผ่าตัด นำเศษกระสุน ออกจากศีรษะ
พิมพ์ ข่าวนี้
ประมวลภาพ “สนธิ” ถูกลอบยิงรถพรุน บาดเจ็บที่ศีรษะปลอดภัยแล้ว

astv_mgr-200จาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 เมษายน 2552 10:07 น.


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

December 1, 2008

“ทักษิณ” ตอแหล ฉบับเต็ม ถล่ม อังกฤษ จาบจ้วงไม่เลิก – “Catch me if you can” said Thaksin Shinawatra


Catch me if you can


Last week Thailand descended into chaos as tens of thousands of protesters surrounded parliament in a bid to drive out the government it accuses of being puppets of former Prime Minister Thaksin Shinawatra.

Since he was ousted in a bloodless coup in 2006, his UK visa has been revoked, his wife has divorced him and a controversial two-year jail sentence for corruption awaits him in his home country. In his first interview in 18 months, he speaks to Arabian Business.

If Thaksin Shinawatra is feeling the heat, then he’s not showing it. Thailand has an arrest warrant out for its former prime minister. The UK has just revoked his visa, and some Western countries are distancing themselves from the man they once championed as their greatest ally in Asia. And yet all Shinawatra can do is shrug.

“Do you know how many countries there are in the world? There are 197. And only 17 have an extradition treaty with Thailand,” he notes with a thin smile. “Better still, only 10 of those treaties are active. So, don’t you worry about me, I still have many places to stay.”

One such place is Dubai, where Shinawatra is resting comfortably in one of the emirate’s top five-star hotels. He might feel entitled to a break, too, as it has been a busy 2008 for the man first nominated to Thailand’s top office in a landslide election victory in 2001.

Two years ago he was overthrown in a bloodless coup while visiting the UN in New York. Exiled after months of massive anti-government protests, he ended up in the UK, where he bought Premier League football club Manchester City.

After the 2007 election, in which his new People Power Party won a healthy majority, and the forming of a new democratic government by his allies, Shinawatra returned in early 2008 to face his corruption charges in legal courts. However, he and his wife skipped bail – they were convicted in absentia, and a lengthy stay in a Bangkok jail awaits them if they return.

The UK froze his reputed $4bn of assets, forcing him to sell Manchester City to Abu Dhabi’s Sheikh Mansour. To add to his troubles, his UK visa was revoked – oh, and his wife divorced him last week.

“It’s been a busy few months,” he says, laughing at his own predicament. And it’s about to get even busier, as Shinawatra reveals he intends to make a comeback in politics, tackle global poverty, reorganise the Middle East’s healthcare system – and while he’s at it, establish a sizeable foundation to look after Asians hit by the financial crisis.

The really tricky one on the above ‘Shinawatra to-do list’ is return to politics. On October 21, 2008, five members of a nine-member special bench of the Supreme Court found him guilty of a conflict of interest and sentenced him to two years in jail.

The judges found that Shinawatra had ultimate oversight over the Financial Institutions Development Fund, a government-run agency that bought up bank collateral and mortgages. Shinawatra’s wife won a competitive auction for a piece of land owned by the FIDF in 2003, and the judges found that his wife’s purchase of the land was done on his behalf, thus constituting a conflict of interest.

Given the two-year jail term that awaits him upon his his return – not to mention a long list of political enemies who would like to see the back of him for good – a return to his homeland doesn’t sound like the wisest move.

“I have no choice,” he insists. “In the beginning after I was ousted, my wife asked me not to go back to politics. She didn’t like politics, and the whole family went through a lot of hardship so I didn’t go back.

“But now I have been cornered because the country is going down deeply,” he continues. “The confidence is not there; the trust among the foreign community is not there; the poor people in rural areas are in difficulty.

With me at the helm I can bring confidence quickly back to Thailand, and that is why we have to find a mechanism under which I can go back into politics.”

What does his wife think about this? “She has divorced me,” he responds, bluntly – end of subject.

He admits that going back now would be too risky, but insists that “time is on my side”. Last week tens of thousands of anti-government protesters marched on Thailand’s parliament.

The protesters, from the People’s Alliance for Democracy (PAD) blocked all streets leading to parliament and besieged other state buildings, forcing MPs to cancel their business, in response to a grenade attack on the protester’s camp that killed one of their supporters earlier this month.

Violence flared and as Arabian Business went to press, the head of Thailand’s army had asked the government to dissolve parliament and call new elections – circumstances hardly conducive to a return for the former prime minister.

“I can stay here and do some business, enjoy life a bit. But I have to go back for my people and my supporters, most of whom are poor or middle class,” he says.

“In the past the poor didn’t see the future – they only saw the bitter past and short present,” he continues. “After I became PM I gave them hope, I brought them freshness. They saw a future for their children to go to school and for their crops. They were happy – even taxi drivers were happy – and I brought the economy back to normal.”

