Accom Thailand

March 14, 2008

รองนายกฯ ระบุ หากเกิดวิกฤติราคาน้ำมันขั้นรุนแรงไทยจำเป็นต้องดึงมาตรการบังคับมาใช้


รองนายกรัฐมนตรี ระบุ หากเกิดวิกฤติราคาน้ำมันขั้นรุนแรง
ไทยจำเป็นต้องดึงมาตรการบังคับมาใช้


พร้อมทั้งเร่งผลักดันการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นฐานความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ


นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังการพบปะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้บริหารว่า แม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจะยังไม่มีมาตรการดึงเงินจาก กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง มาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในขั้นวิกฤต


กระทรวงพลังงานเตรียมนำนโยบายมาตรการบังคับมาใช้รองรับสถานการณ์ อย่างเช่น การจำกัดความเร็วของ รถยนต์ เหลือเพียง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ต้องดูความเหมาะสมก่อนนำมาใช้


ส่วนช่วงนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันประหยัด และลดการใช้น้ำมันให้มากที่สุด ส่วนการที่ กระทรวงพลังงาน จะแยกราคาแอลพีจี ออกเป็นตลาดผู้บริโภค และ ตลาดรถยนต์-อุตสาหกรรม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการรถแท็กซี่จำนวนมาก และผู้บริโภค โดยได้มอบหมายให้ ปตท.ส่งเสริมให้รถแท็กซี่ที่ใช้แอลพีจีเปลี่ยนมาเป็นเอ็นจีวีโดยเร็ว


นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันให้ศึกษาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร ์ต่อไป เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงาน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งช่วยลดการนำเข้า น้ำมันดิบ จากต่างประเทศแก้วกฤติน้ำมันแพง ซึ่งต้องสร้างการยอมรับจากประชาชนก่อน แต่ทั้งนี้ ไทยต้องมีความพร้อม ด้านบุคลากร เห็นได้จากการที่คนไทยมีโรงงานปิโตรเคมี ดังนั้นจะนำบุคคลเหล่านี้ไปสร้างความรู้การสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้คาดว่าจะใช้เวลาเร็วขึ้นเหลือ 10 ปีในการก่อสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากเดิมที่วางไว้ 13 ปีข้างหน้า


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

Advertisements

นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารฯ หาข้อสรุปขอปรับขึ้น ราคาค่ารถต่อรัฐบาล

นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย
ยืนยันขณะนี้ผู้ประกอบการรถโดยสาร ขาดทุนต่อเนื่องมานาน
เพื่อหาข้อสรุปในการขอปรับขึ้นราคาจากรัฐบาลอีกกิโลเมตรละ 9 สตางค์


นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่ราคาน้ำมันยังคง เพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการเดินรถโดยสารเดือดร้อนมาก เพราะขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเร็วๆ นี้ สมาคมฯ กำลังจะประชุมหารือ เพื่อขอความเห็นใจจากรัฐบาลในการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร ซึ่งหากคิดจาก หลักการปรับราคาตามขั้นบันไดแล้ว ต้องขอปรับขึ้นอีก 9 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งจะได้เสนอเรื่องนี้ต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม


นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการเดินรถโดยสาร มีความเห็นใจ ประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบ หากต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร แต่ถ้าหากไม่ขอปรับราคาขึ้น ผู้เดินรถก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนต้องการรับบริการที่สะดวก ปลอดภัย ดังนั้นรัฐบาลควรหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพราะการที่ จะให้รถบัสขนาดใหญ่เปลี่ยนไปใช้ก๊าซเอ็นจีวี ตามที่รัฐบาลเสนอนั้น ผู้ประกอบการยังทำไม่ได้เพราะ ต้องเป็นรถที่ต่อ เป็นพิเศษ ถ้าจะให้ทำ รัฐบาลต้องช่วยเหลือด้านเงินทุนดำเนินการ


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ราคาสินค้าปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกในวันนี้


