Accom Thailand

March 16, 2008

ลูอิส แฮมิลตัน ประเดิมแชมป์ ออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ – Hamilton wins Australian GP

Read in English

Lewis Hamilton

การแข่งขันออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ สนามแรกประเดิมฤดูกาล 2008 หลังให้สัญญานปล่อยรถ ลูอิส แฮมิลตัน นักขับดาวรุ่งจาก เกาะอังกฤษ ทีม แม็คลาเรน เมอร์เซเดส ขึ้นนำตั้งแต่รอบแรกและทำเวลาทิ้งห่างอันดับ ที่สองไปเรื่อยๆ ก่อนเข้าเส้นชันคันแรก แบบม้วนเดียวจบ ขณะที่ นิค ไฮด์ฟิลด์ และ นิโค่ รอสเบิร์ก นั้นต้องขับเคี่ยวกับสองนักขับ ของเฟอร์รารี่ คิมี่ ไรค์โคเน่น และ ฟิลิปเป้ มาสซ่า ที่เกือบจะได้ขึ้นโพเดี้ยมอยู่แล้ว แต่รถเกิดมา มีปัญหาในท้ายของการแข่งขัน ทำให้เก็บคะแนนในสนามแรกไม่สำเร็จ และความผิดพลาดของ “ม้าลำพอง” ส่งผลให้อันดับสอง ตกเป็นของ นิค ไฮด์ฟิลด์ จากบีเอ็มดับเบิ้ลยู เซาเบอร์ ส่วน นิโค่ รอสเบิร์ก ที่ขับให้วิลเลี่ยมส์ ได้ขึ้นโพเดียมในอันดับที่สาม ขณะที่อดีตแชมป์โลกสองสมัย เฟอร์นานโด อลอนโซ่ นั้นเข้าเส้นชัยในอันดับสี่

โดยการแข่งขันออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งประเดิมฤดูกาล 2008 นั้นจัดขึ้นที่สนามเมลเบิร์น พาร์ค ท่ามกลางอากาศ ที่ร้อนระอุ ขณะเดียวกันบรรดานักขับต้องบังคับรถที่ไม่มีแทรคชั่น คอนโทรล ทำให้มีรถแข่งถึง 13 คัน ที่ต้องออกจาก การแข่งขันครั้งนี้


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


Go to top page ภาษาไทย


Hamilton wins Australian GP

ลู�ิส แฮมิลตัน

CANBERRA, March 16 (Xinhua) — Briton Lewis Hamilton won the victory in the world Formula One drivers’ championship in Melbourne on Sunday just in a fraction of a second.

Hamilton won the start of the Australian Grand Prix, won the race and – even though there are 17 more to go – put himself in prime position to improve on his amazing rookie year.


In a race that like so many was largely decided during Saturday’s practice sessions, Hamilton claimed the pole position and with it, a mortgage on the race.


When the real action started, he shoved his McLaren Mercedes into the notorious first corner on the Albert Park circuit a breath in front of Robert Kubica – and that was that, the local news report said.


The only time Hamilton lost the lead was during his two fuel stops, but he never lost control.


In a race made all the more demanding by a temperature of 37 degrees from start to finish, only seven of the 22 starters made it to the chequered flag.


From-http://news.xinhuanet.com/english/2008-03/16/content_7801179.htm

Advertisements

เตรียมจัดประชุมวิชาการ 120 ปี ศิริราช

โรงพยาบาลศิริราช เตรียมจัดประชุมวิชาการ 120 ปี ศิริราช
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และ รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

รศ.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณหิรัญสาร รองคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ในปี 2551 เป็นปีครบรอบ 120 ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างโรงพยาบาลศิริราชขึ้นเป็นโรงพยาบาลหลวง โดยในวันพรุ่งนี้(17 มี.ค) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการ 120 ปี ศิริราชปีศักราชใหม่แห่งการแพทย์ชั้นเลิศและนวัตกรรม ที่โรงพยาบาลศิริราช


สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็น มหกรรมทางการแพทย์ในระดับชาติ และ ระดับอาเซียน  เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมได้รับความรู้ และ ติดตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ ในสาขาต่าง  ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติทั่วไปและสร้างเสริมสุขภาพ