But could he really be PM again? Shinawatra is adamant that it could happen.

“The coup is still there – it has been transformed from a military coup to a judicial coup,” he explains. “I think a lot depends on the power of the people – if they feel they are in hardship and they need me to help them, I will go back.

The poor have no choice but to live in a capitalist economy, but they have no capital. They have no access to it. If you give them that access, it changes everything.


“If the King feels I can be beneficial I will go back and he may grant me a royal pardon,” he continues. “If they don’t need me and the King feels I can make no difference then I will stay here and do business. I will live my life with friends.”


Today Shinawatra is in the Gulf rekindling close friendships with business and political leaders in the region. He said he has been made to feel very welcome, unlike in the UK, where many were surprised by the British government’s decision to revoke his visa. Now, he chooses his words carefully, but remains singularly unimpressed at the circumstances of his departure.

“I think the UK is a mature democratic country, and they should understand that I am the victim of the coup d’etat,” he maintains. “I am the victim of dictatorship, even though there was a court verdict.

“But that is like the fruit on the poisoned tree – the whole tree has been poisoned and I am the fruit. The tree was planted by the military coup,” he says, adding: “England must understand better but unfortunately they are now busy with their own problems so they forgot about democratic values.

“I don’t care, though – I thank them because I went there, I bought a football club then sold it and made some money in the process,” he says. “They gave me a place to stay, even though it was short-term. My children went to school there.

One day, they will understand better, and they will feel sorrow for what they have done because they have not respected their own democratic values.”

So what next for Shinawatra? Putting his political problems aside, Shinawatra is focused on tackling poverty in Asia. He speaks passionately about the plight of the poor, and details the measures he took during his reign in Thailand – and how they worked. Top of his agenda is healthcare. During his premiership, Shinawatra wasted no time in introducing a new system of blanket healthcare insurance for the equivalent of just 3 dirhams a month.

“At least 18 million poor people can now enjoy full healthcare,” he says proudly. “If they are having a baby they pay just 3 dirhams. For heart surgery, 3 dirhams. I re-managed the whole public health budget and allocated set amounts to every hospital.

“We added more equipment and built centres of excellence. Now they can get the same service as anyone else, regardless of how poor they are,” he adds.

Does he plan to do the same here? “I think if I can re-manage for the UAE government, I will do exactly the same. I will bring in the same experts who used to work with me. I will not just give treatment but also preventive measures – for example, there is a lot that can be done with nutrition and other advice on healthy living.”

Shinawatra insists that he would increase the number of family doctors available, and also establish clinics nearer to housing districts, in order to free up hospital resources and make life easier for the 80 percent of patients who do not actually require hospital treatment.

As well as improving healthcare services in the emirates, Shinawatra is also putting together his own detailed proposals for tackling poverty on a wider scale.

In particular, he wants governments to use their surpluses to create micro-loans for the poor, in the same way that they were pioneered by Nobel Prize winner Muhammad Yunus, in Bangladesh.

Thailand’s People Bank, giving the poor small loans at just 2.5 percent, has been a huge success and Shinawatra wants to extend the principle across Asia.

In order to achieve this dream, he has launched a new foundation, named ‘Building a Better Future’.

“What does the capitalist economy mean? It means you need capital to create wealth,” he explains. “The poor have no choice but to live in a capitalist economy, but they have no capital. They have no access to it. If you give them that access, it changes everything.”

Shinawatra insists that the poverty issue is one that has been “misunderstood” in the past. “Most countries are run by veteran politicians who only have experience of politics,” he points out. “What is missing is management. Politics is about power and law – politicians don’t understand how to run an organisation.

“As an experienced businessman I think I bring some modern management to the government,” he continues. “It proved to work well in Thailand but they didn’t let me stay that long. If I had stayed the full eight years I think I could have made a big difference.”

With so much on his agenda, it is hard to say what the future holds for Thaksin Shinawatra. He expresses deep gratitude to Abu Dhabi’s HH Sheikh Mansour for engineering the takeover of Manchester City, saying he sold a club but gained “a great friend”. Above all, though, he is looking to go home. He makes no apologies, and has no regrets, about the past.

“I cannot live in my own country. There were many assassination attempts, and my family has been broken up because we all have to live in different countries. I regret the result, but not what I have done. You see, I love the Thai people.”