นายอรุณ ไม้ทิพย์ การค้าภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รายงานราคาสินค้าปาล์มน้ำมันที่ซื้อขายประจำวันนี้ (14 มี.ค.51) ดังนี้ ราคาผลปาล์มทะลายคละ กิโลกรัมละ 4.60-4.95 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.10 บาท จากเมื่อวานนี้ ผลปาล์มร่วง ราคากิโลกรัมละ 5.40-6 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.20 บาท จากเมื่อวานนี้ ทางด้านน้ำมันปาล์มดิบ เกรด เอ ราคากิโลกรัมละ 34-36 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เกรด บี ราคากิโลกรัมละ 33.40 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.15 บาท จากเมื่อวานนี้ โดยภาวะการค้าสินค้าปาล์มน้ำมันวันนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ตามความต้องการของตลาด


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ไอ.ดี. ซิสเต็มส์, อิงค์ ได้รับการต่อสัญญากับกิจการไปรษณีย์แห่งสหรัฐอเมริกา


ไอ.ดี. ซิสเต็มส์, อิงค์ (I.D. Systems, Inc.) (Nasdaq : IDSY) ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการ และตรวจสอบ ระบบเครือข่ายไร้สาย เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการต่อสัญญากับกิจการไปรษณีย์แห่งสหรัฐอเมริกา (United States Postal Service: USPS) เพื่อให้บริการระบบ Wireless Asset Net
สำหรับการบริหารจัดการยานพาหนะที่ใช้ในการจัดส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้มีการติดตั้งระบบดังกล่าวใน ยานพาหนะ 80 คันของ USPS ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญาฉบับปัจจุบันซึ่งกำลังจะหมดลง ในไตรมาสแรกของปี 2551 การต่อสัญญาในครั้งนี้เป็นราคาตายตัวและไม่จำกัดปริมาณ โดยจะไม่มีการกำหนดปริมาณ รวมถึงระบุเวลาหรือ สถานที่ในการจัดส่งผลิตภัณฑ์ และจะช่วยปรับปรุงขั้นตอนการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ระหว่างไอ.ดี. ซิสเต็มส์ และ USPS ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับสัญญาฉบับใหม่จะมีระยะเวลาถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553

“การต่อสัญญาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เทคโนโลยีไร้สายของเราได้มอบให้แก่กิจการ ไปรษณีย์แห่งสหรัฐอย่างต่อเนื่อง” เจฟฟรีย์ จากิด ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไอ.ดี. ซิสเต็มส์ กล่าว “เราตั้งตารอที่จะช่วยให้กิจการไปรษณีย์แห่งสหรัฐบรรลุประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ประหยัดต้นทุน และมี สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ USPS ยังคงใช้เทคโนโลยีของเรา ในการดำเนินงาน จัดส่งไปรษณีย์ทั่วสหรัฐ”


ระบบ Wireless Asset Net ประกอบด้วยอุปกรณ์ไร้สายอัจฉริยะ (Vehicle Asset Communicators) ซึ่งถูกติดตั้งบนยานพาหนะที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม (อาทิ รถยกและรถลาก), สถาปัตยกรรมการสื่อสารไร้สาย และซอฟท์แวร์แบบ client-server เพื่อควบคุมการเข้าออกของยานพาหนะ วิเคราะห์ข้อมูลการใช้ยานพาหนะ ติดตามตำแหน่งของยานพาหนะแบบเรียล-ไทม์ และฟังก์ชั่นอื่นๆ
ระบบดังกล่าวจะเพิ่มความปลอดภัยให้แก่สถานที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม ด้วยการจำกัดการเข้าออก ของ ยานพาหนะ ให้แก่ผู้ปฏิบัติการที่ได้รับอนุญาตและผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว และด้วยการจัดหารายการ ตรวจสอบความปลอดภัยแบบอิเล็คทรอนิคส์ นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ด้วยการอัพโหลดข้อมูลยานพาหนะโดยอัตโนมัติ รวมถึงรายงานปัญหาของยานพาหนะแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ดูแลเลือกได้ว่าจะซ่อมบำรุงยานพาหนะเมื่อใด โดยพิจารณาจากการใช้งานจริง แทนการกำหนดตามปฏิทิน และช่วยให้ฝ่ายบริหารโรงงานตัดสินเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนอุปกรณ์
ระบบจะช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตด้วยการรับรองว่าอุปกรณ์ได้รับการติดตั้งถูกที่ถูกเวลา และมีการรายงาน เกี่ยวกับการใช้ยานพาหนะให้ทีมบริหารได้รับทราบ