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

งานประเพณี ไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ แห่ตุงหลวง ปี 2551 เริ่มขึ้นแล้ว


งานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ปี 2551 เริ่มขึ้นแล้วอย่างยิ่งใหญ่ โดย รมต.วัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานร่วมขบวนช้างเจ้าหลวงและห่มผ้าองค์พระธาตุ


นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน ในพิธีเปิดงานประเพณีไหว้ พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่ แห่ตุงหลวง ประจำปี 2551 ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วย ขบวนแห่ตุงหลวง ตุงบริวาร ขบวนช้าง ขบวนผ้าห่มพระธาตุ 12 ราศี ขบวนเศวตพานพุ่ม ขบวนเสลี่ยงเครื่องสักการะเครื่องสูงตามโบราณประเพณีล้านนา และขบวนแห่เครื่องบูชาจาก 8 อำเภอในจังหวัดแพร่ เพื่อบูชาองค์พระธาตุช่อแฮ


ในโอกาสนี้ รมต.วัฒนธรรมได้ร่วมนั่งขบวนช้างเจ้าหลวงเชือกแรก ต่อด้วยช้างเชือกของว่าที่ ร.ต.พงษ์ศักดิ์ พลายเวช   ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ รองผู้ว่าฯ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 5 เชือก ชมการแสดงต่าง ๆ ของขบวนทุกอำเภอ


จากนั้นได้นำผ้าห่มองค์พระธาตุ ตุง เครื่องไทยธรรม และ บริวารขึ้นบันได้นาค ไปยัง พระอุโบสถ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ประกอบพิธีทางศาสนา อัญเชิญผ้าห่มองค์พระธาตุช่อแฮออกจากพระอุโบสถ กระทำทักษิณาวัตรรอบองค์พระธาตุ 3 รอบ และกดปุ่มห่มผ้าองค์พระธาตุ พร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตีกลองปูจา ตีฆ้องและพิธีฟ้อนไหว้สาพระธาตุช่อแฮ เมื่อช่วงเย็นของ วันที่ 15 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา


สำหรับงาน บุญประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่แห่ตุงหลวง นับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นประเพณีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ จัดขึ้นตามจันทรคติระหว่างวันขึ้น 9 ค่ำถึง 15 ค่ำ เดือน 4 ใต้ เดือน 6 เหนือ ปีนี้ตรงกับวันที่ 15 -21 มีนาคม 2551 ทั้งนี้องค์พระธาตุช่อแฮ เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมือง เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวจังหวัดแพร่และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งเป็นโบราณสถานที่เชิดหน้าชูตาจังหวัดแพร่มาช้านาน


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

รักษาการผู้ว่า กทม. ยันนโยบาย จัดระเบียบแผงลอย ห้ามขายทุกวันจันทร์ ดีอยู่แล้ว


นายวัลลภ สุวรรณดี รักษาราชการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นผ่านรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวานที่ผ่านมา ถึงนโยบายการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยของกทม. ที่ห้ามผู้ค้าขายของบนบาทวิถีทุกวันจันทร์ เป็นการไม่เหมาะสมว่า ถือเป็นความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ซึ่งนโยบายการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ก็มีการยืดหยุ่นให้กับผู้ค้ามาตลอด หากมีความจำเป็นก็มีการผ่อนผันตามสมควร


ทั้งนี้การจัดระเบียบโดยกำหนดให้ หยุด 1 วัน มีมาตั้งแต่สมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำหนดให้หยุดขายวันพุธ เพื่อทำความสะอาดฟุตบาทก็ได้ผลอย่างดี แต่เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น วันจันทร์ ในสมัยที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ยืนยันจะเดินหน้านโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต่อไป แต่หากจะมีการปรับเปลี่ยน วันหยุดขายเป็นวันอื่น ก็พร้อมหารือเพื่อความเหมาะสม


ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นก็เพื่อให้ผู้ค้า ได้มีส่วนรับผิดชอบในพื้นที่ค้า ให้มีการทำความสะอาดบ้าง ไม่ปล่อยให้พื้นที่เสื่อมโทรม ซึ่งจะส่งผลเสียต่อ ภาพลักษณ์ของเมือง และประเทศชาติด้วย.