Story by Anil Bhoyrul on Sunday, 30 November 2008


logo_arabianbusiness URL of this Article http://www.arabianbusiness.com/539714-catch-me-if-you-can



Related Story : Click ที่นี่ – “แม้ว” อัดยับ ผู้ดีไม่เคารพ ปชต.ต้นแบบตัวเอง ฝันกลับไทยสู้การเมือง! – Ex-Thai PM hits out at UK from 24 Nov 08


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

November 26, 2008

People’s Alliance for Democracy Announcement 26/2008

551000015037501


People’s Alliance for Democracy Announcement 26/2008


People’s Alliance for Democracy Announcement 26/2008 on
The Ultimatum for the Prime Minister to Resign Immediately and Without Condition


The People’s Alliance for Democracy has been rallying continuously since May 25, 2008 for 2 main objectives;


1. To prevent the rewriting of the 2007 Constitution by the proxy government of ousted premier Thaksin Shinawatra who are trying to amend the charter to whitewash the crimes committed by Thaksin and his cronies and to destroy the country’s judiciary system. The PAD also strives to prevent the proxy government from abolishing the Privy Council, a move which the PAD considers to be a direct violation of His Majesty the King’s authority.

The current Thai Parliament is also considered to be under Thaksin’s complete control. It has committed various wrongdoings and violated election laws, yet continues to claim it represents the people of Thailand. But in truth, the proxy Parliament is a sale to any highest bidding politician. The Constitution court’s imminent deliberation of a various party dissolution cases against several of the government coalition partners is proof enough of the fact that Thakin’s proxy government is not a truly ‘constitutional’ government of Thailand.

2. To drive out the killer government that has shamelessly acted as a nominee for fugitive Thaksin Shinawatra. The government is clearly behind the ruthless killings of Thai citizens, manipulated state media, supports the destruction of the Thai judiciary system, exploits the country’s national budget, condones lese majeste actions, lacks any ethical standing and therefore is deemed to be an illegitimate government which is not fit to administer the Kingdom.

For the above reasons the People’s Alliance for Democracy has been rallying peacefully and without arms, a right which is sanctioned by the 2007 Constitution Article 63. Article 70 stipulates that a Thai citizen has the responsibilities to protect the 3 pillars of the country; the nation, religion and the King and the nation’s constitutional monarchy.

For the above reasons the People’s Alliance for Democracy has been rallying peacefully and without arms, a right which is sanctioned by the 2007 Constitution Article 63. Article 70 stipulates that a Thai citizen has the responsibilities to protect the 3 pillars of the country; the nation, religion and the King and the nation’s constitutional monarchy.

However, during the course of the rally the lives and safety of supporters of the People’s Alliance for Democracy have been in constant jeopardy. The government is also clearly involved in masterminding various violent attacks against the PAD. It has also turned a blind eye when the PAD was attacked with weapons of war on more than 10 occasions. The ruthless attacks have resulted in countless injuries and 4 deaths. Several attacks were also targeted at the ASTV headquarters in an attempt to prevent that station from broadcasting live the PAD rally. The government has yet to take any responsibility for the underhanded sabotage attempts.

Three Senate committees, tasked with investigating the violence and bloodshed of the October 7th incident, have found that the PM Somchai Wongsawat and his Cabinet ministers are to be held responsible for the injuries and deaths of the protesters. Their findings coincide with that of the National Human Rights Commission. Premier Somchai must take responsibility for the tragedy by resigning immediately and without any condition.

The People’s Alliance for Democracy has called for a final mass rally to stop the traitorous government and proxy Parliament on November 23, 2008 at 2 p.m. The final rally is well into its 50th hour and the supporters of the PAD have been pressuring the traitorous government to step down with peaceful means. Armed with only the plastic hand clappers, the PAD protesters have marched to various key locations including Parliament, Finance ministry, the Metropolitan Police Bureau and the government’s temporary seat at Don Muang Airport. However, to no avail, the proxy government has failed to show any sign of remorse or any intention to step down as demanded by the PAD. In addition, it continues to cling on to power and is determined to amend the charter for the interests of its puppet master and his associates.

The People’s Alliance for Democracy is left with no choice but to step up its peaceful rally by blocking off access to the Suvarnabhumi Airport. This is considered to be an ultimatum for Somchai Wongsawat and the Cabinet to resign immediately and without any condition.

The people’s alliance apologizes for any inconvenience the closure of the Suvarnabhumi Airport may cause to the public and international visitors to the Kingdom of Thailand. But the PAD believes the measure is crucial to bring an end to the traitorous-killer government.

The PAD is calling for the public from all walks of life to join the PAD movement and call for the current administration to resign immediately to protect Thailand from more harm and to restore morals to the Thai society without any further delay.