ไอ.ดี. ซิสเต็มส์, อิงค์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในแฮคเกนแซค รัฐนิวเจอร์ซีย์ บริษัทคือผู้ให้บริการโซลูชั่นไร้สาย สำหรับการบริหารจัดการ และตรวจสอบความปลอดภัยให้แก่สินทรัพย์ที่มีค่าของ บริษัทห้างร้านต่างๆ ซึ่งรวมถึง ยานพาหนะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น รถยก อุปกรณ์ภาคพื้นในสนามบิน และรถเช่า ระบบ Wireless Asset Net ซึ่งจดสิทธิบัตรแล้ว ใช้เทคโนโลยีระบุลักษณะด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือ RFID (Radio Frequency Identification) โดยจะช่วยตอบสนองความต้องการขององค์กรต่างๆในการควบคุมการติดตาม ดูแลตรวจสอบ และวิเคราะห์สินทรัพย์มีค่าขององค์กรเหล่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ http://www.id-systems.com


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

“ดีทแฮล์ม” ทุ่มทุนกว่า 1 พันล้านบาท พร้อมระบบเทคโนโลยีทันสมัย นำการขยายตลาดโลจิสติกส์ของไทย


“ดีทแฮล์ม” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการตลาดและจัดจำหน่าย เปิด “ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด” แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท บนถนนบางนา-ตราด กม.19 พร้อมนำเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบการจัดการที่ทันสมัยมาใช้ครบวงจร พร้อมบริการโลจิสติกส์ด้วยประสิทธิภาพ และการควบคุมอุณหภูมิแบบครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ตอกย้ำภาพลักษณ์บริษัทอันดับหนึ่ง ด้านการตลาดและการกระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของประเทศไทย อย่างชัดเจน


ดร.เยิร์ก โวลเล่ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเคเอสเอช โฮลดิ้ง จำกัด ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ได้เปิดเผยถึงการขยายการลงทุนในหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ให้บริการที่ครบวงจรทั้งทางด้านยา เวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้ผลิตได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ได้ทำการเปิด “ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด” แห่งใหม่ขึ้น บนถนนบางนา-ตราด กม. 19 บนเนื้อที่ 47 ไร่ ซึ่งถือเป็นทำเลทองเนื่องจากมีความสะดวก ในด้านคมนาคมที่สามารถการกระจายสินค้า ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศได้ในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเม็ดเงินในการลงทุนถึง 1,000 ล้านบาท โดยนำเอาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ขั้นสูงมาตรฐานระดับโลก GMP (Good Manufacturing Practice) และระบบการจัดการคลังสินค้าที่ทันสมัยมาใช้ ควบคู่ไปกับการบริการด้วยประสิทธิภาพ และการควบคุมอุณหภูมิ คงที่แบบครบวงจร จึงนับได้ว่าเป็นศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้บริษัทคู่ค้าและลูกค้าได้รับบริการด้านคลังสินค้า และการกระจายสินค้าที่ดีรวดเร็วและ รักษาคุณภาพของยา และเวชภัณท์ไว้ให้ดีที่สุด