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ไทย มีผู้สูงอายุเป็นโรค สมองเสื่อม มากถึง 6 แสนคน


นายกสมาคมแม่บ้านสาธารณสุข เผยไทยมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม มากถึง 600,000 คน พบในภาคใต้สูงที่สุด แนะวิธีป้องกันโรคให้ออกกำลังกายและลดอาหารประเภทผัด-ทอด


นางจุรีภรณ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ นายกสมาคมแม่บ้านสาธารณสุข กล่าวว่า ภาวะโรคสมองเสื่อมที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุ ขณะนี้คือ อัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ขณะนี้มีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นโรคสมองเสื่อมถึงกว่า 600,000 คน หรือ ร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบในผู้หญิงร้อยละ 35 ส่วนผู้ชายพบร้อยละ 24 โดยพบในภาคใต้มากที่สุด ส่วนสาเหตุเกิดจากเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองเกิดอาการตีบ ทำให้เซลล์สมองหมดประสิทธิภาพ


อย่างไรก็ตามคนไทยจะเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้น เนื่องจากวิถีความเป็นอยู่และการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภททอด ผัด มีไขมันและแป้งมากเกินไป โดยผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีอาการก่อนอายุ 60 ปี แต่ยังไม่ปรากฏอาการชัดเจน


กลุ่มที่เสี่ยง จะเป็นโรคสมองเสื่อม และพบ ก่อนอายุ 60 ปี ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรค หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังอาหารจำพวกของทอด ผัด มัน หากอยากรับประทานเนื้อสัตว์ ขอให้เลือกเนื้อปลาแทน และรับประทานข้าวเป็นหลัก


ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน จะทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคดังกล่าวได้ร้อยละ 60 และ ยังช่วยเพิ่มความสามารถ ในการเผาผลาญออกซิเจน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความชราได้


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

รัฐบาล เปิด 4 ช่องทางให้บริการประชาชน ร้องทุกข์มายัง 1111


รัฐบาลเปิด 4 ช่องทางให้บริการประชาชนเสนอเรื่องราวร้องทุกข์
มายังช่องทาง 1111 โดยรัฐบาลจะเข้าไปให้การช่วยเหลือทันที

นายอำนวย โชติสกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศูนย์บริการประชาชนได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาครัฐ และภาคประชาชน ที่เดือดร้อน หรือมีเรื่องที่จะให้รัฐบาลเข้าไปให้การดูแลหรือช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ มีด้วยกัน 4 ช่องทางคือ


เว็บไซต์ www.1111.go.th

โทรศัพท์สายด่วนรัฐบาล หมายเลข 1111 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตู้ ปณ.1111 ไม่ต้องติดแสตมป์ และ
จุดบริการประชาชน 1111

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ไม่ว่าผ่านช่องทางใด ได้มีการวางระบบให้มีความเชื่อมโยง ระหว่างหน่วยงาน ให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญ และร่วมมือพัฒนาระบบการดำเนิน และตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2551 มีประชาชนร้องเรียนเข้ามายังศูนย์ฯ


อันดับแรกคือ ด้านสังคมและสวัสดิการจำนวน 15,521 เรื่อง

รองลงมา การเมืองการปกครอง 12,372 เรื่อง
เศรษฐกิจ 2,654 เรื่อง
กฎหมาย 1,270 เรื่อง และ
ทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม 1,232 เรื่อง


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

สธ. เตือนภัย ไข้เลือดออก 2 เดือนเศษ ป่วยกว่า 5 พันราย ตายแล้ว 7 ราย


กระทรวงสาธารณสุข
เตือนภัยไข้เลือดออกช่วง 2 เดือนเศษ มีผู้ป่วยกว่า 5,000 ราย เสียชีวิต 7 ราย เตือน
หากป่วยเป็นไข้ ห้ามซื้อยาลดไข้ ฤทธิ์แรงกิน อย่างเด็ดขาด เพราะทำให้เลือดออกง่ายเสียชีวิตง่ายขึ้น

นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และประสบปัญหาโลกร้อนขึ้น ทำให้ยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประชาชนทุกวัยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกยุงลายกัด และป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก