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ล่าสุด คนร้ายได้ปาระเบิดเข้าใส่พันธมิตรฯ ซึ่งจุดตกของระเบิด ใกล้กับเวทีปราศรัย ที่สนามบินดอนเมือง ส่งผลให้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บทันที 2 ราย นอกจากนี้ยังมีระเบิดขวด ที่ถูกขว้างเข้ามาแล้ว ตกลงในสนามหญ้า แต่ไม่เกิดระเบิด


With deepest respect, People’s Alliance for Democracy Tuesday, November 25, 2008

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤศจิกายน 2551 09:08 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000139768


พิมพ์ ข่าวนี้ People’s Alliance for Democracy Announcement 26/2008

ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

November 24, 2008

“ทักษิณ” ตอแหล ถล่ม อังกฤษ จาบจ้วงไม่เลิก – Ex-Thai PM hits out at UK


“แม้ว” อัดยับ ผู้ดีไม่เคารพ ปชต.ต้นแบบตัวเอง
ฝันกลับไทยสู้การเมือง!


Ex-Thai PM hits out at UK


“ทักษิณ” พลิกลิ้น เคยยกย่องอังกฤษ เป็นพื้นฐาน ปชต. แท้จริง แต่วันนี้ หลังจากถูกถอนวีซ่า เลยหน้ามืด สับเละ ผู้ดีไม่เคารพ และลืม ปชต. พื้นฐาน ประเทศตัวเอง หมดสิ้น ยันกลับไทย คืนสนามการเมืองแน่นอน อ้างรากหญ้า ยังอยู่อย่างลำบาก


วันนี้ (24 พ.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ Arabian Businesss ฉบับที่จะ ตีพิมพ์ใน วันอาทิตย์หน้า โดยกล่าวหา การที่รัฐบาลอังกฤษยกเลิกวีซ่า ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อ ค่านิยมเรื่องประชาธิปไตย (democratic values) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐาน ของประเทศอังกฤษ เอง


พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุในช่วงหนึ่งของ การสัมภาษณ์ ที่เมืองดูไบว่า “อังกฤษมัวแต่สนใจแต่ปัญหาของตัวเอง จนลืมแม้กระทั่งค่านิยม แห่งความเป็น ประชาธิปไตย” พร้อมกับยืนยันว่า จะกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน และมั่นใจว่า ตัวเขา สามารถนำความเชื่อมั่น กลับมา สู่ประเทศได้ และยังระบุว่า คนยากจนในชนบท กำลังมีชีวิตอยู่ อย่างยากลำบาก ซึ่งถือเป็นเหตุผล ที่ว่า ทำไมเขาจึงต้องกลับเข้าสู่เวทีการเมือง


ทั้งนี้ บทสัมภาษณ์แบบเต็มนั้นจะมีการตีพิมพ์ ใน Arabian Business ฉบับวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ปรับปรุงจาก ข่าว และ ภาพ ของ สำนักข่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2551 07:13 น.
http://manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9510000139004


พิมพ์ ข่าวนี้ “แม้ว” อัดยับ ผู้ดีไม่เคารพ ปชต.ต้นแบบตัวเอง-ฝันกลับไทยสู้การเมือง!



Ex-Thai PM hits out at UK


LASHING OUT: Shinawatra (pictured) said the British government was not respecting its own democratic values. (Getty Images) Former Thai prime minister Thaksin Shinawatra has lashed out at the UK for revoking his visa – and vowed to return to Thailand as prime minister.


In an exclusive interview with Arabian Business, to be published next Sunday, Shinawatra said the UK would “feel sorrow” for revoking his visa and accused the British government of not respecting its own democratic values.

Shinawatra’s UK visa was cancelled earlier this month following his conviction for corruption in Thailand. He had fled to the UK in 2006 following a military coup that removed him from power.

“England must understand better, but unfortunately they are now busy with their own problems – so they forgot about democratic values,” Shinawatra said during an interview in Dubai.

Shinawatra vowed to return to Thailand at some stage, stating that he could bring confidence back to the country.

“The country is going down deeply. The confidence is not there. The trust amongst foreign community is not there. The poor people in rural areas are in difficulty,” he said.

“With me at the helm I can bring confidence quickly back to Thailand. We have to find a mechanism under which I can go back, that is why I must tell you that I will go back into politics.”

However, Shinawatra said he would only return if the people and the king of Thailand wanted him to go back.

“I think a lot depends on the power of the people. If they feel they are in hardship and they need me to help them, I will go back,” he said.

“If the king feels I can be beneficial I will go back and he may grant me a royal pardon. If they don’t need me and the king feels I can make no difference then I will stay here and do business.”

The full, exclusive interview with Shinawatra will be published in Arabian Business on Sunday Nov. 30, and
from 10am on Thursday Nov. 27 online at ArabianBusiness.com.


Email by Dylan Bowman on Sunday, 23 November 2008


logo_arabianbusiness Read this Article


ใช้ [ปุ่มถอยหลัง] ของเว็บบราวเซอร์ เพื่อกลับมาที่นี่ จากข้อมูลเชื่อมโยงด้านล่าง
Use Browser [Back] Button Return to Here from URL Below

Next Page »

Blog at WordPress.com.