ในช่วงแรกของ “ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด” แห่งใหม่นี้ได้เปิดใช้พื้นที่ ที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรองรับสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้มากถึง 30,000 ตารางเมตร หรือสามารถจัดเก็บสินค้า เพื่อรอการจัดส่งได้ไม่น้อยกว่า 20,000 พาเลท ในอนาคตจะสามารถขยายประสิทธิภาพในการรองรับสินค้าได้สูงถึง 44,000 ตารางเมตร หรือสามารถจัดเก็บสินค้าเพื่อรอการจัดส่งได้มากถึง 35,000 พาเลท


นอกจากนี้บริษัทยังมีเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงรวมทั้งระบบการบริการกระจายสินค้าที่มีมาตรฐานสำหรับยา เวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งควบคุมอย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน GMP ทุกประการ อีกทั้งเรายังเป็นบริษัทฯ เพียงแห่งเดียวที่มีช่องรับเข้าของยาแช่เย็นแยกโดยเฉพาะ อยู่ในบริเวณเดียวกับส่วนจัดเก็บยาแช่เย็น ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิต่ำอย่างครบวงจรในการรับ เก็บรักษา และจัดส่งสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่ายาแช่เย็น เช่นวัคซีนต่างๆ เป็นต้น ได้รับการดูแลเพื่อคงคุณภาพของยาไว้ตลอดเวลาจนถึงมือลูกค้า ซึ่งธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะได้รับประโยชน์มากมายจากศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด แห่งใหม่นี้


ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แห่งใหม่นี้จึงเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่ทำให้บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งส่งเสริมให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง และคงความเป็นผู้นำด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเหนือคู่แข่ง


ปัจจุบันด้วยเครือข่ายการดำเนินงานที่กว้างขวางของบริษัทฯ สามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 40,000 ราย ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาล, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ, บริษัทเวชภัณฑ์, ร้านขายยา ทั่วประเทศ


ดร.เยิร์ก โวลเล่ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึง ผลประกอบการในปี 2550 ของบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ในประเทศไทย มียอดขายถึง 95,000 ล้านบาท และของบริษัท ดีเคเอสเอช โฮลดิ้ง จำกัดโดยรวมทั่วโลก อยู่ที่ 272,000 ล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาบริษัท ดีเคเอสเอช โฮลดิ้ง จำกัด มีอัตราการเติบโตอย่าง ต่อเนื่องคิดเป็นตัวเลข 2 หลักในทุกๆปี ปัจจุบันบริษัทดีทแฮล์ม จำกัดในประเทศไทยมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 10,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2,000 คน ถ้านับจากปี 2545


ในปี 2551 บริษัท ดีเคเอสเอช โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ยังคงมุ่งมั่นเติบโตต่อไป ด้วยการวางแผน การส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย โดยสิ่งที่จะนำมาใช้ร่วมกับการลงทุนจะต้องควบคู่ ไปกับระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นระบบ และการอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าว จะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่บริษัทคู่ค้า และลูกค้าของเรา ปัจจุบันบริษัทฯ มองหาโอกาส ด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา


ด้าน มร.เบรินด์ เลบเปอร์ ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น จากแนวโน้มข้างต้น ส่งผลให้การขยายตัว ของอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในประเทศไทยในอนาคตสูงขึ้น ด้วยเช่นกัน และผลจากการบริการ ที่เป็นเลิศ ของ “ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด” แห่งใหม่นี้ จะสามารถรองรับ และ ช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ด้วยระบบการกระจายสินค้า การจัดเก็บ และ จัดส่งยา และเวชภัณฑ์ที่ยังคงรักษามาตรฐาน และคุณภาพของสินค้าให้คงที่จนถึงมือลูกค้าทั่วประเทศ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ”