นายไชยา กล่าวต่อว่า ในการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออก ได้สั่งการให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ รณรงค์ ทำลายลูกน้ำยุงลาย ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ตามจานรองกระถางต้นไม้ ภาชนะน้ำใช้ ภาชนะที่ไม่ได้ใช้ และ มีน้ำขัง จานรองขาตู้กับข้าว แจกัน ให้เทน้ำทิ้ง หรือ ทำลายลูกน้ำทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำไม่ให้กลายเป็นตัวยุงให้ได้มากที่สุด โดยเร่งให้กำจัดทุกอาทิตย์ เน้นหนักใน เดือน มีนาคม และ เมษายน


อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุข กำหนดวันรณรงค์เอ็กซเรย์ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 20-27 มีนาคม 2551 โดยระดมพลังอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. กว่า 8 แสนคน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนทุกหลังคาเรือน ถือเป็น การระดมพล กวาดล้างยุงลายครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ


และจากการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2551 ในรอบ 10 สัปดาห์ ตั้งแต่ เดือนมกราคม-วันที่ 8 มีนาคม ทั่วประเทศ มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 5,837 ราย เสียชีวิต 7 ราย จำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงกว่า ช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 77 พบในภาคกลางมากที่สุด 3,669 ราย เสียชีวิต 6 ราย รองลงมาคือภาคใต้ ป่วย 1,015 ราย เสียชีวิต 1 ราย ภาคเหนือป่วย 655 ราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือป่วย 498 ราย ส่วนในกทม.พบป่วย 1,037 ราย ยังไม่มีรายงานเสียชีวิต เมื่อแยกเป็นรายจังหวัด จังหวัดที่มีอัตรา ป่วยมากที่สุด 10 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง ป่วยแสนละ 53 คน กระบี่ แสนละ 36 คน ภูเก็ต แสนละ 27 คน ราชบุรี แสนละ 25 คน สมุทรปราการ แสนละ 25 คน สมุทรสาคร แสนละ 24 คน นครปฐม แสนละ 21 คน พระนครศรีอยุธยา แสนละ 21 คน ระยอง แสนละ 21 คน และ ประจวบคีรีขันธ์ แสนละ 21 คน


ทางด้าน นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการวิเคราะห์จำนวนผู้ป่วย ไข้เลือดออก ในปีนี้


พบว่าพบในกลุ่มเด็กโตอายุมากกว่า 10 ปีมากขึ้นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนคาดไม่ถึงว่าติดเชื้อไข้เลือดออก


อาการของโรคไข้เลือดออกจะเริ่มต้นด้วยไข้สูงติดต่อกัน อ่อนเพลีย ไม่มีน้ำมูก เมื่อมีอาการป่วย มีไข้ มักจะไปซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดลดไข้ชนิดฤทธิ์แรง เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ซึ่งหลังกินแล้วจะทำให้อาการดีขึ้น จะต้องระวังห้ามกินอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เลือดออกไม่หยุดเสียชีวิตง่ายขึ้น ยาที่แนะนำให้กินเพื่อลดไข้คือ พาราเซตามอล แต่ควรกินไม่เกิน 2 วัน หากไม่ดีขึ้นขอให้ไปพบแพทย์ โดยเร็ว


ปรับปรุงจาก ข่าวของ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

External Links Below Use Browser “Back Button” Back to Here..

กรุงเทพมหานคร ร่วมผลักดัน โครงการ พัฒนาองค์ความรู้


กรุงเทพมหานคร
ร่วมผลักดัน โครงการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติชุมชน ซึ่งเป็นการขยายผลการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างมีประโยชน์


นายวัลลภ สุวรรณดี รักษาการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ ผลการวิจัยโครงการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน กรณี ศูนย์ขยะรีไซเคิล เขตหลักสี่ เขตดอนเมือง ณ อาคารเนกประสงค์ สนามกีฬาการเคหะบางบัว ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายภาคประชาชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิงแวดล้อม กับสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน
 
โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจน และ พัฒนาชนบท ตามปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียง ซึ่งมีพื้นที่ศึกษาทั้งหมด 25 พื้นที่ ทั่วประเทศ ครอบคลุมทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งกรณีศูนย์ขยะ รีไซเคิล เขตหลักสี่ และ เขตดอนเมือง เป็นพื้นที่ ที่อยู่ในเขตสิ่งแวดล้อมเมือง