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

APF Group รุกธุรกิจการให้บริการด้านโรงแรม และ ท่องเที่ยว

เอเชีย พาร์ทเนอร์ชิพ ฟันด์ กรุ๊ป หรือ กองทุน APF กรุ๊ป เปิดตัวธุรกิจใหม่ด้านการท่องเที่ยว หลังเข้าซื้อกิจการโรงแรมและรีสอร์ทหรูที่เกาะพีพี มูลค่า 630 ล้านบาท เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น หลังได้รับความนิยมอย่างสูงในแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย พร้อมดึงบริษัท อินวิชั่น ฮอสพิทาลิตี้ เข้าบริหารกิจการ
มร.มิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเชียพาร์ทเนอร์ชิพ ฟันด์ กรุ๊ป (APF Group) เปิดเผยว่า บริษัทในกลุ่มคือ บริษัท A.P.F. Hospitality จำกัด ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท พี.พี.คอรัล รีสอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ ซีโวล่า รีสอร์ท บนเกาะพีพี จากผู้ถือหุ้นเดิมคือ บริษัท เอชทีอาร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และ กลุ่มน้ำตาลบ้านโป่ง เป็นจำนวน 100% เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 รวมเป็นมูลค่า 630 ล้านบาท โดยมีบล.ยูไนเต็ด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจท่องเที่ยวของ APF Hospitality จำกัด ที่ต้องการรุกธุรกิจการบริการด้านโรงแรม รีสอร์ท และ การท่องเที่ยว ซึ่งโรงแรมดังกล่าวตั้งอยู่บนเกาะพีพีทางตอนเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีหาดทรายขาว สะอาด มีความเป็นส่วนตัวสูง การตกแต่งเป็นสไตล์รีสอร์ท ที่เน้นการนำวิถีชีวิตของไทยในพื้นที่ มาประยุกต์ใช้ในการดีไซน์ สร้างเสน่ห์ในสไตล์ ซีโวลา รีสอร์ท เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนจริง ๆ แบบมีสไตล์เป็นของตัวเอง
“ซีโวล่า รีสอร์ท พีพี ปัจจุบันเป็นสมาชิก SLH หรือ Small Luxury Hotel of the World และได้รับรางวัล 60 โรงแรมใหม่ที่ดีที่สุดในโลกจากการคัดเลือกของนิตรสาร Cond’e Nast Traveller ของประเทศอังกฤษ ทำให้ แบรนด์ซีโวล่า เป็นที่รู้จักในระดับสากล ที่ผ่านมากลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งกลุ่มเศรษฐี นักธุรกิจรุ่นใหม่อายุ 35-45 ปี และกลุ่มดาราฮอลีวู้ด ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ลูกค้าจะเข้าพักเฉลี่ยตั้งแต่ 7-8 คืน ไปจนถึง 12-15 คืน จากนี้ไปเราก็จะขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวไปยังชาวญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีกด้วย”
ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวอังกฤษและยุโรปใต้ เช่น สวีเดน สเปน อิตาลี และฝรั่งเศส มีการใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อถ่ายแฟชั่น ถ่ายแบบ ของนิตยสารชื่อดังในต่างประเทศ การถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งบนเกาะพีพีนี้ จะมีโรงแรม 4 แห่ง โมเทล และ เกสเฮาส์ 5 แห่ง ซึ่ง ซีโวล่า รีสอร์ท จัดเป็นหนึ่งในรีสอร์ทแบบ วิลล่าหรู ขนาดเล็ก ที่ใหม่ที่สุด และได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยว จนสามารถแข่งขันได้กับกลุ่มโรงแรมแบรนด์ดัง ที่มีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี จากสไตล์ที่โดดเด่น และ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน
สำหรับการทำธุรกิจทางด้านการบริการและ การท่องเที่ยว นับจากนี้ ทาง APF Hospitality จำกัด ได้แต่งตั้งให้ บริษัทอินวิชั่น ฮอสพิทาลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ ให้คำปรึกษาทั้งด้านการโรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นนักพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่มีชื่อเสียง เพื่อร่วมพัฒนาให้ธุรกิจดังกล่าวไปสู่เป้าหมายที่ได้วางไว้
“ที่เราเลือกลงทุนที่ ซีโวล่า รีสอร์ทเพราะ เราเห็นว่า เป็นรีสอร์ทหรู ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และอยู่ในทำเลที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด รวมทั้งเป็นโรงแรมที่มีศักยภาพดี ผลประกอบการดี ตรงกับหลักการลงทุนของ APF Group ที่ผ่านมา และ ที่เราต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะเราต้องการเป็นผู้บริหารในแบบของเรา ในครั้งนี้ทาง APF Group มีความเชื่อมั่นว่าอินวิชั่น ฮอสพิทาลิตี้ จะไม่ทำให้เราผิดหวัง”
จากนี้ไป จะมีการลงทุนในลักษณะนี้อีกประมาณ 2-3 แห่ง โดยมีบล.ยูไนเต็ด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินโดยที่บริษัท APF Hospitality จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจโฮลดิ้งคัมปานี ที่จะใช้ในเพื่อลงทุนในธุรกิจทางด้านนี้ และหลังจากนี้ไปการดำเนินงานของ ซีโวล่า รีสอร์ท ยินดีที่จะร่วมสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่ต้องการดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย เพราะลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงแทบทั้งสิ้น รวมทั้งจะทำการพัฒนาซีโวล่า รีสอร์ท ให้มีศักยภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