โดยรักษาการผู้ว่าราชการกรุงเทพกล่าวว่า ภาวะสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของสังคมโลกหากใคร ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เท่ากับว่าไม่ได้ติดตามกระแสความเคลื่อนไหวของโลกปัจจุบัน ดังนั้นทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญนำมามาใช้อย่างคุ้มค่า


สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในวันนี้เพื่อเป็นการศึกษา และ รับฟังความคิดเห็นจากการ ทำธุรกิจขยะรีไซเคิล โดย ขบวนการองค์กรชุมชน และเป็นการต่อยอดขยายผลในการ นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เตือนประชาชน ที่อาศัยอยู่ จังหวัดด้านทิศตะวันตก อาจเกิดแผ่นดินไหว หรือ ดินยุบตัวได้


นักวิชาการอิสระ เตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ จังหวัดด้านทิศตะวันตก อาจเกิดแผ่นดินไหวหรือดินยุบตัวได้ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ และเป็นดินอ่อน


ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมีภูเขาไฟมากกว่า 150 ลูก และมีภูเขาไฟที่ยังไม่ตายอีก 20 ลูก โดยทฤษฎีแล้วทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดจะสัมพันธ์กัน จะเห็นได้จากเปลือกโลกตั้งแต่ อันดามัน พม่า จนถึงเกาะสุมาตรา เปลือกโลกมีปรับตัว จึงเกิดการสะสั่นสะเทือน เกิดการขยับตัว ต่อไปอีกนาน และ
 
สิ่งที่ประเทศไทยควรระมัดระวังอย่างมาก คือบริเวณจังหวัดทางทิศตะวันตก ได้แก่ จังหวัด เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน จนถึง กาญจนบุรี ระนอง และ ภูเก็ต สิ่งที่พบคืออาคารที่ตั้งอยู่บนดินอ่อน ใกล้หนองน้ำ ใกล้แม่น้ำ ทั้งอาคารขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะ หมู่บ้าน รีสอร์ท ที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา อาจเกิดแผ่นดินไหว หรือเกิดการสั่นสะเทือน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวัง


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เตรียมปรับปรุงสถานีขนส่ง เอกมัย และ หมอชิต ยกระดับการบริการ

บริษัท ขนส่ง จำกัด เตรียมปรับปรุงสถานีขนส่ง
เอกมัย และหมอชิต เพื่อยกระดับ
การให้บริการเทียบเท่าระดับสากล


นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวถึงความคืบหน้าการย้ายสถานีขนส่งภาคตะวันออก (เอกมัย) จากบริเวณ แยกเอกมัย มาเป็นพื้นที่บริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. 7 ไร่


ล่าสุดการเจรจาในหลักการ ระหว่าง บขส. และ รฟม.บรรลุข้อตกลงด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจากนี้ รฟม.จะนำเสนอคณะกรรมการบริการ รฟม.ชุดใหม่เพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งสถานีขนส่งภาคตะวันออกแห่งใหม่ จะเป็นสถานีขนส่งที่ให้บริการเช่นเดียวกับ สถานีขนส่งสายใต้แห่งใหม่ อาทิ ร้านค้า ,ร้านอาหาร ,ธนาคาร และเขตพื้นที่เซฟตี้โซน


นอกจากนี้ การให้บริการในเส้นทางภาคตะวันออก บขส. จะนำรถโดยสารในเส้นทางภาคเหนือ และภาคใต้ มาให้บริการด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ที่สถานีขนส่งภาคตะวันออกแห่งใหม่ จะเชื่อมระบบการขนส่งสาธารณะทั้ง รถไฟฟ้าใต้ดิน และ รถโดยสารประจำทางเข้าด้วยกัน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างมาก


ส่วนสถานีขนส่ง หมอชิต สายเหนือ และ ตะวันออกเฉียงเหนือ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ในอนาคตจะปรับปรุงเช่นเดียวกับสถานีขนส่งสายใต้ และสถานีขนส่งภาคตะวันออกแห่งใหม่โดยเฉพาะการทำเขตพื้นที่เซฟตี้โซน มั่นใจว่า จะสามารถยกระดับการให้บริการเป็นสากลมากยิ่งขึ้น


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

Next Page »

Blog at WordPress.com.