นครราชสีมา เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ 5 ตัน/ไร่ ในปี 2553


จังหวัดนครราชสีมา ตั้งเป้าหมายเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ 5 ตัน/ไร่ ในปี 2553 โดยจะไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกอีก แต่จะเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น


นายสุพงษ์ สินธุรัตน์ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จ.นครราชสีมามีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศจากการสำรวจล่าสุดมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านไร่ เป็น 2.1 ล้านไร่ โดยผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ย 3.7 ตัน ทั้งนี้ จ.นครราชสีมา มีเป้าหมายเพิ่มผลผลิตให้ได้ 5 ตัน/ไร่ ในปี 2553 ซึ่งการเพิ่มผลผลิต มันสำปะหลังนั้น จะไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกอีก แต่จะเน้นไปที่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น


สำหรับฤดูการผลิต 2551/52 คาดว่าจะมีมันสำปะหลังของ จ.นครราชสีมา ออกสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 80 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการทยอยออกสู่ตลาดแต่จะออกมากที่สุดในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค.ของทุกปี


พันธุ์มันสำปะหลังที่เกษตรกรในโคราชปลูก ถือเป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่ดี ให้ผลผลิตเร็วใช้เวลาเพียง 3-5 เดือนก็สามารถขุดนำออกขายได้แล้ว


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

รมช.คลัง เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 51 เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กำชับ กรมบัญชีกลาง
เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2551
ให้ได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 94 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด


พร้อมเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิซ้ำซ้อน ระหว่างระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพ


วันนี้ (14 มี.ค.51) ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางตรวจเยี่ยม พร้อมมอบนโยบายการทำงานแก่ผู้บริหารกรมบัญชีกลาง โดยได้สั่งการให้กรมบัญชีกลาง เร่งรัดการเบิกจ่าย งบประมาณ ประจำปี 2551 ให้ได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 94 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด กว่า 1,660,000 ล้านบาท เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาล หลังจากสามารถเบิกจ่ายงบประมาณ ไตรมาสแรก ได้แล้วกว่าร้อยละ 36.95 ของวงเงินงบประมาณ รวมทั้งเร่งพัฒนาแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการคลัง การพัฒนาบุคคลากรของหน่วยงานของภาครัฐให้มีความรู้ทางด้านการคลัง การบัญชี เพื่อขับเคลื่อนการบริหารการเงินการคลัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้มอบหมายนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นพิเศษ ประกอบด้วย การพัฒนาระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลให้เป็นธรรม และเหมาะสมระหว่างข้าราชการ ลูกจ้างผู้มีสิทธิ รวมทั้งให้เร่ง ดำเนินการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับสิทธิซ้ำซ้อนระหว่างระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริม ให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงแทนการรักษา ซึ่งในปีที่ผ่านมารัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณ ค่ารักษาพยาบาล กว่า 10,000 ล้านบาท

ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

จ.นราธิวาส เตือนผู้แทนจำหน่ายรถและผู้ซื้อรถ ในการใช้ป้ายแดง


สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส แจ้งเตือนไปยังผู้แทนจำหน่ายรถและผู้ซื้อรถ ในการใช้เครื่องหมายพิเศษ หรือป้ายแดง โดยผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 บาท


นายศิริชัย นครสุต หัวหน้าฝ่ายวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีผู้ใช้รถติดเครื่องหมายพิเศษ หรือป้ายแดง ขับขี่บนท้องถนนโดยไม่จดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้รัฐบาลขาดรายได้ อีกทั้งไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของรถที่แท้จริงได้ ประกอบกับมีผู้แทนจำหน่ายรถบางรายนำเครื่องหมายพิเศษ หรือป้ายแดงปลอมที่มิได้ออกโดยกรมการขนส่งทางบกให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์ เพื่อนำไปติดแสดงในระหว่างการรอจดทะเบียน


สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส จึงขอแจ้งเตือนไปยังผู้แทนจำหน่ายรถและผู้ซื้อรถได้เข้าใจว่า การใช้เครื่องหมายพิเศษ หรือป้ายแดง ให้ใช้เฉพาะที่ ทางราชการจัดทำขึ้นเท่านั้น หากมีการปลอมแปลงเครื่องหมายดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ติดแสดงในระหว่างรอการจดทะเบียน ผู้ปลอมและผู้ใช้จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหาปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 บาท และหากพบจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด สำหรับการจัดเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียนรถ ให้ผู้แทนจำหน่ายรถและผู้ซื้อรถได้รีบจัดเตรียม และส่งไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาสโดยเร็วด้วย


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จัดประชุมเตรียมความพร้อม ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าตามนโยบายนายกรัฐมนตรี
ช่วงแบริ่งถึงสมุทรปราการ
พร้อมเตรียมเวนคืนที่ดินมูลค่ากว่า 670 ล้านบาท


นายประณต สุริยะ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. กล่าวถึงการประชุม เชิงปฏิบัติการ งานออกแบบรายละเอียดโครงการระบบขนส่งกรุงเทพมหานครช่วง แบริ่ง-สมุทรปราการ และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรที่เกี่ยวข้องว่า ในส่วนของโครงการ รถไฟฟ้าช่วง แบริ่ง-สมุทรปราการ มีจำนวน 9 สถานี ระยะทาง 13 กิโลเมตร ต่อขยายมาจากซอยแบริ่ง ที่ทางกรุงเทพมหานคร กำลังดำเนินการก่อสร้างจำนวน 5 สถานี


ทั้งนี้ในเดือนกรกฏาคม สนข. จะเร่งรัด ความพร้อม ของแบบก่อนส่งมอบให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย หรือ รฟม.ไปดำเนินการประกวดราคา คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2555 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 25,000 ล้านบาท หากเทียบกับผลตอบแทนที่ได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุนถึงร้อยละ 22 เนื่องจากผลสำรวจเบื้องต้นพบว่า จะมีผู้ใช้บริการ วันละไม่ต่ำกว่า 92,000 ต่อวัน และจะเพิ่มเป็น 164,000 คนต่อวันในปี 2557


รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรกล่าวด้วยว่า ได้เตรียมเวนคืนที่ดิน สำหรับการ ก่อสร้าง โครงการกว่า 670 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นบริเวณทางโค้งของการก่อสร้าง ย่านสำโรง สถานีรับส่ง ผู้โดยสาร และ สถานีซ่อมรถไฟฟ้า ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่มีประชาชนอาศัยไม่หนาแน่น ไม่น่าจะเกิดปัญหา ในการเวนคืน แต่อย่างใด


ข่าวจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.